ประวัติเรื่องความสวยความงาม

วันนี้เรามาดูประวัติความงาม เพื่อประดับเป็นความรู้กันค่ะ เรื่องของความสวยความงาม เป็นสิ่งอยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์แล้วล่ะค่ะ เพราะว่าความรักสวยรักงามมันอยู่ในสายเลือดของผู้หญิงทุกคนในโลกใบนี้ คงจะยากที่จะมีผู้หญิงที่ไม่ห่วงเรื่องรูปร่างหน้าตาตัวเองเลย มาลองอ่านความรู้เกี่ยวกับความสวยความงามที่เรานำเสนอในวันนี้ดูนะคะ

เรียนรู้ประวัติความสวยความงาม

การแต่งหน้า1

เชื่อไหมคะว่ามนุษย์เราไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายอยากสวยงามทั้งนั้น หนุ่มสาวเมื่อ 6 พันปีโน้นก็รู้จักใช้เครื่องสำอางปรุงแต่งโฉมตัวเองกันแล้ว ศิลปการแต่งหน้าก็มีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณนั่นเชียว พวกเธอจะทาหน้าเขียนตา ชะโลมเรือนกายให้หอมกรุ่นด้วยน้ำมันและเครื่องหอม และสาวอียิปต์ทั้งหลายก็ยินดีจะเสียสละเวลาหลายชั่วโมง เพื่อจะทำให้ตัวเองงดงามเท่ากับราชินีเมเฟอร์ติติ หรือ คลีโอพัตรา ทีเดียว ความงามของสองราชินีนี้เล่าลือกล่าวขานบอกต่อกันมา จนกลายเป็นตำนานความงามในที่สุด
สมควรที่จะประหลาดใจอย่างยิ่งด้วย เพราะทฤษฎีการเสริมสวยขั้นพื้นฐานของสาวเมื่อ 6 พันปีกับปัจจุบันไม่ต่างกันเสียเลย มีการจัดสรรแบ่งสัดส่วนอย่างเดียวกัน เมื่อจะปรุงโฉมของเรือนผม ก็จะต้องมีแชมพูที่หามาจากสมุนไพร ยาปรับผม ยาย้อมผม แต่งหน้าก็จะมีสีย้อมเปลือกตา (eyes – shadow) โคล (kohl) สำหรับแต่งคิ้วให้ดำ และมีสีทาแก้มให้แดงเรื่อไร (rouge) ส่วนความงามของผิวพรรณ สาวยุค 6 พันปีก็มีนํ้ามันชะโลมผิวเช่นกัน สามารถชะโลมได้ทั้งเนื้อตัวและใบหน้า และที่ไม่ต่างกันอีกประการหนึ่งก็คือ นํ้าหอม ไว้แตะแต้มตรงบริเวณที่ชวนให้จุมพิต ผิดกันตรงเครื่องสำอางของสาวอียิปต์นั้นมีสีสันและส่วนผสมของธรรมชาตทั้งสิ้น ดังนั้น พวกเธอจึงไม่มีโอกาสได้เลือกสีหรือกลิ่นได้มากมายเหมือนสาวยุคใหม่
ตำนานการเสริมสวยของผู้หญิงนั้นว่ากันว่าชาวจีนเป็นชาติแรกที่คิดค้นและทดลองก่อนเพื่อน ชาวอียิปต์ได้เรียนศิลปการตกแต่งความงามมาจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับจากจีน มีหลักฐานเกี่ยวกับความงามหลายอย่างที่คนรุ่นก่อนได้ทิ้งไว้ให้เราศึกษา ชาวอียิปต์เก็บหลักฐานไว้ที่มัมมี่ การขุดค้นสุสานโบราณมีคุณค่าในแง่ประวัติศาสตร์อย่างมาก และก็ทำให้เราได้รู้ด้วยว่า ครั้งหนึ่งเมื่อ 6 พันปีมาแล้วสาว อียิปต์มีกิจวัตรประจำวันเกี่ยวกับการแต่งหน้าตาให้งดงามไม่น้อยทีเดียว

การแต่งหน้า
นักโบราณคดีค้นพบหม้อเครื่องสำอางที่บรรจุขี้ผึ้งชนิดต่างๆ มีทั้งผงโคลสีดำ และแท่งที่ใช้แต่งขอบตา พายเล็ก ๆ ชาม และสากหินสำหรับบดผสมสีเครื่องสำอาง กระจกส่องหน้าที่ทำจากโลหะขัดเสียจนเป็นเงาวาววับ ตลับบรรจุน้ำหอม เครื่องหอม เครื่องมือจัดแต่งทรงผม มีทั้งหวี คีมม้วนผม ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นอย่างสวยงาม วิจิตร วัสดุที่ใช้ทำเครื่องมือตกแต่งความงามนั้นมีทั้งที่ทำจากไม้หายาก งาช้าง หิน และวัสดุอื่น ฝีมือประดิษฐ์ก็วิจิตรสลักเสลาอย่างงดงามเป็นรูปนกบ้าง แมลงต่างๆ บ้าง นับเป็นโบราณวัตถุที่มีคุณค่าอย่างมหาศาล
เหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าคนเมื่อหลายพันปีก่อนโน้น ก็หลงใหลในความงามอย่างลํ้าลึก สาวเมื่อ 6 พันปีก่อนจึงเป็นทาสความงามเช่นเดียวกัน
การปรารถนาความงามด้วยการแต่งหน้าและร่างกายจึงเป็นความรู้เก่าแก่ เคียงข้างมนุษยชาติและก็แสดงถึงความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของคนโบราณด้วย ศิลปความงามเหล่านี้มีหลักฐานค้นพบอยู่ทั่วไปหลายแห่ง ในหมู่ชาวจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ชาวเกาะทะเลใต้ เมารี อบอร์ริจิน อัฟริกัน และอินเดียนแดง ชนเผ่าต่างๆ มีระเบียบ วัฒนธรรมและประเพณีการแต่งแต้มหน้าตา ตกแต่งร่างกายมาแต่ดึกดำบรรพ์ แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังคงเหลือไว้ให้เราเห็น เช่น การสักผิวหนังเป็นรูปหรือลวดลาย โดยใช้สีแสดจากต้นเทียนมาเติมสีสัน พบเห็นได้ในมอรอคโค และประเทศอเมริกาเหนือ
หลายศตวรรษก่อนคริสตกาล ชาวซูมอร์ แอสซีเรียน เปอร์เซียน และฟินีเซียนรู้จักสะสมนํ้าหอม เครื่องสำอาง และสารที่ใช้ตกแต่งร่างกายกันมาแล้วทั้งนั้น คริสตศาสนิกชนยุคแรกทั้งหญิงและชายนิยมใช้เวลาอาบนํ้ากันครั้งละหลายชั่วโมง มิไยที่ผู้นำศาสนาจะต่อต้านว่าเป็นการกระทำของคนที่เหลวไหลก็ตาม การอาบน้ำและเสริมสวยหลังจากอาบนํ้าให้วิลิศมาหราเพื่อเข้าประกอบพิธีกรรมทางศาสนานั้น ชาวอินเดียนิยมกันมาก และในปัจจุบันก็ยังปฏิบัติกันอยู่
ชาวกรีกใช้เวลานานกว่าเพื่อนกว่าจะยอมรับเรื่องความสวยความงาม และก็ชาวกรีกนี่แหละที่คิดค้นวิธีทำให้ผิวเป็นสีขาวผ่อง จนเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย ด้วยการใช้ตะกั่วขาวมากัดสีผิวหนัง ซึ่งเป็นการทำลายผิวกันมาหลายร้อยปีแล้ว สารผสมตะกั่วยังคงใช้กันอยู่ทั่วไปจนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ยิ่งกว่านั้นชาวกรีกยังมีชื่อเสียงเรื่องการประดิษฐ์คิดทำน้ำหอม
ตำนานเกี่ยวกับนํ้าหอมที่ปรากฎในเทพนิยายกรีกก็คือ เทพเจ้าอะโพรไดท์ เป็นผู้คิดค้นนํ้าหอมขึ้นมา ค่านิยมในการใช้นํ้าหอมยุคกรีกนั้นแบ่งไปตามฤดูกาล เช่น กลิ่นมิสค์สำหรับฤดูหนาว กลิ่นการบูรสำหรับฤดูร้อน เป็นต้น
นอกเหนือจากนํ้าหอมแล้ว ยังมีเครื่องหอมชนิดต่างๆ สีเครื่องสำอาง ขี้ผึ้ง ซึ่งหาได้ไม่ยาก มนุษย์ยังได้ให้ความสำคัญกับการอาบนํ้ามากขึ้น เพราะนอกจากทำให้ร่างกายสะอาดแล้ว ควรใช้เวลาขัดสีฉวีวรรณให้อ่อนนุ่ม ประทินผิวให้มีกลิ่นหอม และความชุ่มชื้นด้วย
รายละเอียดปลีกย่อยเรื่องความสวยงามได้แตกแขนงออกไปและเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้น และก็ปรากฎในวาระที่สำคัญตั้งแต่ประมุขของประเทศของรัฐ ในงานแต่งงาน สุภาพบุรุษ สุภาพสตรีชั้นสูง ขุนนํ้าขุนนางในราชสำนักเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในเรื่องความสวยงามและการตกแต่งร่างกายด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณ จนกระทั่ง กิตติศัพท์ความงามเป็นที่เลื่องลือกันสืบต่อมาถึงชนรุ่นหลังอย่างเราๆ ไม่ว่าจะเป็น เฮเลนแห่งทรอย ราชินิแห่งชีบา จักรพรรดินีปอมเปียของเนโร แคเธอรีน เดอเมดิช ลูเครเตีย บอร์เจีย ราชินีมาทิลดา และออลินท์ แห่ง อากวีเตน เหล่านี้ คือผู้ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในแง่ความงาม และล้วนแต่เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญแก่รูปโฉมโนมพรรณของตัวเองอย่างมากทั้งสิ้น
เอลิซาเบธที่ 1 ทรงหลงใหลและสนใจข่าวแฟชั่นใหม่ จากต่างประเทศ ทรงสวมถุงมืออบรํ่าด้วยกลิ่นหอม สรงนํ้าที่หอมตลบอบอวลด้วยกลิ่นไม้ดอก ทรงจ้างผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรมาคิดประดิษฐ์นํ้ามันชะโลมผิว และยาต่าง ๆ ที่จะเสริมความงามให้งามมากยิ่งขึ้นไปอีก
การแต่งงานในราชวงศ์ชั้นสูง เช่น ชาร์ลที่ 1 กับเจ้าหญิงเฮนเรียตต้า มาเรีย แห่งฝรั่งเศส ชาร์ลที่ 2 กับแคเธอรีนแห่งบรากันซา จอร์จที่ 4 กับคาร์โรไลน์ แห่งบรุนสวิก เหล่านี้ ทำให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปมีสัมพันธไมตรีเกี่ยวเนื่องต่อกัน รวมทั้งการเผยแพร่วิทยาการใหม่ๆ ไปถึงกันด้วย ความงามที่แปลกใหม่หลากหลายซึ่งมีอิทธิพลต่อผู้หญิงส่งตรงออกมาจากราชสำนักแทบทั้งสิ้น เช่น ความงามที่ประหลาดลํ้าของพระนางโยเซฟิน หรือเจ้าหญิงอเล็กซานดราเชื้อสายเยอรมัน ที่ทรงอภิเษกกับซาร์องค์สุดท้ายของรัสเซีย ทรงมีบุคลิกความงามที่เยือกเย็น เป็นต้น
ในอาณาจักรแห่งความงามมิได้เป็นของผู้หญิงเท่านั้น ในศตวรรษที่ 19 โบ บรัมเบล ก็ได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มชาวอังกฤษที่รักความสวยงามจนลบเลือนรัศมีของหญิงสาวได้เช่นกัน ยุคนั้นรัศมีความงามของสุภาพสตรีหรี่แสงลงจนถึงสมัยวิคตอเรียน เพราะค่านิยมความงามยุคนั้นก็คือ ความงามแบบเรียบที่จืดชืดและในที่สุดศูนย์รวมความงามก็ย้ายที่จากราชสำนักลงสู่สามัญชนอย่าง โลล่า มอนเตซ ลิลลี่ แลงทราย หรือ ซาร่าห์ เบิร์นฮาร์ดท ในศตวรรษที่ 20 กระแสความงามก็หลั่งไหลลงไปสู่สามัญชนมากขึ้น รวมทั้งบรรดาดาราภาพยนตร์ ดาราละคร และดาราทีวีเข้าไปด้วย
มีการฟื้นฟูความสวยความงามในราชสำนักกันใหม่ในสมัยราชินีอเล็กซานดร้าของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด โดยเริ่มตั้งแต่ขณะที่พระนางยังดำรงตำแหน่งเจ้าหญิง แห่งเวลส์ เจ้าหญิงทรงนำแฟชั่นเรื่องแต่งพระพักตร์
สาวงามชาวอเมริกันอย่าง คอนซูเอโล แวนเดอร์บิลท์ และ เจนนี่ เจอโรม กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสวยงามที่น่าใฝ่ฝัน ทั้งนี้เพราะสาวงามทั้งสองได้แต่งงานกับความมั่งคั่ง ความฝันของหญิงสาวยุคนั้นจึงเป็นความงามที่จะมีความรํ่ารวยติดตามมาด้วย (สาวงามคนแรกแต่งงานกับดุ๊กแห่งมาร์โบโร่ และเจนนี่ เจอโรม แต่งงาน
กับ ลอร์ดแรนดอล์ฟ เซอร์ชิลล์) สาวๆ ในตระกูลกิ้บสันก็เป็นต้นฉบับของความงามแบบหนึ่ง
จากนั้นก็ถึงยุคสงครามระหว่างปี 1914-18 และหลังจากนั้นมาตรฐานความงามที่เคยมีมาทั้งหลายก็เปลี่ยนแปลงจนหมดสิ้น ความคิดเสรีนิยมแพร่หลายเข้าไปถึง ค่านิยมความงามของผู้หญิงด้วย สาวๆ ตัดผมสั้น นุ่งกระโปรงสั้นจู๋เหนือเข่า เต็มไปด้วยลักษณะที่เชื่อมั่นในตัวเอง อุตสาหกรรมภาพยนตร์เจริญเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความงามแบบดาราภาพยนตร์อย่าง เฮด้า บารา หรือมาเรียน เดวีส เพื่อขานรับ ผู้หญิงที่อยากสวยเหมือนดารา ธุรกิจเครื่องสำอางก็เกิดขึ้นอย่างมากมาย เปิดโอกาสให้ผู้หญิงทุกคนสามารถสวยได้อย่างเท่าเทียมกัน ผลก็คือผู้คนทั้งหลายให้ความสนใจเรื่องสวยๆ งามๆ กันอย่างแพร่หลาย มีทั้งอยากดูคนสวย และอยากสวยให้คนดู
ในราวปี 1930 อุตสาหกรรมภาพยนตร์พัฒนารุดหน้ายิ่งขึ้นด้วยระบบเสียงในฟิล์ม และดาราสาวอย่าง ไมรีน ไดทริช เกรต้า การ์โบ ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ความงามของหญิงสาวยุคนั้นไปด้วยเช่นกัน
ในที่สุดเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น ภาวะสงครามทำให้คนต้องประหยัด มัธยัสถ์ในทุกๆ เรื่อง แม้แต่ความสวยงามก็พัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไปด้วย สวยอย่างประหยัดฉับไว ตั้งแต่ทรงผมสั้นจัดรูปทรงง่าย สะอาด เครื่องสำอางแป้งผัดหน้า แบบเสื้อไหล่กว้าง และกระโปรงสั้น เป็นแฟชั่นยุคสงคราม เมื่อปี 1940 เป้าของการแต่งตัวมุ่งไปที่ดารายอดฮิตอย่าง เบ๊ตตี้ เดวีส เฮดี้ ลามาร์
หลังสงครามทุกสิ่งทุกอย่างขาดแคลน ภาพของสงครามที่ปรากฏในจอภาพยนตร์เต็มไปด้วยความตึงเครียดหดหู่ แต่เป็นความเคร่งเครียดที่แสนจะน่าดูของดาราหน้าหวาน ๆ อย่าง มาร์กาเร็ต ลอดรูด เดเบอร่าห์ คาร์ เอวา คาร์ดเนอร์ ดาราสาวสวยทะยอยกันออกมาไม่ขาดสาย ตั้งแต่มาริลีน มอนโร โซเฟีย ลอเร็น หรือ ออเดรย์ เฮิรปเบิรน จนกระทั่งปี 1959 แฟชั่นเครื่องแต่งกายได้เปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร
สงครามยุติในขณะที่ธุรกิจความงามเฟื่องฟูขึ้น เครื่องสำอางมีคุณภาพดีขึ้น มีมากมายหลายแบบหลายยี่ห้อให้เลือกใช้ ตั้งแต่สวยอย่างธรรมดาไปจนถึงขั้นวิลิศมาหรา แต่นั่นแหละประวัติศาสตร์เครื่องสำอางจะต้องไม่ลืมบันทึกไว้ด้วยว่า ขั้นตอนความงาม อุปกรณ์เสริมความงามทั้งหลายในปัจจุบันนั้นได้แม่แบบมาจากสาว เมื่อ 6 พันปีก่อนโน้น
ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเขียนขอบตาเป็นเส้นสีดำเข้มอย่างคลีโอพัตราซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในปี 1940 ครั้งที่วิเวียน ลี แสดงเป็นคลีโอพัตรา ความนิยมสวยคม สวยเข้มอย่างคลีโอพัตรายังไม่ทันจะจางลง เอลิซาเบธ เทเลอร์ ก็ดึงความงามที่คมเข้ม ลํ้าลึกให้อยู่ในความนิยมนานยิ่งขึ้น ความงามช่วงปี 1960 ก็คือ ผิวขาว ดวงตาคมโต ยิ่งโตเท่าไหร่ก็ยิ่งสวย เพื่อระลึกถึงความงามในอดีตที่สาวๆ ใช้ตะกั่วกัดผิว จนตัวขาวโพลนและเสียชีวิตด้วยโรคตะกั่วเป็นพิษ จนกระทั่งกลายเป็นแฟชั่นของปี 1970 สาวๆ ฟอกหน้าเสียจนแลดูเป็นสีเทาเหมือนขี้เถ้า แฟซั่นสวยอย่างโรคตะกั่วเป็นพิษ นิยมกันอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ย่างเข้าสู่ยุคโกนคิ้วเกลี้ยงเกลา เหมือนสาวโบราณยุคกลางในอดีต
แฟชั่นในอังกฤษเมื่อปี 1950 ได้อิทธิพลจากภาพเขียนของ บาร์บารา โกเดลน ฟิโอนา แคมป์เบล-วอลเตอร์ และแดนนี่ แคนนิ่ง จนถึงปี 1960 ก็หลีกทางให้จีน ชริบบี้ตั้น วิดัล ซาสซูนน์ และแมรี่ คว้อนท์ นางแบบยอดดังในปี 1970 คือทะวิกกี้ สาวร่างบางเฉียบ ตาโตบ้องแบ๊ว จากนั่นแฟชั่นก็ข้ามนํ้าข้ามทะเลแอตแลนติค ทะลักเข้าสู่สาวน้อยทั้งหลายที่สุขภาพดีแล้วอย่างเดียวไม่พอ ควรใช้เครื่องสำอางแต่งแต้ม
ธรรมชาติของเธอให้มีสีสันสดใสเรื่อเรืองขึ้น หน้าจืดๆ จะดูธรรมดาเกินไป จนไม่น่าสนใจ
และนี่ก็คือที่มาของความสวยความงาม เรามาแต่งหน้าให้สวยงามขึ้น ด้วยความรู้สึกสนุกสนาน เบาและสบายใจเหมือนเวลาเรียนวาดเขียนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ผลของมันจะทำให้คุณดีขึ้นทั้งหน้าตาและความรู้สึกของตัวเอง หากคุณมีความรู้สึกว่าแฟชั่นใหม่ๆ มันไม่เห็นจะใหม่จริงเลย เคยฮิตเมื่อสมัยคุณแม่คุณยายของคุณมา ก่อน ช่างเถอะค่ะ สีสวยๆ ในตลับแก้วเจียรไน ไม่เย้ายวนความรู้สึกของคุณบ้างเชียวหรือค่ะ เก่าเมื่อยุคคุณแม่ยังสาว แต่มันยังใหม่เอี่ยมถอดด้ามสำหรับตัวคุณเองไม่ใช่หรือคะ
เราอยากให้คุณทันสมัย เราจะบอกคุณให้เข้าใจวิธีรู้จักกับเครื่องสำอางมันเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง ดีอย่างไร คุณจะใช้มันอย่างไร แล้วคุณจะสวยอย่างอะไร…หรืออย่างใคร
ที่มา:เฟลิซิตี้ คลาร์ก แปลโดย “นวลพรรณ”

แบบผมสวยอื่น ๆ: