ซีลีเนียมแร่ธาตุมหัศจรรย์ กับฤทธิ์ต้านมะเร็ง

มะเร็ง เป็นโรคร้ายที่ทุกคนบนโลกใบนี้ไม่ต้องการ เพราะเมื่อเป็นแล้วรักษายาก ทานยาก็อาจจะไม่หาย แต่ขอให้มีกำลังใจเถอะคะ วันนี้สารอาหารชนิดหนึ่งมานำเสนอคือ ซีลีเนียม แร่ธาตุที่มีฤทธิ์ในการต้านมะเร็งอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นอย่างไรบ้าง ลองอ่านบทความกันดูค่ะ

ซีลีเนียม กับมะเร็ง

ธาตุซีลิเนียม

ผู้อ่านท่านหนึ่งได้ไปหาหมอชื่อดังของเมืองไทย เพื่อปรึกษาเรื่องมะเร็ง แต่หมอกลับสั่งจ่ายซีลีเนียมให้เธอรับประทานทุกวัน
เธอตกใจมาก คิดว่าหมอคงเพี้ยน เพราะตามความรู้ดั้งเดิมที่เคยเรียนมา เธอรู้ดีว่า ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่อาจก่อมะเร็งได้ เท่ากับหมอกำลังวางยาพิษเธอแท้ๆ
ทำไมหมอจึงโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้
อันที่จริง ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่มีฤทธิ์ผันผวนอย่างมาก เหมือนขาวกับดำ
การทดลองชิ้นหนึ่งในหนูขาว พบสิ่งมหัศจรรย์ คือ หนูกลุ่มที่กินซีลีเนียมกลายเป็นหนูอายุยืนที่สุดในโลก
ปัจจุบันความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับซีลีเนียมกำลังได้รับการตีพิมพ์ เผยแพร่อย่างต่อเนื่องทั่วโลก ในเมืองไทยเองก็มีซีลีเนียมชนิดเม็ดวางขาย
ซีลีเนียมคืออะไร มีในอาหารประเภทใด จำเป็นต้องซื้อหา ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมารับประทานหรือไม่
ซีลีเนียม
ธาตุซีลีเนียมมีสัญลักษณ์ทางเคมีว่า Se
ซีลีเนียมถูกค้นพบในปี 1817 โดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อเบอร์เซลิอัส ได้ชื่อจากคำในภาษากรีก SELENE ซึ่งแปลว่าพระจันทร์
ซีลีเนียมเป็นธาตุที่มีอยู่น้อยนิดบนโลก (คือเพียง 0.000009 เปอร์เซ็นต์ ในเปลือกโลก) จนไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายมนุษย์ต้องการใช้
แต่ในความเป็นจริง สิ่งมีชีวิตจำนวนมากรวมทั้งมนุษย์ล้วนต้องการซีลีเนียม เพราะมันเกี่ยวข้องในขบวนการผลิตสารเคมีสำคัญ คือ ‘‘เอ็นไซม์” หลายชนิด
ร่างกายเราใช้ซีลีเนียมแต่เพียงน้อย หากเราได้รับซีลีเนียมเข้าสู่ ร่างกายทีละมากๆ จะทำให้เกิดพิษร้ายรุนแรง เช่น เล็บหลุด ผมร่วง ดีซ่าน เลือดจาง ซีลีเนียมที่จับอยู่กับไฮโดรเจนมีพิษร้ายแรงเทียบเท่ากับสารหนู
และด้วยพิษของมันนี้เอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์มิได้สนใจค้นคว้า ทดลองหาความสำคัญต่อสุขภาพมาโดยตลอด เพราะคิดว่ามันคือสารที่ เป็นอันตรายต่อร่างกาย คือเป็นสารพิษ สารก่อมะเร็ง
จนกระทั่งไม่นานมานี้ ความลับของซีลีเนียมต่อกลไกชีวิตเพิ่งได้รับการเปิดเผย
มันมีฤทธิ์ช่วยร่างกายต้านมะเร็งและป้องกันโรคหัวใจ
กล่าวได้ว่า ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่มีคุณประโยชน์ผันผวนชนิดจากขาวเป็นดำทีเดียว
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า ซีลีเนียมสามารถยืดชีวิตของหนู ทดลองได้ยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์
ที่มาของการค้นพบประโยชน์ของสารที่ครั้งหนึ่งเราคิดว่ามีแต่พิษนั้น เกิดจากการที่สัตวแพทย์ได้สังเกตเห็นว่า สัตว์เลือดอุ่นหลายชนิด ถ้าไม่ ได้กินพืชที่มีซีลีเนียมจะมีอาการกล้ามเนื้อลีบ เป็นต้อกระจก ร่างกาย เจริญเติบโตไม่เต็มที่ ตับเสื่อม เป็นหมัน เป็นโรคหัวใจ มะเร็ง และอื่นๆ อีกมากมาย
ประสบการณ์จากสัตวแพทย์เหล่านี้ได้กระตุ้นให้วงการแพทย์หันมามองซีลีเนียมด้วยสายตาที่เป็นบวกมากยิ่งขึ้น
และพวกเขาก็ได้พบคุณสมบัติอันน่าพิศวงของมัน
จะขอจาระไนให้ฟังเป็นข้อๆ
ฤทธิ์ต้านมะเร็ง
ดูเหมือนกับว่าสารใหม่ๆ ที่เราค้นพบในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่ต้าน มะเร็งได้ทั้งนั้น แต่อยากให้คุณผู้อ่านพิจารณาดูการวิจัยต่อไปนี้ด้วยใจ เป็นธรรมว่า ซีลีเนียมต้านมะเร็งได้จริงหรือไม่
การศึกษาครั้งแรกที่ทำในคนกลุ่มใหญ่ เรียกว่าการศึกษาทาง
ระบาดวิทยา (หมายถึงการศึกษาสาเหตุการเกิดโรคในคนจำนวนมาก) นักวิทยาศาสตร์ทำการเปรียบเทียบปริมาณซีลีเนียมในดิน แล้วดูสถิติ ผู้ป่วยตายในแถบนั้น ผลการเปรียบเทียบได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า ที่ใดมี ผู้ป่วยและตายด้วยมะเร็งมาก ที่นั่นจะมีธาตุซีลีเนียมในดินอยู่น้อยนิด
เมื่อมีซีลีเนียมในดินน้อย พืชที่เพาะปลูกบนพื้นดินเหล่านั้นย่อมดูดซับซีลีเนียมเข้าตัวได้น้อย ประชาชนก็ได้รับซีลีเนียมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่ไม่เพียงพอกับความต้องการตามธรรมชาติ
มะเร็งกับซีลีเนียมจึงมีความเกี่ยวข้องกัน จริงหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ต้องติดตามต่อ ไม่อาจด่วนสรุปโดยง่าย
นักวิจัยได้เก็บตัวอย่างดินทั้งอเมริกาวิเคราะห์หาแร่ธาตุสำคัญ แล้วทำแผนที่แสดงปริมาณซีลีเนียมในทุกรัฐ พบว่า ดินของเซาธ์ดาโกตามีปริมาณซีลีเนียมสูงสุด และรัฐโอไฮโอมีปริมาณซีลีเนียมตํ่าสุด
จากนั้นจึงเอาข้อมูลผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆ มาจับเพื่อเปรียบเทียบ
น่าอัศจรรย์…ประชาชนในเซาธ์ดาโกตา (ซึ่งมีซีลีเนียมสูงสุด) ป่วย เป็นมะเร็งน้อยที่สุดในอเมริกา ขณะที่ประชาชนโอไฮโอกลับป่วยและเสีย ชีวิตจากมะเร็งมากกว่าถึงสองเท่า
ผลการค้นพบครั้งนี้ นำไปสู่การวิจัยลึกลงไปอีกในยี่สิบประเทศ….
และก็ได้ผลคล้ายคลึงกันว่า ที่ใดมีระดับซีลีเนียมในดินตํ่า ประชากรจะป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน ลำไส้ใหญ่ เต้านม รังไข่ ผิวหนัง ปอด ต่อมลูกหมาก และมะเร็งโลหิตขาวมากเป็นพิเศษ ขณะที่ประเทศ เวเนซูเอลา ซึ่งผืนแผ่นดินอิ่มเอิบด้วยแร่ธาตุซีลีเนียม กลับมีอัตราเสียชีวิตจากมะเร็งเพียงหนึ่งในสี่ เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา
เช่นเดียวกับอุบัติการโรคมะเร็งเต้านมของสตรีญี่ปุ่น ที่นั่นมีอัตรา โรคมะเร็งเต้านมตํ่า ขณะที่รับประทานอาหารที่อุดมด้วยซีลีเนียม แต่ ตรงกันข้ามกับสตรีญี่ปุ่นที่อพยพไปอยู่อเมริกาและรับประทานอาหาร แบบชาวตะวันตก พวกเธอเป็นมะเร็งเต้านมสูงเท่ากับคนอเมริกันทั่วไป
จึงเห็นได้ว่า การเป็นมะเร็งเต้านมไม่น่าจะเกี่ยวกับเชื้อชาติ แต่ เกี่ยวกับอาหารการกินเป็นสำคัญ
การวิจัยต่อมาทำในประชากรสองกลุ่มกลุ่มแรกเป็นคนที่แข็งแรงปกติ กับกลุ่มสองคือผู้ป่วยมะเร็ง จับทั้งสองกลุ่มเจาะดูระดับซีลีเนียมใน เลือดเพื่อเปรียบเทียบกัน
คนร่างกายแข็งแรงมีปริมาณซีลีเนียมในกระแสเลือดสูงกว่าคนที่ป่วยเป็นมะเร็งแทบทุกชนิด
ถึงขั้นนี้ ไม่มีใครกล้าเถียงแล้วว่า ซีลีเนียมกับมะเร็งมีความสัมพันธ์กันแน่นอน
แต่นักวิทยาศาสตร์ก็มิได้หยุดเพียงนี้หรอก การศึกษายังคงดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง และสร้างความมั่นใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า ซีลีเนียม ในปริมาณที่เหมาะสมมีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็งโดยมิต้องสงสัย
แต่ปริมาณที่เหมาะสมคือเท่าใด คำตอบนี้สำคัญมาก เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่ามันเป็นสารพิษ
ต่อมานักวิจัยเริ่มพบความสัมพันธ์ระหว่างซีลีเนียม วิตามินอี และวิตามินเอ กล่าวคือ คนที่เป็นมะเร็งจะมีระดับสารทั้งสามตัวตํ่ากว่าปกติ งานวิจัยชิ้นนี้มีคุณค่ามากเพราะผู้วิจัยเก็บตัวอย่างเลือดจากประชากรตั้งแต่ยังไม่เป็นมะเร็ง แล้วเฝ้าติดตามไปเรื่อยๆ เมื่อพบว่าคนไหนเป็นมะเร็งก็เจาะเลือดวิเคราะห์เปรียบเทียบ ผู้วิจัยจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน
นั่นก็หมายความว่า หากหวังผลป้องกันตนเองให้พ้นจากมะเร็งร้าย เราควรสนใจรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอ อี และซีลีเนียม อย่าเป็นคนเลือกรับประทานเฉพาะของชอบ
มีการศึกษาในฟินแลนด์ ซึ่งชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของระดับ ซีลีเนียมในเลือดตํ่ากับความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในกระเพาะ หมายความว่า ถ้าคุณขาดซีลีเนียม โอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะก็สูง
เช่นเดียวกับผลการวิจัยอื่นๆ ในช่วงต่อมาอีกหลายชิ้น งานวิจัยของจีนแสดงให้เห็นว่า ประชาชนที่อาศัยในแหล่งดินที่มีซีลีเนียมตํ่า จะเสี่ยงต่อมะเร็งคอหอย กระเพาะอาหาร และตับ
น่าเป็นห่วงนะ หากเราเผอิญอยู่ในแหล่งพื้นดินที่มีซีลีเนียมตํ่า เราก็กลายเป็นคนขาดซีลีเนียมโดยไม่รู้ตัวและอาจตายเพราะโรคร้ายบางชนิด อันเป็นผลจากการขาดซีลีเนียม
ขาดไอโอดีนยังพอดูออกจากอาการคอหอยพอกที่โตขึ้นเรื่อยๆ แต่ ขาดซีลีเนียมไม่มีทางรู้เลย
งานวิจัยในฟินแลนด์อีกชิ้นหนึ่งพบว่า คนจะเป็นมะเร็งในปอดมากขึ้นหากในกระแสเลือดมีระดับซีลีเนียมตํ่าร่วมกับการขาดวิตามินเอ หรือสูบบุหรี่
นอกจากนี้ซีลีเนียมยังมีบทบาทในการป้องกันมะเร็งผิวหนังร่วมกับ วิตามินเอ
ด้วยความเป็นห่วงอันตรายจากการขาดซีลีเนียมในประชาชนหลาย
รัฐนี่เอง ที่กระตุ้นให้สภาวิจัยแห่งชาติอเมริกา (The National Re¬search Council) ออกมาประกาศว่า
‘‘มีข้อมูลมากมายที่บ่งชี้ว่าการเพิ่มซีลีเนียมในนํ้าหรืออาหาร สามารถช่วยป้องกันมะเร็งที่เกิดจากสารเคมีหรือพิษจากสิ่งแวดล้อม หลายชนิด ซีลีเนียมยังมีคุณสมบัติช่วยป้องกันมะเร็งจากเชื้อไวรัสอย่าง น้อยหนึ่งชนิด”
แม้งานวิจัยส่วนใหญ่จะกระทำในสัตว์ทดลอง แต่ก็น่ารับฟังอย่างยิ่ง
หลักฐานจากการทดลองในเวลาต่อมา บ่งชี้ว่า การเติมซีลีเนียมใน นํ้าดื่มหรืออาหารในอัตรา 0.5 ถึง 6 ส่วนในล้านส่วน (เป็นอัตราชนิดหนึ่ง ภาษาอังกฤษเรียก ppm. หรือ parts per million ใช้กับสารละลายที่เจือจางมากๆ เช่น ซีลีเนียม 0.5 ppm. ในนํ้า หมายถึง ชั่งซีลีเนียม 0.5 กิโลกรัม ละลายในนํ้าล้านกิโลกรัม จะได้สารละลาย ซีลีเนียม 0.5 ppm.) สามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งที่ตับ ผิวหนัง เต้านม และลำไส้ใหญ่ ในสัตว์ทดลองหลายชนิด
อย่างที่ได้กล่าวแล้ว ซีลีเนียมในขนาดสูงเป็นพิษต่อร่างกาย แต่ใน ขนาดเจือจางกลับมีประโยชน์ แถมมนุษย์ยังขาดซีลีเนียมไม่ได้เสียอีก
ในการทดลองกับหนูขาวเพศเมีย นักทดลองแบ่งหนูเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้กินอาหารปกติ กับอีกกลุ่มให้กินอาหารที่เติมซีลีเนียม หลังจากนั้นจึงกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านม
ผลปรากฏว่ากลุ่มแรกเป็นมะเร็งถึง 82 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กลุ่มที่ ได้รับซีลีเนียมเป็นมะเร็งเพียง 10 เปอร์เซ็นต์
หลักฐานงานวิจัยชิ้นนี้มีนํ้าหนักมาก แสดงว่าการรับประทานซีลีเนียมเพิ่มจากที่ได้รับในอาหารธรรมดาจะช่วยปกป้องเราจากมะเร็งได้ดีเกินคาด และการรับประทานอาหารตามปกติที่เราคุ้นเคยแทบจะช่วย ป้องกันมะเร็งไม่ได้เลย
ทำไมมนุษย์จึงเป็นโรคขาดซีลีเนียมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนโบราณขาด ซีลีเนียมหรือไม่
ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่าซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่มีเพียงน้อยนิดในดิน คือเพียง 0.000009 เปอร์เซ็นต์ ในเปลือกโลก จนไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายมนุษย์ต้องการใช้
ทฤษฎีใหม่ๆ สามารถอธิบายเหตุผลได้ว่า ควันพิษในอากาศจาก มลภาวะ ฝุ่นไอกำมะถันจากโรงงานอุตสาหกรรม ถูกฝนชะ กลายเป็นฝนกรด เมื่อตกถึงพื้น แทรกซึมลงดิน ทำให้มีการแย่งที่กันระหว่างกำมะถันกับซีลีเนียมในดิน ปริมาณซีลีเนียมในดินที่ใช้ประโยชน์ได้จึงลดลงเรื่อยๆ
กลไกการออกฤทธิ์ต้านมะเร็งของซีลีเนียมยังไม่เป็นที่รู้แน่ชัด นักวิจัยบางคนเชื่อว่า ซีลีเนียมเกี่ยวข้องกับการสร้างเอ็นไซม์สำคัญบางตัวที่คอยจับและทำลายเซลล์มะเร็ง ขณะที่บางคนเชื่อว่า ซีลีเนียมช่วยร่างกายซ่อมสายพันธุกรรมที่เสื่อมสภาพ และซ่อมแซมกลับให้เป็นปกติ ก่อนที่จะกลายเป็นเซลส์มะเร็ง
ไม่ว่าจะเพราะเหตุใดก็ตามบัดนี้ซีลีเนียมก็ได้แสดงให้ประจักษ์แล้วว่า มันสามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งได้อย่างน่าทึ่ง
ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
ภูมิคุ้มกันคืออะไร มันก็เหมือนทหารประจำประเทศนั่นแหละ คนเราได้รับสารและเชื้อสารพัดสารเพเข้าสู่ร่างกาย เราก็ได้เม็ดโลหิตขาว และเซลล์ที่ทำหน้าที่เหมือนผู้พิทักษ์คอยดักจับและทำลายให้หมดก่อนที่มันจะทำร้ายร่างกายเรา
คนที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง เจ็บป่วยยาก ป่วยแป๊บเดียวก็ลุกขึ้นเดินปร๋อ
คนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เจ็บกระเสาะกระแสะ โดนฝนหน่อยก็เป็น หวัด บางคนแค่โดนแอร์ก็เป็นหวัดแล้ว (แอร์คอนดิชั่น ไม่ใช่แอร์โฮสเตส)
คนที่มีเชื้อ HIV หรือเชื้อเอดส์ จะถูกทำลายระบบภูมิคุ้มกันจน บกพร่องไป
มีการอ้างอิงในวงการแพทย์สมัยใหม่ว่า ซีลีเนียมสามารถกระตุ้น ภูมิคุ้มกันได้หากร่างกายได้รับเพิ่มในปริมาณที่เพียงพอ
ผลจากการทดลองให้ซีลีเนียมร่วมกับวิตามินอีแก่สัตว์ทดลอง แล้วพบว่า สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เพิ่มขึ้นได้อีกถึง 30 เท่า นับว่า ภูมิคุ้มกันเพิ่มสูงอย่างยิ่ง
และการวิจัยคล้ายคลึงกันในโซเวียตยังช่วยยืนยันผลงานชิ้นนี้ว่า น่าเชื่อถือได้
งานวิจัยอีกชิ้น ทำโดยหยดซีลีเนียมใส่ในนํ้าดื่มในความเข้ม 2.5 ppm. (ส่วนในล้านส่วน) แล้วให้อาสาสมัครที่เป็นมาลาเรียดื่ม พบว่าซีลีเนียม ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคมาลาเรีย ทำให้หายจากโรคเร็วขึ้นเห็นได้ชัด และอัตราการตายก็ลดลงเช่นกัน
การขาดซีลีเนียมส่งผลให้เซลล์ฟาโกไซท์ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันร่างกาย ลดประสิทธิภาพลง เช่นเดียวกับเซลส์เม็ดเลือดขาวในสุนัขจะเฉื่อยชา เมื่อขาดซีลีเนียม และในทางตรงข้ามกลับกระฉับกระเฉงเมื่อได้รับซีลีเนียมเพิ่มในอาหาร
มีรายงานชิ้นหนึ่งที่พบว่าในคนไข้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์) ระดับซีลีเนียมในเลือดแทบจะเป็นศูนย์ การค้นพบครั้งนี้สำคัญมาก เพราะเอดส์เป็นผลจากการลดระดับของภูมิคุ้มกัน ขณะที่ซีลีเนียมเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งสองสิ่งนี้น่าจะมีความสัมพันธ์กันลึกลํ้ากว่าที่เรารู้ในปัจจุบัน
ขณะนี้งานวิจัยหาความสัมพันธ์ระหว่างโรคเอดส์ ซีลีเนียม และ วิตามินอี กำลังดำเนินไปไม่หยุดยั้ง สักวันหนึ่งความลับคงถูกไขออกมา ให้เป็นที่กระจ่าง
ฤทธิ์ปกป้องหัวใจและระบบเลือด
หลักฐานทางระบาดวิทยาแสดงให้เห็นว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มระดับสูงขึ้นเมื่อลดการบริโภคซีลีเนียมลง
ในอเมริกามีสิ่งที่เรียก “Stroke belt” แปลตรงตัวว่า เข็มขัดโรค สโตร๊ค เป็นความหมายอุปมาถึงแถบพื้นที่ที่มีผู้ป่วยโรคเส้นเลือดที่สมองตีบตัน พาดผ่านประเทศเป็นแนวคล้ายคาดด้วยเข็มขัด ตั้งแต่จอร์เจียถึงแคโรไลน่าส์ และเมื่อศึกษาปริมาณซีลีเนียมในดินแถบนั้น ก็พบว่ามีซีลีเนียมตํ่าน่าใจหาย
ในฟินแลนด์ที่ซึ่งผืนแผ่นดินมีปริมาณซีลีเนียมตํ่า อัตราตายด้วยโรคหัวใจและระบบเลือดก็สูงเช่นกัน การศึกษาต่อเนื่องในประชากรหนึ่งหมื่นหนึ่งพันคน พบว่า คนที่มีระดับซีลีเนียมในเลือดตํ่ากว่า 45 ไมโครกรัม/ลิตร จะเสี่ยงต่อการตายจากโรคหลอดเลือดเป็นสามเท่าของ กลุ่มที่ซีลีเนียมสูง
ยังมีการศึกษาอีกหลายชิ้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างซีลีเนียมกับโรคหัวใจทั้งในเยอรมนีและประเทศอื่นๆ ที่เห็นเด่นชัดมาก คือ โรค “Keshan” ที่ชาวจีนป่วยกันมากๆ มีลักษณะของกล้ามเนื้อหัวใจฝ่อลีบ หัวใจโต อัตราตายสูง อันเกี่ยวพันกับการขาดซีลีเนียม
การศึกษาส่วนใหญ่ พบว่าวิตามินอีและซีลีเนียมทำงานในลักษณะ ร่วมแรงร่วมใจกันต้านมะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และอื่นๆ
เช่นการทดลองชิ้นหนึ่งให้ผู้ป่วยจำนวน 24 คนได้รับซีลีเนียม 1 มิลลิกรัม และวิตามินอี 200 มิลลิกรัมต่อวัน พบว่าช่วยลดอาการเจ็บร้าวที่หน้าอกอันเกิดจากหัวใจขาดเลือดได้ถึง 22 คน หรือราว 92 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทย อัตราตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่ในอันดับสาม
เป็นเพราะคนไทยขาดซีลีเนียมหรือเปล่า ใครจะตอบได้
ฤทธิ์ฟอกสารพิษและโลหะหนัก
คุณเคยรู้จักโลหะหนักไหม โลหะจำพวกปรอท แคดเมียม ตะกั่วนั้นมีพิษรุนแรงมาก แต่ที่โด่งดังมากที่สุดคือกรณีมินามาตะ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดเกี่ยวกับพิษปรอท
หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ “มินามาตะ” ตั้งอยู่ริมอ่าวยาสุชิโร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะคิวชู ญี่ปุ่น เมืองมินามาตะซึ่งเป็นแหล่งชุมชนของคนงานในบริษัทนิปปอน ชิสโส ฮิเรียว (ผลิตปุ๋ยเคมี คาร์ไบด์ และไวนิล คลอไรด์) ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นชาวประมง หาจับสัตว์ทะเลเลี้ยงชุมชนมินามาตะแห่งนี้และชุมชนใกล้เคียงเรื่อยมาแต่บรรพกาลขณะที่โรงงานเองก็ทิ้งนํ้าเสียลงไปในอ่าว
ถึงปี 1956 คนในหมู่บ้านเริ่มมีอาการพิกล เดินตัวแข็ง เหมือนผีซอมบี้ บางทีก็ชักกระตุก บุคลิกแปรปรวน ทยอยตายไปเรื่อยๆ จากการชันสูตรต่อมาจึงทราบว่าเกิดจากพิษปรอทที่โรงงานปล่อยลงทะเล จนถึงทุกวันนี้ ยังมีผู้ป่วยโรคมินามาตะในญี่ปุ่นถึง 1,144 ราย หลงเหลืออยู่
ปรอทเกี่ยวข้องกับมนุษย์ในทางอุตสาหกรรมเพราะเราใช้ปรอทเป็น ส่วนผสมในสีทาบ้าน ยาฆ่าแมลง หลอดไฟฟ้า ฯลฯ ปรอทระเหยปนในบรรยากาศจากการเผาถ่านหินในโรงงานขนาดใหญ่ ปรอทหลุดรอดสู่ทะเลโดยผ่านท่อนํ้าทิ้งของโรงงานผลิตเครื่องไฟฟ้า เมื่อปรอทเข้าไปปนในน้ำ พืชและสัตว์ทะเลก็ได้รับสารปรอทสะสมในตัว
นักวิจัยหลายกลุ่มอ้างว่า ซีลีเนียมมีฤทธิ์ฟอกพิษของโลหะหนักสองตัว คือ ปรอทและแคดเมียม และยังช่วยฟอกพิษของยาบางชนิด สุรา และควันบุหรี่
การทดลองในสัตว์หลายครั้งแสดงให้เห็นว่า ซีลีเนียมช่วยลดพิษ ของยารักษามะเร็งชื่อ Adriamycin โดยไม่ลดฤทธิ์การรักษาของมัน
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ในการฟอกพิษของซีลีเนียม ยังไม่แพร่หลายมากนัก
ฤทธิ์ปกป้องผิวชะลอชรา
ฤทธิ้นี้เป็นยอดปรารถนาของสุภาพสตรีทั้งหลาย นักวิจัยบางกลุ่ม อ้างว่า ซีลีเนียมช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงทำให้ผิวดูอ่อนวัย นุ่มนิ่มมีนํ้ามีนวลเหมือนหนุ่มสาว ช่วยลบริ้วรอยเหี่ยวย่น
แต่ต้องฟังหูไว้หู เพราะเป็นฤทธิ์ที่กล่าวอ้างกันในวงการ งานวิจัยสนับสนุนมีน้อยมาก
อย่างไรก็ตาม ซีลีเนียมมีบทบาทอย่างมากในการป้องกันมะเร็งผิวหนัง หลายปีมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าการรับประทานซีลีเนียมประจำจะช่วยต้านฤทธิ์มะเร็งผิวหนังที่เกิดจากสารเคมี งานวิจัยชิ้นต่อมาค้นพบว่า วิตามินเอขนาดเหมาะสมร่วมกับซีลีเนียมช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนัง
แชมพูผสมซีลีเนียมก็มีวางขายในท้องตลาด (ชื่อการค้า เซลซัน) ใส่ตัวยาซีลีเนียมซัลไฟด์สามารถยับยั้งอาการรังแคได้ดี
ฤทธิ์อื่นๆ
มีการกล่าวอ้างฤทธิ์อื่นๆ เช่น ฤทธิ์เสริมสมรรถภาพทางเพศของชาย และฤทธิ์บรรเทาการอักเสบ แต่ผลยังไม่ชัดเจนพอ
แหล่งซีลีเนียมในธรรมชาติ
แหล่งที่ดีที่สุดคือแหล่งจากธรรมชาติ อาหารที่มีซีลีเนียมสูงได้แก่ บร็อคโคลี เห็ด กระหลํ่าปลี แตงกวา หอม กระเทียม
แต่อย่างที่ได้กล่าวแต่แรกว่า ปริมาณซีลีเนียมในอาหารธรรมชาติ ขึ้นกับแหล่งดินที่เพาะปลูก และในเมืองไทย ไม่เห็นรายงานการวิจัย ปริมาณซีลีเนียมในดิน จึงยากจะรับประกันว่า พืชผักที่กล่าวจะมีซีลีเนียมมากน้อยเพียงพอกับความต้องการหรือไม่
ผลิตภัณฑ์เสริม
สภาวิจัยแห่งชาติอเมริกา ได้ประกาศเร็วๆ นี้ว่า ชายสุขภาพปกติ ควรได้รับซีลีเนียม 50 ไมโครกรัม/วัน ส่วนหญิงควรเป็น 55 ไมโคร กรัม/วัน แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่บอกว่า ขนาดนี้น้อยเกินไป น่าจะอยู่ที่ 400-1,000 ไมโครกรัม จึงเพียงพอที่จะแสดงฤทธิ์ต้านมะเร็ง การทดลองทางคลินิกในมนุษย์ แพทย์จ่ายซีลีเนียมในขนาด 1000 ไมโครกรัมให้คนไข้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่พบพิษแต่อย่างใด (แต่เป็นซีลีเนียมในรูป L-Selenomethionine ซึ่งเป็นสารอินทรีย์)
แต่ขนาดที่นิยมและรับรองโดยทั่วไปคือ 50-200 ไมโครกรัม/วัน สำหรับวิตามินรวมที่มีขายตามท้องตลาด ส่วนใหญ่จะผสมวิตามิน
หลากชนิด บางทีผสมแร่ธาตุประเภทสังกะสี ทองแดง ฯลฯ แต่หาที่ผสมซีลีเนียมได้ยากมาก
ดังนั้นหากท่านต้องการประโยชน์ของซีลีเนียม คงต้องอ่านฉลากให้ถ้วนถี่
สำหรับซีลีเนียมชนิดเม็ดเดี่ยวๆ ไม่ปนกับวิตามินอื่น เห็นวางขายอยู่เหมือนกัน แต่หายากสักหน่อย
ข้อควรรู้
ทุกสิ่งมีสองด้าน แม้แต่ข้าวสารหากรับประทานดิบๆ ก็ทำให้ท้องอืด ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น คุณควรรู้จักอันตรายของซีลีเนียมไว้ด้วยเช่นกัน
1. หากได้รับซีลีเนียมเข้าสู่ร่างกายทีละมากๆ จะทำให้เกิดพิษรุนแรง เช่น เล็บหลุด ผมร่วง ดีซ่าน เลือดจาง
อาการที่บ่งบอกความเป็นพิษเริ่มแรกคือในจมูกได้กลิ่นคล้ายกระเทียม เล็บ ผิว เปลี่ยนเป็นสีดำ ในปากมีรสปร่าเหมือนอมโลหะไว้ จึงไม่ควรรับประทานเกินขนาดที่แนะนำ เว้นแพทย์สั่ง
2. ซีลีเนียมที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุด อยู่ในรูปสาร อินทรีย์ คือ ในพืชผักที่กล่าว โดยเฉพาะกระเทียมมีซีลีเนียมสูง แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาจมาในรูปสารประกอบอินทรีย์ที่ชื่อ L-Selenomethionine ซึ่งดีกว่าพวกสารอนินทรีย์จำพวกโซเดียม ซีลีเนต หรือโซเดียม ซีลีไนต์
อ่านฉลากให้ถ้วนถี่ ถ้าฉลากเขียนว่า สารสำคัญ คือ
-Sodium selenite หรือ Sodium selenate แสดงว่าเป็น สารอนินทรีย์
-L- Selenomethionine แสดงว่าเป็นสารอินทรีย์
หากไม่แน่ใจ ปรึกษาเภสัชกรประจำร้านที่คุณคุ้นเคย
3. จากการศึกษาส่วนใหญ่พบว่า ซีลีเนียมทำงานควบคู่กับวิตามินอี ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จึงใช้ซีลีเนียมในขนาด 50-200 ไมโครกรัมร่วมกับวิตามินอี 30-400 หน่วยสากล/วัน
4. ไม่ควรรับประทานซีลีเนียมชนิดอนินทรีย์ร่วมกับวิตามินซี เพราะวิตามินซีจะทำปฏิกิริยากับโซเดียม ซีลีไนต์ กลายเป็นสารที่ไม่ดูดซึม
ความเห็นโดยสรุป
ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายโดยมิต้องสงสัย ควรมีการวิจัยในประเทศเพื่อสำรวจหาว่า ประชาชนไทยกลุ่มใดที่อยู่ในภาวะ ขาดสารซีลีเนียม
สำหรับประชาชนทั่วไปควรสนใจรับประทานอาหารที่อุดมด้วยซีลีเนียม เพื่อผลต่อสุขภาพที่ดี หากท่านรับประทานวิตามินรวมชนิดเม็ดเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อหาซีลีเนียมมารับประทานเพิ่มเติม แต่ควรตรวจสอบฉลากว่า วิตามินชนิดเดิมที่คุณรับประทานอยู่มีส่วนผสม ของซีลีเนียมแล้วหรือยัง หากไม่มีก็เปลี่ยนยี่ห้อใหม่ที่มีสูตรตำรับ ผลิตภัณฑ์ที่ผสมซีลีเนียมในรูปสารอินทรีย์ เพื่อประโยชน์สูงสุด และไม่ ควรรับประทานซีลีเนียมเกิน 200 ไมโครกรัม/วัน
ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์

แบบผมสวยอื่น ๆ: