นํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรส มีประโยชน์จริงหรือไม่ต่อความงาม

น้ำมันชื่อหรู ฟังแล้วน่ารักตัวนี้ นํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรส สาว ๆ คงเคยได้ยินผ่านหูผ่านตามาบ้าง หรือสาว ๆ บางคนอาจจะทานนํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรสกันอยู่แล้ว ก็มาดูว่าสรรพคุณที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไรในบทความที่เรานำเสนอให้เพื่อน ๆ ได้อ่านในวันนี้ค่ะ

นํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรสกับความงาม

อีฟนิ่งพริมโรส

(Evening Primrose Oil)
เคยมีคำโฆษณาขายนํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรสว่า “ดอกไม้ที่โรยราจะเบ่งบานอีกครั้งไหม” อันเป็นการพูดเป็นนัยให้เข้าใจว่า อีฟนิ่งพริมโรสจะช่วยให้คุณกลับเป็นสาวได้อีกหน  นํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรสได้จากเมล็ดดอกไม้ที่ชื่อ “อิฟนิ่งพริมโรส” ซึ่งเป็นไม้ดอกสีเหลือง ขาว หรือชมพู จะบานเวลากลางคืน
สักสิบปีที่แล้ว นํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรสวางขายในร้านสุขภาพที่ออสเตรเลีย เชื่อว่าไม่นานก็คงจะเข้ามาขายในประเทศไทยืื และก็เป็นจริงอย่างที่คิด หลังจากนั้นไม่นาน มีคนนำนํ้ามันอีฟนิ่ง พริมโรสเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา พร้อมอวดอ้างสรรพคุณมากมายจนดูเป็นยาครอบจักรวาลไปโน่น
อันที่จริงในนํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรสมีกรดไขมันหายากตัวหนึ่ง ชื่อกรดไขมันลิโนเลอิก ซึ่งจะถูกนำไปเปลี่ยนรูปเป็น GLA หรือ GAMMA- LINOLENIC ACID อีกต่อหนึ่ง (GLA เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย กรดไขมันลิโนเลอิกที่กินเข้าไปจะถูกเปลี่ยนเป็น GLA โดยเอนไซม์ตัวหนึ่ง)
ดังนั้นการรับประทานนํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรสจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยมิต้องสงสัย แต่ที่ควรสงสัย คือ คุณประโยชน์มากมายจริงหรือเปล่า มีอะไร ทดแทนหรือเปล่า หรือว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องซื้อหาเจ้านํ้ามันตัวนี้มา รับประทาน ถ้าไม่ได้รับประทานจะเกิดผลเสียอย่างไร
ดังที่กล่าวว่า กรดไขมัน GLA ตัวนี้จำเป็นต่อร่างกายมาก ร่างกายจึงผลิต GLA ขึ้นเองโดยเปลี่ยนจากกรดไขมันลิโนเลอิก ให้เป็น GLA GLA มีบทบาทสำคัญหลายประการ ที่เด่นๆ คือการทำหน้าที่เป็น สารเริ่มต้นเพื่อสร้างพรอสตาแกลนดินพรอสตาแกลนดินส์เป็นสารเคมีคล้ายฮอร์โมนที่มีบทบาทอย่างสูง ในการควบคุมร่างกาย ควบคุมการแข็งตัวของเลือด การหดขยายของ หลอดเลือด ควบคุมเกลือแร่ ระบบทางเดินอาหาร สร้างอินซูลิน ฯลฯ
จากหลักการนี้เองที่ ผู้ขายนำไปใช้โฆษณาว่า หากคุณรับประทานนํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรส ร่างกายคุณก็จะได้รับกรดไขมันลิโนเลอิก ทำให้มีการสร้างพรอสตาแกลนดินส์มากขึ้น สุขภาพจึงดีขึ้นในทุกเรื่อง มีส่วนถูก แต่ถูกไม่หมด ลิโนเลอิกจำเป็นต่อร่างกายจริง แต่ไม่ใช่ ยาครอบจักรวาล เพราะสารพรอสตาแกลนดินส์เองก็มิได้ควบคุมระบบ ทุกชนิดในร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้น รายงานการวิจัยระยะหลังที่ออกมา ยิ่งแสดงผลทาง ลบ ดังนี้
1. โรคไขข้อ มีการอ้างอิงใช้นํ้ามันอิฟนิ่งพริมโรส รักษาอาการไขข้อ ขณะที่งานวิจัยยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ และยังไม่มีบทสรุปชัดเจน
เพียงในหลักการนั้นเป็นไปได้ เพราะสารพรอสตาแกลนดินส์ ช่วยยับยั้ง อาการอักเสบได้จริง การศึกษาในปี 1988 ทดลองใช้นํ้ามันอิฟนิ่งพริมโรสกับผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ พบว่าได้ผลดีพอควร เมื่อรับประทานติดต่อกันในขนาด GLA 540 มิลลิกรัม/วัน นาน 1 ปี
2. โรคหลอดเลือดและหัวใจ มีการกล่าวอ้างว่า นํ้ามันอิฟนิ่งพริมโรสช่วยป้องกันโรคหัวใจเฉียบพลัน โดยยับยั้งการแข็งตัวของเลือด และยับยั้งการหดตัวของเส้นเลือดแดง แต่งานวิจัยที่ทำจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างนี้ได้ ทุกวันนี้ยังมีผู้สนใจทำการวิจัยเพิ่มเติม
3. ต้านมะเร็ง ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ข้ออ้างนี้เลย มีเพียงการทดลองใช้นํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรสฆ่าเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง ซึ่งไม่เพียงพอให้เชื่อถือได้
4. ปกป้องผิวและรักษาโรคผิวหนัง การศึกษาส่วนใหญ่ล้มเหลว
5. บรรเทาความไม่สบายในรอบเดือน มีการอ้างอิงตรงนี้มาก และผู้หญิงหลายรายรับประทานนํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรส เพื่อบรรเทาอาการตึงร้อนหน้า ปวดท้อง ปวดศีรษะ ก่อนประจำเดือนมา ทั้งนี้มาจากความเชื่อที่ว่า กรดไขมัน GLA จะถูกใช้มากขึ้น เพื่อนำไปสร้างฮอร์โมนเพศในหญิงก่อนมีประจำเดือน เราจึงต้องรับประทาน อีฟนิ่งพริมโรสเพื่อเป็นวัตถุดิบสำรองไว้เสมอ แต่การวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Independent ปี 2537 ระบุว่า นํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรสไม่ช่วยแก้อาการที่ว่าได้เลย
การศึกษาในประเทศอังกฤษทำในหญิง 2 กลุ่ม กลุ่มละ 35 คนกลุ่มแรกให้รับประทานนํ้ามันอิฟนิ่งพริมโรสในแคปซูลทุกวันติดต่อกัน 6 เดือน กลุ่มที่สองให้รับประทานนํ้ามันที่ไม่มีฤทธิ์ ระยะเวลาเท่ากัน สังเกตดูอาการก่อนประจำเดือนมา ติดต่อกัน 6 เดือน พบว่าทั้งสองกลุ่มยังคงมีอาการไม่สบายก่อนประจำเดือนเหมือนเดิม
นักวิจัยสรุปว่า นํ้ามันอิฟนิ่งพริมโรสไม่มีประโยชน์ดังอ้าง
แม้จะมีรายงานทางลบเช่นนี้ ก็ยังมีผู้สนใจซื้อหามารับประทาน และตลาดยังคงเติบโตต่อไป สังเกตได้จากยอดขายในปี 1993 เพิ่มขึ้น จากปี 1991 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์
แต่อย่างไรก็ตาม เคยพบรายงานจากผู้บริโภคบางรายที่อ้างว่า ใช้ลดอาการไม่สบายก่อนประจำเดือนมาได้ดีพอควร
อีกคำถามที่ว่า คนเราสามารถได้รับกรดไขมันลิโนเลอิกจากที่อื่นได้หรือไม่ ตอบตรงๆ ว่าได้ นํ้ามันพืชบางชนิด เช่น นํ้ามันเมล็ดทานตะวันก็มีกรดตัวนี้เช่นกัน
จึงควรคิดให้ดี ชั่งเงินในกระเป๋า ก่อนจะก้าวสองเท้าเข้าไป

ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์

แบบผมสวยอื่น ๆ: