นํ้ามันปลา ข้อดีข้อเสียในการกิน

เพื่อน ๆ หลายคนคงกำลังงงว่าน้ำมันปลากับน้ำตับปลามันเป็นอันเดียวกันหรือไม่ หรือว่ามีข้อดีข้อเสียยังไง มีข้อห้ามอะไรบ้างหรือไม่ในการกินน้ำมันปลา วันนี้เรามาเรียนรู้เกี่ยวกับน้ำมันปลาให้มากขึ้น เพื่อการกินที่มีประโยชน์สูงสุดต่อตัวเองกันดูนะคะ

น้ำมันปลา สิ่งดี ๆ จากธรรมชาติ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

คำถามจากผู้สนใจสุขภาพหลายท่านจนทำให้แปลกใจบ่อยๆ ว่า
‘‘นํ้ามันปลากับอีฟนิ่งพริมโรสเป็นตัวเดียวกันหรือไม่”
“ดิฉันรับประทานนํ้ามันอีฟนิ่งพริ่มโรสแล้ว ไม่ต้องรับประทานนํ้า มันปลาอีกจะได้หรือไม่”
“นํ้ามันปลาแก้โรคไข้ข้อเหมือนอีฟนิ่งพริมโรสใช่ไหม”
“รับประทานอีฟนิ่งพริมโรสนานๆ จะช่วยให้กลับเป็นสาวอย่างที่ คนขายโฆษณาไหมคะ”
“นํ้ามันปลาคือนํ้ามันตับปลาใช่ไหม”
นั่นคือหลากคำถามที่ได้ยินมา สะท้อนให้เห็นถึงความสับสน ระหว่างนํ้ามันทั้งสองชนิด
ซึ่งก็เป็นไปได้มาก เพราะคนไทยรู้จักนํ้ามันทั้งคู่เนื่องจากมีผู้นำเข้าจากต่างประเทศและโฆษณาขายในเวลาใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ นํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรส หรือ Evening Primrose Oil มีชื่อยาวเกินไป ไม่คุ้นหูคนไทย พนักงานขายบางคนจึงย่อให้จำง่ายๆ ว่า EPO (E= Evening, P=Primrose, O=Oil) ขณะเดียวกันนํ้ามันปลาก็โฆษณาสรรพคุณว่ามีสารไอโคโซเพนทาอีโนอิก แอซิด (Eicosopentaenoic acid) ซึ่งชื่อยาวอีกเหมือนกัน จึงย่อลงมาเหลือ EPA
แถมสรรพคุณหลายๆ อย่างที่อ้างก็ฟังคล้ายๆ กัน เอกสารของบริษัทเสริมสุขภาพเจ้าหนึ่งเขียนสรรพคุณของนํ้ามันปลาว่า ‘’ลดไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล ลดอาการข้ออักเสบ” และแจงสรรพคุณของนํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรสไว้ว่า “ลดอาการทรมานก่อนมีรอบเดือน อาการปวดข้อรูมาตอยด์ ผิวหนังอักเสบ หอบหืด เต้านมบวมตึง เบาหวาน และโรคหัวใจ”
หลายคนอาจสับสนว่าจริงหรือเท็จ
อย่ากระนั้นเลย เรามารู้จักทั้งอีพีเอและ อีพีโอกันดีกว่า
น้ำมันปลา (Fish Oils)
หลายปีมาแล้ว นํ้ามันปลาได้ก่อความตื่นเต้นให้แก่วงการแพทย์ อันเนื่องมาจากการสำรวจสุขภาพของชาวเอสกิโม ซึ่งรับประทานปลาทะเลนํ้าลึกเป็นอาหารหลัก
นักวิทยาศาสตร์ได้พบเรื่องแปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ พบว่าชาวเอสกิโมป่วยเป็นโรคหัวใจน้อยมาก
ในช่วงปี 1950-1974 โรงพยาบาลในกรีนแลนด์รายงานว่า ประชากรในชุมชนเอสกิโม 18,00 คนตายด้วยโรคหัวใจเพียงคนเดียว หากเปรียบเทียบกับชาวอเมริกันแล้ว ควรมีคนตายอย่างน้อยสี่สิบคน
ทำไมจึงแตกต่างกันมากมายเช่นนั้น
คุณคงจินตนาการหน้าตาซาวเอสกิโมออกนะ อ้วนแก้มยุ้ยเพราะกินแต่อาหารที่มีไขมัน เช่น เปลวมันของปลาวาฬ เนื้อสิงโตทะเล พวกเขามีปริมาณคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดสูงมาก แต่ไม่เป็นโรคหัวใจ เหมือนชาวอเมริกันหรือยุโรป นอกจากนี้จากสถิติโรคยังพบอีกว่า พวกเขายังไม่เป็นโรคเรื้อนกวาง หอบหืด เบาหวาน แผลในกระเพาะ โรคไต ไขข้อ และโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันอื่นๆ
เมื่อเจาะเลือดชาวเอสกิโมตรวจสอบ นักวิทยาศาสตร์ได้พบสิ่งที่น่า ฉงน คือ เลือดจะแข็งตัวช้าและไม่ข้น เหมือนกับรายงานการวิจัยของญี่ปุ่นที่พบว่าชาวประมงญี่ปุ่นในหมู่บ้านที่บริโภคแต่อาหารทะเลมีเลือดต่างจากคนที่กินเนื้อสัตว์บก แม้จะมีปริมาณคอเลสเตอรอลสูงเช่นเดียวกัน จึงเห็นได้ว่าปริมาณคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ก่อให้เกิดอาการโรคหัวใจ ยังมีปัจจัยอื่นอีก เช่น ความข้นและการแข็งตัวของเลือด และการที่คุณสมบัติของเลือดแตกต่างกัน ย่อมเกิดจากอาหารที่รับประทานทุกวันโดยมิต้องสงสัย
นี่เองทำให้นักวิจัยหลายคนมุ่งค้นหาคุณสมบัติอันวิเศษในการ ปกป้องคุ้มครองระบบหลอดเลือดและหัวใจของนํ้ามันปลา และยังมีบาง คนสนใจข้อสังเกตที่ว่า นํ้ามันปลาอาจช่วยรักษาอาการอักเสบอาทิเช่น โรคไขข้ออักเสบ โรคเรื้อนกวาง แม้กระทั่งมะเร็งและโรคไต
ในบ้านเรามีการใช้นํ้ามันปลาน้อยมาก แต่กลับนิยมนํ้ามันจิ้งเหลน นํ้ามันพราย และนํ้ามันเลียงผากันเสียเป็นส่วนใหญ่ ถามวัยรุ่นดูได้
ต่อมาเมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษาลึกลงไปทางโครงสร้างทางเคมีของ นํ้ามันปลา เราก็ได้พบว่า นํ้ามันปลาทะเลกับนํ้ามันสัตว์หรือพืชบกมี
ความแตกต่างกัน กล่าวคือ นํ้ามันในตัวสัตว์ทะเลเป็นนํ้ามันที่เรียก Omega-3’s อ่านว่า โอเมกา ไมนัส ทรีส์ (ได้ชื่อนี้เพราะดับเบิ้ลบอนด์อยู่ตรงกับตำแหน่งคาร์บอนตัวที่สาม นับจากท้ายโซ่โมเลกุล โอเมกาเป็นอักษรตัวสุดท้ายในภาษากรีก ดังนั้นโอเมกาลบสาม หรือ Omega-3 จึงกลายเป็นชื่อของกรดไขมันพวกนี้ ผิดกับสัตว์บกที่จะมีกรดไขมันแบบ Omega-6) ความแตกต่างนี้เกิดเพราะห่วงโซ่อาหาร สัตว์ทะเลเริ่มต้นจากไฟโตแพลงตอน (Phytoplankton) และสาหร่ายทะเลซึ่งมีองค์ประกอบทางเคมีจากพืชบก
นํ้ามันกลุ่มโอเมกาลบสามที่พบมากในปลาทะเลประกอบด้วย กรดไขมันเส้นยาวสองตัว
ตัวแรกเรียกว่า กรดไอโคโซเพนทาอีโนอิก (Eicosopentaenoic acid หรือ EPA)
ตัวที่สอง คือ กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic acid หรือ DHA)
สรุปง่ายๆ ก่อนที่จะเวียนหัวไปกว่านี้ว่า นํ้ามันปลาทะเลไม่เหมือน นํ้ามันหมูหรือนํ้ามันพืช เพราะมี EPA และ DHA
มีแล้วดีอย่างไร
มีดีอยู่บ้าง เพราะในร่างกายคนเราคือแหล่งอันยิ่งใหญ่ทาง ธรรมชาติ ที่ซึ่งปฏิกิริยาเคมีแทบทุกรูปแบบบังเกิดอยู่ภายใน (เว้น ปฏิกิริยานิวเคลียร์) การที่เราเดินเหิน พูดจา มองเห็น ได้ยิน ล้วนต้องอาศัยปฏิกิริยาเคมีทั้งสิ้น คุณอาจจะนึกไม่ถึงว่าเซลล์สมองและ ประสาทส่งข้อมูลถึงกันโดยใช้สารเคมีปลายประสาทเรียก Neurotrans¬mitter อาหารที่คุณรับประทานทุกชนิดจะปลดปล่อยพลังงานออกมาได้ก็โดยปฏิกิริยาเคมี
สารเคมีที่คอยดูแลควบคุมการทำงานของร่างกายมี 2 ชนิด คือ ฮอร์โมนกับสารคล้ายฮอร์โมน
ร่างกายเราสร้างฮอร์โมนกว่า 20 ชนิด อยู่ในต่อมไร้ท่อและจะส่ง ออกมาในกระแสเลือดอย่างต่อเนื่อง คุณอาจเตี้ยเป็นคนแคระหรือสูง เป็นยักษ์ปักหลั่น ก็ด้วยผลของฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโต หรือ Growth Hormone เช่น โรเบิร์ด แวดโลว์ สูงถึง 2.72 เมตร เพราะฤทธิ์ฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโตที่หลั่งมากเกินปกติ
นอกจากฮอร์โมนแล้ว เรายังมีสารที่ไม่ใช่ฮอร์โมน แต่ทำหน้าที่ ควบคุมร่างกายเหมือนฮอร์โมนอีกหลายตัว หนึ่งในนั้นที่มีผลต่อสุขภาพ มากเห็นจะเป็นสารในกลุ่มพรอสตาแกลนดินส์ ซึ่งประกอบด้วยสารเคมี หลายชนิดรวมกัน การที่เจ้าสารพวกนี้หลั่งมากหรือน้อยเกินไป ล้วนมีผลต่อร่างกาย อาจทำให้คุณปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ฯลฯ เพราะมันทำหน้าที่ควบคุมระบบที่สำคัญหลายอย่าง
เจ้า EPA และ DHA ในนํ้ามันปลามีบทบาทตรงนี้เอง
กรณีที่คุณรับประทานแต่นํ้ามันจากพืชสัตว์บกมาก ในกระแสเลือด ก็เต็มด้วยไขมันกลุ่ม Omega-6 ซึ่งถูกแปลงไปเป็นพรอสตาแกลนดินส์ บางชนิด กับสารคล้ายฮอร์โมนเรียก Leukotrienes สารทั้งสองเป็นสารที่มีประโยชน์ทางชีวเคมีพื้นฐานต่อร่างกาย แต่กรณีที่ร่างกายผลิตพรอสตาแกลนดินส์ชนิดนี้มากเกินไป Prostaglandins และ Leukotrienes จะกลายเป็นสาเหตุเริ่มต้นของพยาธิสภาพมากมาย เช่น ความดันสูง เบาหวาน หอบหืด ฯลฯ เพราะฤทธิ์ในการทำให้เลือดแข็งตัว หด และขยายหลอดเลือด และหลอดลม หัวใจกระตุก กระตุ้นแอนติบอดีให้ทำงานผิดพลาด ฯลฯ
นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนพิสูจน์ให้เห็นในปี 1965 ว่า Prostag-landin ถูกสร้างจากกรดไขมันชื่อ Arachidonic acid ซึ่งได้จากไขมันสัตว์และพืชบก
แต่หากรับประทานนํ้ามันปลาทะเลสลับบ้าง EPA และ DHA จะ เปลี่ยนไปเป็นพรอสตาแกลนดินส์ชนิดอื่นๆ ที่แตกต่าง ซึ่งจะมีผลต่อ อวัยวะต่างกัน ดังนี้
1. ผลต่อระบบเลือดและหัวใจ
เป็นที่รู้กันว่า ชาวเอสกิโมอยู่แถบขั้วโลกซึ่งอากาศหนาวเย็นตลอดปี พืชผักผลไม้หายากผิดกับบ้านเรา ดังนั้นการจะรับประทานอาหารให้ครบ ห้าหมู่จึงเป็นไปไม่ได้ ไม่มีตลาดสด ไม่มีแปลงผัก หรือฟาร์มไก่ทางขั้วโลก
ดังนั้นอาหารจึงหนักไปทางเนื้อสัตว์ (เนื้อปลา แมวน้ำ ปลาวาฬ) ไขมัน คอเลสเตอรอล และขาดแคลนแป้ง เส้นใยกากอาหาร วิตามินซี ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด จะเห็นว่าซาวเอสกิโมในหมู่เกาะกรีนแลนด์มีระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลวในกระแสเลือดตํ่ากว่าคนทั่วไป แต่มีคอเลสเตอรอลชนิดดีหรือ HDL สูงน่าอิจฉา
บางคนอาจสงสัยว่า อาจเป็นเพราะชาวเอสกิโมมีลักษณะ
พันธุกรรมที่ดี
ไมใช่ครับ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ไปเจาะเลือดชาวประมงญี่ปุ่นซึ่งอยู่ เหนือสุดและรับประทานอาหารทะเลเป็นหลัก เราก็พบสิ่งมหัศจรรย์ เหมือนกัน คนพวกนี้มีระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลวเพียงน้อยนิด
แสดงว่าในปลาทะเลลึกต้องมีอะไรดีสักอย่าง
เมื่อเวลาผ่านไป นักวิจัยก็สามารถสกัดเจ้า EPA ออกมาได้และ พบว่ามันมีฤทธิ์ต่อการสร้างสารพรอสตาแกลนดินส์หลายประการ เช่น มันจะยับยั้งฤทธิ์พรอสตาแกลนดินส์ในการทำให้เลือดแข็งตัว จึงลดปัญหาเลือดแข็งตัวอุดตันในหลอดเลือดได้ และพบต่อมาว่าเจ้า DHA ก็ออกฤทธิ์ได้เหมือนกัน
จนถึงวันนี้ มีการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยมากมายที่แสดงให้เห็น ฤทธิ์ปกป้องหลอดเลือดและหัวใจ โดยทดลองให้ผู้ป่วยรับประทานทั้งนํ้ามันปลา ปลาทั้งตัว และอาหารเสริมสำเร็จรูปที่มีนํ้ามันปลาเป็นส่วนผสม และพบว่าลดคอเลสเตอรอลชนิดเลวได้พอสมควร แม้ยังไม่ดีมากใน งานวิจัยบางชิ้น เพราะใช้นํ้ามันปลาน้อยเกินไป
แต่กระนั้นกลับพบว่า นํ้ามันปลาสามารถลดระดับไขมันในเลือดได้
ดีกว่า
ก็เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับคนที่มีระดับไขมันในเลือดสูง ในเรื่องการป้องกันเลือดจับตัวแข็งในหลอดเลือดนั้น พบว่าได้ผลจริงแต่ต้องรับประทานในขนาดสูง คือ วันละ 3.6 กรัมติดต่อกันอย่างน้อย 2 ลัปดาห์
รับประทานนานๆ ไม่อันตรายหรือ
มีการศึกษาระยะยาว 2 ปีติดต่อกัน พบว่านํ้ามันปลาสามารถลด อาการเจ็บหน้าอกแองไจน่า หรือปวดหน้าอกจากปัญหาโรคหัวใจแบบที่ เรามักพบในหนัง ทำนองว่าแม่พระเอก หรือพ่อนางเอกเอามือกุมหัวใจ ทำหน้าร้าวรานอะไรประมาณนั้น
แต่จะให้แสดงฤทธิ์ลดอาการเจ็บหน้าอกแองไจน่า คุณจะต้อง รับประทานนํ้ามันปลาติดต่อกันนานจริงๆ การทดลองในผู้ป่วย 12 สัปดาห์พบว่าไม่เพียงพอที่จะแสดงผล
สรุปโดยคร่าวๆ ได้ว่า นํ้ามันปลามีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและ หลอดเลือดจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีลดระดับไขมันในเลือด
2. ความดัน
มีการอ้างว่านํ้ามันปลาสามารถลดความดันได้ จริงไหม
การศึกษาโดยให้ผู้ป่วยความดันสูงกินปลาอินทรี (ซึ่งให้ EPAขนาด 2.2 กรัม/วัน) ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ พบว่าความดันลดลงอย่าง เห็นได้ชัด
นักวิทยาศาสตร์เยอรมันทดลองให้ปลากระป๋องที่ทำด้วยปลาแมคเคอเรล (คล้ายปลาทู) แก่อาสาสมัครที่เป็นโรคความดันและไม่ได้รับยาใดๆจำนวน 24 คน พวกเขารับประทานปลากระป๋องซึ่งอุดมด้วย Omega-3 วันละ 2 กระป๋องติดต่อกันสองสัปดาห์ หลังจากนั้นรับประทานอาทิตย์ละ 3 กระป๋องต่อสัปดาห์อีก 8 เดือน พบว่าความดันสูงถูกควบคุมอย่างน่าพอใจโดยไม่ต้องใช้ยา
ผลการวิจัยอีกหลายชิ้นก็ให้ผลตรงกัน แต่ทั้งนี้ยังต้องทำการทดลองยืนยันอีกหลายๆ ครั้ง
โรคความดันนี้ ฝรั่งเรียกมันว่าฆาตกรเงียบ หรือ Silent Killer เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนักถึงภัยของมัน คิดง่ายๆ ว่าหากคุณเป็นมะเร็ง หรือเอดส์ คุณคงจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทุกข์ระทมเพียงใด ดีไม่ดีอาจ
เท่งทึงไปเสียก่อนที่โรคจะกำเริบด้วยซ้ำ
แต่หากหมอบอกว่าคุณเป็นโรคความดัน คุณคงหัวเราะสบายใจ “เฮ้อ…โล่งอก ไม่เป็นอะไรมาก” เอาไปคุยกับเพื่อนเสียอีกนี่
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคุณเข้าใจผิดคิดว่า ความดันสูงเป็นโรคที่หายได้ และไม่มีอันตราย
แต่คุณอาจไม่รู้ว่า เมื่อความดันสูงเข้าครอบครองร่างคุณ มันก็จะทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้าน เชื้อเชิญโรคร้ายต่างๆ เข้าเยี่ยมเยียนมิได้ขาด
คุณไม่ตายด้วยความดันสูงหรอก แต่คุณจะตายเพราะโรคที่มันเชื้อเชิญเข้ามา เช่น
-โรคหัวใจ
-เส้นเลือดในสมองแตก
-อัมพาต อัมพฤกษ์
-ไตวาย ฯลฯ
ดังนั้นการแนะนำให้คนเป็นโรคความดันสูงรับประทานปลาแทนหมู และเนื้อไก่ก็ไม่เสียหายอะไร จริงไหม
3. โรคไขข้อ
การศึกษาระยะหลังกำลังมุ่งมาที่ประเด็นโรคไขข้อ ทั้งนี้เป็นผลมา จากการทดลองทั้งในคนและสัตว์ ซึ่งพบว่านํ้ามันปลาช่วยลดการอักเสบ ได้จริงดังนั้นจึงมีแนวคิดนำนํ้ามันปลามาใช้ลดการอักเสบของกระดูกและข้อ
รายงานการศึกษาชิ้นหนึ่ง ใช้นํ้ามันปลาในขนาด 1.8 กรัม/วัน ในผู้ป่วยไขข้อรูมาตอยด์ พบว่าช่วยยับยั้งอาการได้ไม่เด่นชัดนัก
มีการทดลองตามมา พบผลลัพธ์พอควรเมื่อให้ขนาดสูงเป็น 2.7 กรัม นาน 14 สัปดาห์ และได้ผลในบางรายเท่านั้น นอกจากนี้ยังพบผลที่ไม่พึงปรารถนาบ้าง เช่น ปวดท้อง แต่หายเมื่อหยุดนํ้ามันปลา
ต้องขอเน้นว่า แม้จะแสดงผลที่ดีต่อโรคปวดข้อรูมาตอยด์ แต่นํ้ามันปลาก็ไม่อาจนับเป็นยารักษารูมาตอยด์ ผู้ป่วยยังต้องรับประทานยาสมํ่าเสมอ
4. โรคเรื้อนกวาง
มีการทดลองเมื่อเร็วๆ นี้ โดยให้ผู้ป่วยโรคเรื้อนกวางกิน EPA 1.8 กรัม เทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งได้รับยาหลอกที่ทำจากพาราฟิน พบว่าใน เวลา 8 และ 12 สัปดาห์ คนที่ได้รับ EPA มีอาการดีขึ้นเห็นได้ชัด แต่ยังต้องมีการพิสูจน์เพิ่มเติม เพราะเป็นผลในคนไข้รายเดียว
5. มะเร็งและอื่นๆ
ยังต้องการผลการทดลองเพิ่มเติม ที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ
ข้อเสียของน้ำมันปลา
-นํ้ามันปลาหืนง่าย ผู้ผลิตจึงต้องผสมวิตามินอีลงไปด้วยเพื่อแก้การหืน ควรอ่านฉลากก่อนซื้อ นํ้ามันปลาที่ท่านรับประทานควรมีวิตามินอีผสม
-นํ้ามันปลาในขนาดสูงมากๆ อาจทำให้เลือดไม่แข็งตัว คนที่มี เลือดออกง่ายควรระวัง และควรปรึกษาแพทย์หากต้องการรับประทาน ขนาดสูง
-เป็นอันตรายต่อคนไข้เบาหวาน เพราะอาจทำให้นํ้าตาลในเลือดสูงและลดการหลั่งอินซูลิน
-อาจทำให้ขาดวิตามินอี แต่หากมีการเติมวิตามินอีในนํ้ามันปลา ร่วมด้วย ปัญหานี้ก็ไม่ร้ายแรง
แหล่งน้ำมันปลา
ไม่แนะนำว่าทุกคนจะต้องซื้อนํ้ามันปลามาบริโภค แต่ขอแนะนำให้ เพิ่มการบริโภคปลาทะเล เพราะชาวเอสกิโมก็ทำเช่นนั้น และยังได้สาร สำคัญอื่นๆ ด้วย
จากการศึกษาพบว่า การบริโภคปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็ เพียงพอ
นอกจากปลาแล้ว สัตว์ทะเลอื่นๆ เช่น กุ้ง ก็มี EPA/DHA ในปริมาณใกล้เคียงกัน
แต่ถ้าคุณไม่ชอบรับประทานปลาหรืออาหารทะเล อาหารเสริมชนิด
แคปซูลในท้องตลาดก็ใช้ได้ผลดี ขนาดทั่วไปคือ 1,000-1,200 มิลลิกรัม/ แคปซูล และอย่าลืมว่า ควรมีวิตามินอีผสมอยู่ด้วย
ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์

แบบผมสวยอื่น ๆ: