การเปลี่ยนแปลงของร่างกายภายหลังจากการคลอด

หลังจากที่ทารกน้อยของคุณคลอดออกมาแล้ว รกจะคลอดตามออกมาด้วย  ภายหลังจากนี้แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนหายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง
อะไรเล่าจะเทียบได้กับความดีใจของแม่เมือได้เห็นหน้าลูกเป็นครั้งแรกภายหลังคลอด
และจากวันนี้เป็นต้นไปลูกต้องการน้ำนมจากแม่ ต้องการพลังใจ พลังกาย พลังความคิด ในการเลี้ยงลูกให้สมบูรณ์ แข็งแรง เพื่อจะได้เติบใหญ่เป็นเด็กดี มีประโยชน์ต่อสังคม
เราลองมาดูกันซิว่า ร่างกายแม่จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ภายหลังจากการคลอด
การเปลี่ยนแปลงของมดลูก
ภายหลังจากการคลอดใหม่ๆ ระดับสูงสุดของยอดมดลูกจะอยู่ต่ำกว่าสะดือประมาณ ๒ นิ้วมือ มดลูกจะหดรัดตัว จึงพบว่า
ใน ๒๔ ชั่วโมงแรก ภายหลังจากการคลอด จะมีเลือดไหลซึมออกมาจากบริเวณที่รกเคยเกาะ  หลังจากนั้นหลอดเลือดบริเวณนี้จะตีบลง และมีเลือดก้อนเล็กๆ มาปิด ผนังของมดลูกจะถูกบุให้เหมือนก่อนตั้งครรภ์
ดังนั้นใน ๒๔ ชั่วโมงแรก ภายหลังการคลอด คุณแม่จึงควรได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่  เพื่อไม่ให้เลือดไหลออกจากบริเวณที่รกเคยเกาะ และถือว่าเป็นการพักฟื้นจากความเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลีย เนื่องจากเสียเลือดและเหงื่อระหว่างการคลอด
ภายหลังการคลอดแล้ว ๒๔ ชั่วโมง มดลูกจะคลายการหดรัดตัว จึงพบว่า ระดับสูงสุดของยอดมดลูก จะสูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับสะดือ
หลังจากนั้นมดลูกจะลดขนาดลงเรื่อยๆ วันละประมาณครึ่งนิ้วฟุต
ประมาณวันที่ ๑๐-๑๒ ภายหลังจากการคลอด ระดับสูงสุดของยอดมดลูกจะอยู่ระดับเดียวกับหัวหน่าวและมีขนาดปกติภายใน ๖-๘ สัปดาห์ โดยจะมีน้ำหนักไม่ถึง ๑๐๐ กรัม ซึ่งพบว่า มดลูกของสตรีที่ผ่านการตั้งครรภ์มาแล้วจะโตกว่าของสตรีที่ยังไม่เคยตั้งครรภ์เล็กน้อย
การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของมดลูก เพื่อกลับคืนสู่สภาพปกตินี้ เรียกว่า “มดลูกเข้าอู่”
การเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก
ภายหลังจากการคลอด ปากมดลูกจะยังคงนุ่ม บาง มีรอยฉีกขาดทางด้านข้าง และจะหดตัวช้าๆ เมื่อครบ ๑ สัปดาห์ ปากมดลูกจะแคบลง เรียกว่า ปากมดลูกปิดแล้ว
สิ้นสัปดาห์ที่ ๖ ปากมดลูกด้านนอกจะกว้างกว่าเดิม และมีรอยแยก ซึ่งอันนี้เป็นลักษณะแตกต่างจากผู้ที่ไม่เคยผ่านการคลอดมาก่อน
การเปลี่ยนแปลงของช่องคลอด
ภายหลังจากการคลอด ช่องคลอดจะลดขนาดลง แต่ก็ยังใหญ่กว่าก่อนคลอด ผนังช่องคลอดจะยังไม่ฟื้นตัว จนกระทั่งเข้าสัปดาห์ที่ ๑๐ จึงจะสมบูรณ์ แต่ก็ยังไม่กลับคืนสู่ปกติ โดยจะมีการหย่อนของผนังมากกว่าเดิม
การหย่อนของผนังช่องคลอดมีผลต่อเพศสัมพันธ์
ตัวคุณสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้  โดยการบริหารช่องคลอด หรือฝึกหัดขมิบช่องคลอด ทำแต่เพียงเบาๆ ก่อน ถ้ายังรู้สึกเจ็บก็หยุดพัก วันรุ่งขึ้นจึงทดลองทำดูใหม่ เพิ่มความแรงของการขมิบให้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออาการเจ็บลดลง
การขมิบช่องคลอดจะไม่ทำให้แผลปริ  แต่จะทำให้แผลหายเร็วขึ้น และการไหลเวียนเลือดบริเวณช่องคลอดดีขึ้น
ช่องคลอดมีกล้ามเนื้อเป็นส่วนประกอบจึงสามารถขมิบได้ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อช่องคลอดเกิดขึ้นได้จากการบริหาร เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
คุณลองสังเกตุแขน ขา หน้าตาของคุณดูจะพบว่าเคลื่อนไหวอยู่เกือบตลอดเวลา เช่น หยิบอาหารเข้าปาก เขียนหนังสือ โบกมือ เดินไปมา ยิ้ม หัวเราะ และอื่นๆ คุณได้บริหารส่วนที่เคลื่อนไหวนั้นๆ จึงได้แข็งแรงเช่นนี้
แต่ช่องคลอดของคุณ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมาก คุณกลับละเลยไม่ได้บริหาร
การเริ่มบริหารช่องคลอดช้าเกินไปภายหลังจากการคลอดแล้ว กล้ามเนื้อช่องคลอดจะสูญเสียคุณสมบัติในการหดรัดตัวไปแล้ว ก็จะไม่สามารถตึงตัวขึ้นมาได้ดีเหมือนกับการเริ่มบริหารเร็วที่สุด และควรเพิ่มจำนวนครั้งของการบริหารให้ได้ถึงวันละ ๒๐๐-๓๐๐ ครั้ง จึงจะได้ผลดี
การบริหารช่องคลอดสามารถทำได้ทุกขณะ ไม่ว่าคุณจะนั่งให้นมลูก ยืนเช็ดตัวลูก ประกอบอาหาร ยืนคุยกับเพื่อน นอนดูโทรทัศน์ และอื่นๆ ล้วนแต่ไม่เป็นอุปสรรคทั้งสิ้น
การบำบัดรักษาการหย่อนของช่องคลอด
คุณอยู่ในท่านั่งชันเข่า เอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย ใช้กระจกส่องดูที่ก้น คุณพยายามขมิบช่องคลอดมากที่สุดเท่าที่ทำได้ คุณจะพบว่า ส่วนก้นของคุณถูกดึงสูงเข้าไปข้างใน คุณพยายามเกร็งค้างไว้ โดยนับ ๑-๕ แล้วผ่อนคลายช้าๆ จะทำให้คุณเข้าใจในการบริหารช่องคลอดเป็นอย่างดี จากนั้นคุณจะสามารถบริหารช่องคลอดตามวิธีการบริหารภายหลังจากการคลอดได้อย่างถูกต้อง
การเปลี่ยนแปลงของพื้นรองรับเชิงกราน(ก้น)
ขณะที่คุณเบ่งคลอดลูก ศีรษะของทารกจะดันก้นให้ยื่นออกมา  บางครั้งปากช่องคลอดอาจฉีดขาด หรือจำเป็นต้องตัด เพื่อขยายให้ศีรษะทารกผ่านออกมาได้ง่ายขึ้น  ภายหลังจากการคลอดจะพบว่า ปากช่องคลอดจะบวมช้ำ และตึงแผล แผลจะหายภายใน ๕ วัน ยกเว้นในรายที่มีการอักเสบติดเชื้อ ก็จะกินเวลานานกว่านี้จึงจะหาย
ส่วนเยื่อพรหมจารีก็จะขาดเป็นติ่งเนื้อเล็กๆ กะรุ่งกะริ่ง ซึ่งนับได้ว่าเป็นร่องรอยของการเคยมีลูกมาแล้ว
พื้นรองรับเชิงกราน(ก้น) เป็นส่วนที่ถูกยืดมาแล้วในระหว่างตั้งครรภ์ เพราะต้องรองรับน้ำหนักภายในครรภ์ที่ถ่วงลงในขณะที่คุณยืน หรือนั่งเป็นเวลานานๆ เมื่อเสริมกับการถูกยืดขณะเบ่งคลอด จะทำให้เกิดการหย่อนมากยิ่งขึ้น  ซึ่งอาจทำให้มดลูกเคลื่อนมาหย่อนตุงที่ก้น ในกรณีที่ช่องคลอดหย่อนยานมาก บางส่วนของมดลูกอาจปลิ้นออกมาภายนอกได้ ที่มักเรียกกันว่า “ดาก”
การบริหารโดยการขมิบช่องคลอด จะเป็นการเพิ่มความแข็งแรง ตึงตัวไม่หย่อนยานของช่องคลอด และพื้นรองรับเชิงกราน (ก้น) ได้เป็นอย่างดี
ดังนั้นคุณจึงควรบริหารเสียตั้งแต่ระหว่างตั้งครรภ์ และกระทำต่อภายหลังจากการคลอดแล้วด้วย
การบำบัดรักษาพื้นรองรับเชิงกรานหย่อน
คุณอยู่ในท่านอนตะแคง งอขา ใช้กระจกสำรวจดูส่วนก้นของคุณ ถ้าหากพบว่ามีการบวมช้ำ และตึงแผล ให้ปฏิบัติดังนี้ คือ
๑. วางกระเป๋าน้ำแข็ง หรือถุงใส่น้ำแข็งห่อผ้าชื้น ประคบนาน ๒๐ นาที
๒. ขมิบช่องคลอด ๑๐ ครั้ง ทุกชั่วโมงในท่านอนคว่ำ
๓. รักษาโดยคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตราซาวนด์) โดยมีถุงน้ำเป็นตัวกลางนำคลื่น
๔. รักษาด้วยแสงอินฟราเรด และอัลตราไวโอเลต ในกรณีที่มีการอักเสบของแผลเย็บ หรือแผลไม่สมานกัน
ปัญหาในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
การมีบาดแผลที่พื้นรองรับเชิงกราน(ก้น) ทำให้เกิดความหวาดกลัวในระหว่างมีเพศสัมพันธ์
คุณไม่ต้องวิตกกังวลมาก เพราะบาดแผลที่ก้นจะหายเร็วกว่าบาดแผลบริเวณอื่นของร่างกาย ถ้าหากคุณวิตกกังวลอยู่ คุณควรปรึกษากับสามีของคุณ ว่าควรจะกระทำด้วยความนิ่มนวล เมื่อคุณพร้อม และใน ๑-๒ ครั้งแรก ไม่ควรกระทำให้ลึก
สำหรับเดือนแรก ๆ ภายหลังคลอดคุณอาจขาดความรู้สึกในขณะมีเพศสัมพันธ์ และถ้าพื้นรองรับเชิงกรานหย่อน ก็อาจทำให้สามีของคุณขาดความสุขได้เช่นเดียวกัน
น้ำคาวปลา
คุณคงเคยได้ยินคำว่า “น้ำคาวปลา” มาบ้างแล้ว ซึ่งหมายถึง สิ่งที่ไหลออกมาจากช่องคลอดภายหลังจากคลอดแล้ว พบว่ามีลักษณะเป็นน้ำเลือดปนน้ำเหลือง คล้ายน้ำล้างปลา และมีกลิ่นเฉพาะตัว โดยมีส่วนประกอบคือ เลือด เยื่อบุมดลูก น้ำคร่ำ และสิ่งต่างๆ ที่ค้างอยู่ในมดลูก จะค่อยๆ ออกจนหมด และจะเห็นว่าน้ำคาวปลาในแต่ละวันจะไม่เหมือนกัน เช่น
๓ วันแรก ภายหลังจากการคลอด จะมีสีแดงคล้ำ ข้น แต่เลือดต้องไม่ออกเป็นก้อน
๔-๙ วัน ภายหลังจากการคลอด จะมีสีน้ำตาล หรือค่อนข้างเหลือง
๑๐-๑๕ วัน ภายหลังจากการคลอด จะมีสีขาวและข้น
จำนวนน้ำคาวปลาจะเปลี่ยนแปลงทุกวัน ถ้าคุณออกแรงมาก หรือได้รับการกระทบกระเทือนมากจนมีเลือดออก ก็จะเห็นน้ำคาวปลาเป็นสีแดงขึ้น
แต่ถ้ามีสีแดงตลอดเวลา ก็ควรจะพบแพทย์ เพราะอาจมีการตกเลือด หรือติดเชื้อได้
ประจำเดือนภายหลังจากการคลอด
ภายหลังจากกาคลอดแล้ว ถ้าคุณไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คุณก็จะกลับมีประจำเดือนใหม่ภายใน ๔-๖ สัปดาห์ หรืออาจช้าเป็น ๓-๔ เดือนได้
แต่ถ้าคุณให้ลูกกินนม ประจำเดือนอาจไม่มีตลอดระยะเวลาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หรืออาจมีบ้าง ขาดบ้าง
ข้อสำคัญ ถ้าคุณตั้งครรภ์ในขณะที่ให้ลูกกินนมแม่อยู่ จะทำให้สุขภาพของคุณทรุดโทรมได้ ดังนั้นจึงควรจะมีการคุมกำเนินไว้ แม้ประจำเดือนยังไม่มาก็ตาม
หน้าท้องหย่อน และการบำบัดรักษา
ใน ๒-๓ วันแรก ภายหลังจากการคลอด เนื้อเยื่อบุช่องท้องที่หุ้มมดลูกอยู่จะหย่อนพับซ้อนกัน เอ็นที่ยึดมดลูกไว้ก็ยังยืดยาว ผนังหน้าท้องจะหย่อนและนุ่ม เนื่องจากถูกยืดมากในระหว่างตั้งครรภ์
การบำบัดรักษาผนังหน้าท้องหย่อน
คุณสามารถสำรวจรอยแยกของผนังหน้าท้องได้โดยการนอนหงายชันเข่า หมอน ๒ ใบ หนุนศีรษะให้สูง ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงบนท้องเหนือสะดือ ให้นิ้วอยู่ขวางกับเส้นกลางหน้าท้อง ถ้าคุณยกศีรษะและไหล่ขึ้นจากหมอน คุณก็จะคลำได้ถึงรอยแยกกลาง และความตึงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง
ถ้ารอยแยกกลางของกล้ามเนื้อหน้าท้องกว้าง ๑-๒ นิ้วมือ ถือว่าปกติ คุณสามารถที่จะบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรงได้ (ตามวิธีการบริหารภายหลังจากการคลอดปกติ)
การบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องให้ได้ผล จะต้องเริ่มภายหลังจากการคลอดปกติแล้ว ๒๔ ชั่วโมง หรือภายหลังจากการคลอดโดยการผ่าตัดแล้ว ๓ วัน
การเริ่มบริหารช้าเกินไป กล้ามเนื้อจะสูญเสียคุณสมบัติในการหดรัดตัว ก็จะไม่สามารถตึงตัวขึ้นมาได้
การบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นประจำในระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยให้ความแข็งแรงกลับคืนมาเร็วกว่าการบริหารหลังคลอดเพียงอย่างเดียว
ในรายที่รอยแยกกลางของกล้ามเนื้อหน้าท้องกว้าง ๒-๓ นิ้วมือ การบริหารก็ยังช่วยได้ แต่ถ้ากว้างเกินกว่า ๓-๔ นิ้วมือ ควรจะใส่กางเกง หรือผ้ารัดหน้าท้องพร้อมกับฝึกหัดการแขม่วท้อง และบริหารกล้ามเนื้อมัดเฉียงของหน้าท้อง
บริหารหน้าท้องจนกระทั่งรอยแยกกลางหน้าท้องลดลงเป็น ๒ นิ้วมือ หรือน้อยกว่านี้
ปวดหลัง และการบำบัดรักษา
ปวดหลังเป็นอาการที่พบได้เสมอภายหลังจากการคลอด แบ่งตามตำแหน่งของการปวดได้เป็น ๒ ส่วน
  ๑. ปวดหลังส่วนบน
คุณอาจปวดมาตั้งแต่ในระหว่างตั้งครรภ์ ขณะคลอดก็อาจปวดได้จากการเกร็งหลัง ท่านั่งงอ ก้มตัวเพื่อให้นมลูกก็มีส่วนทำให้ปวดหลังได้
คุณจะรู้สึกปวดเมื่อใช้มือกดลงไป หรือเคลื่อนไหว
การบำบัดรักษาการปวดหลังส่วนบน
(๑) ยืดอกเพื่อไม่ให้หลังงอ ไหล่ไม่งุ้ม หรือแบะมากเกินไป
(๒) ใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางประคบบริเวณที่ปวดนาน ๓๐ นาที
(๓) รักษาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตราซาวนด์) และการเคลื่อน โยกข้อต่อ ในช่วง ๖ สัปดาห์แรก
    ๒. ปวดหลังส่วนล่าง
สาเหตุของการปวด คล้ายกับการปวดหลังส่วนบน แต่มักจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากตัวทารกดันกระดูกสันหลังส่วนล่างให้เคลื่อนไปด้านหลัง ในขณะทารกเคลื่อนตัวเพื่อคลอด
บางครั้งการปวดหลังอาจเกิดจากการช้ำของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น  ภายหลังการฉีดยาชาเข้าสันหลัง และมีการเคลื่อนของกระดูกสันหลังในขณะบิดตัวหรือขยับตัว เนื่องจากกล้ามเนื้ออ่อนกำลัง ไม่สามารถควบคุมแนวของกระดูกสันหลังให้อยู่กับที่ได้
การปวดหลัง คุณอาจรู้สึกปวดร้าวลงไปที่ขาหนีบ หรือลงไปตามขาถึงเข่าได้ ทั้งนี้ก็เนื่องจากเส้นประสาทเป็นเส้นยาวออกมาจากกระดูกสันหลัง
การบำบัดรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง
(๑) พยายามทำหลังตรงแต่ไม่เกร็งแข็งมาก แม้ขณะทำกิจวัตรประจำวัน รวมถึงขณะให้นมลูก
(๒) บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรง(ดูการบริหารภายหลังคลอด)
(๓) ใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางประคบบริเวณที่ปวด นาน ๓๐ นาที
(๔) นวดกล้ามเนื้อหลังที่ตึง
(๕) เคลื่อน โยกข้อต่อและดึงหลังด้วยมืออย่างถูกต้องด้วยหลักวิชา
(๖. รักษาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตราซาวนด์) บริเวณรอบๆ รอยฉีดยาชาเข้าสันหลัง
ปวดก้นกบ และการบำบัดรักษา
สาเหตุของการปวดก้นกบ เนื่องจากกระดูกก้นกบถูกดันให้โยกและเคลื่อนไปทางด้านหลัง
ถ้าคุณกดไปที่ก้นกบ หรือบริเวณโดยรอบ จะรู้สึกเจ็บ
การบำบัดรักษาอาการปวดก้นกบ
๑. ใช้ห่วงเป่าลมหรือเบาะนิ่มๆ สำหรับรองนั่ง เพื่อไม่ให้กระดูกก้นกบกดกับพื้น
๒. นอนตะแคงงอขา ใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางประคบที่ก้นกบ นาน ๓๐ นาที
๓. รักษาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตราซาวนด์) ชนิดคลื่นเป็นช่วง ขนาดความเข้มต่ำ ใช้ด้วยความระมัดระวัง ๒-๓ ครั้งก็เพียงพอ แต่ถ้าใช้ต่อไปอีกอาจปวดมากขึ้นได้
ปวดหัวหน่าว และการบำบัดรักษา
สาเหตุของการปวดบริเวณหัวหน่าว มักจะเริ่มเป็นมาตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ น้ำคร่ำ รก และมดลูก ที่ถ่วงกดลงมาที่อุ้งของกระดูกเชิงกราน ทำให้ข้อต่อของกระดูกหัวหน่าวแยกออกจากกัน หรืออาจถูกแยกในขณะทารกคลอด
นอกจากคุณจะรู้สึกปวดบริเวณหัวหน่าวแล้ว การปวดยังกระจายไปโดยรอบ คุณจะรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อพลิกตัวในขณะนอนหรือเดิน บางรายเป็นมากอาจบวมบริเวณหัวหน่าวได้
การบำบัดรักษาอาการปวดหัวหน่าว
๑. ใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางประคบบริเวณหัวหน่าว นาน ๓๐ นาที
๒. รักษาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตราซาวนด์ป ด้วยวิธีการเดียวกับการรักษาอาการปวดที่กระดูกก้นกบ
๓. ใช้เข็มขัดขนาดใหญ่ คาดรัดกระดูกเชิงกราน เพื่อกระชับรอยต่อของกระดูกหัวหน่าว
ลักษณะท่าทางที่ถูกต้องเหมาะสม
การมีท่าทางที่ถูกต้องเหมาะสมจะสามารถป้องกันและลดการปวดหลังได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทางต่อไปนี้
๑. ท่าทางในการให้นมลูก คุณควรจะนั่งหลังตรง โดยมีหมอน หรือพนักสำหรับพิงหลัง มีม้าเตี้ย หรือเบาะรองเท้า เพื่อที่ข้อเข่าและสะโพกจะได้เป็นมุมฉาก และมีเบาะรองรับตัวลูกเพื่อให้ปากลูกดูดนมแม่ โดยที่ไม่มีการดึงรั้งของหัวนม คุณเองก็ไม่ต้องก้มหลังลงมา

ท่าให้นมลูก

ภาพท่าทางในการให้นมลูก
๒. ท่าทางในการยืนหรืออุ้มลูกโดยใช้ถุงพยุงลูกรัดตัวคุณ

ท่าอุ้มลูก
(๑) หลังจะต้องตรง
(๒) ไหล่ไม่งุ้มมาข้างหน้า และไม่แบะมาข้างหลังมากนัก
(๓) หน้าท้องหดเข้า
(๔) ศีรษะตรง เก็บคางเล็กน้อย คอไม่งุ้มมาข้างหน้า
(๕) ข้อสะโพกและข้อเข่างอเล็กน้อย ไม่แอ่นมาข้างหลัง
๓. กิจวัตรประจำวนที่ทำ ควรใช้แรงปานกลาง และกระทำในระดับความสูงของเอว เพราะถ้าก้มต่ำเกินไป หรือออกแรงมากเกินไป จะเกิดแรงดันลงล่างสู่ก้น ทำให้เกิดภาวะมดลูกหย่อนปลิ้นออกมาภายนอกได้ (ดาก)
คุณสามารถออกแรงมากได้ เมื่อคุณบริหารกล้ามเนื้อพื้นรองรับเชิงกราน (ก้น)ให้แข็งแรงดีพอแล้ว
การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และการบำบัดรักษา
ภายหลังจากการคลอดใหม่ๆ คุณจะพบว่า คุณถ่ายปัสสาวะมาก ปัสสาวะได้ไม่หมด เพราะความดันในกระเพาะปัสสาวะลดลง คุณไม่ต้องวิตกต่อไปก็จะเป็นปกติ
การคลอดที่ยาก หรือการใช้เครื่องมือช่วยคลอด เช่น คีมดึง เครื่องดูดสุญญากาศ อาจทำอันตรายต่อเส้นประสาทที่เกี่ยวกับการถ่ายปัสสาวะ โดยอาจถูกกด ชอกช้ำ หรือผลของยาสลบ ทำให้คุณกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะลำบาก คุณอาจเป็นเช่นนี้อยู่ประมาณ ๒๔ ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น
การบำบัดรักษาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
คุณนอนหงาย ชันเข่า ใช้กระจกส่องที่ก้น วางนิ้วมือที่แคมใหญ่ของอวัยวะสืบพันธ์ ฝึกหัดขมิบช่องคลอด หรือหัดกลั้นปัสสาวะ ในขณะที่ปัสสาวะยังไหลอยู่
หากคุณปัสสาวะออกยังไม่หมด ให้ใช้ก้อนน้ำแข็งลูบที่ขาหนีบ จะช่วยให้คุณปัสสาวะออกมาได้อีก
หมายเหตุ  ในระยะที่มีปัญหาเรื่องการถ่ายปัสสาวะนี้ เป็นระยะที่อาจติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ง่าย เพราะหลอดไตและกรวยไตยังขยายโตอยู่
เต้านมคัด และการบำบัดรักษา
ภายหลังจากการคลอดแล้ว ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะหมดไป ต่อมใต้สมองจะให้โปรแลคติน ทำให้มีการหลั่งน้ำนม
ในครรภ์แรก จะมีน้ำนมมาประมาณวันที่ ๓ หรือ ๔ ภายหลังจากการคลอด
ในครรภ์หลัง จะมีน้ำนมมาประมาณ วันที่ ๒ ภายหลังจากการคลอด
ในช่วงวันดังกล่าว คุณจะรู้สึกเต้านมคัด แข็ง บางรายบวมถึงใต้รักแร้ร้อน เจ็บ จนกระทั่งปากของลูกสัมปัสไม่ได้เลย
การที่เต้านมคัดในตอนแรกนี้ เกิดจากการคั่งของหลอดเลือด และท่อน้ำเหลือง ซึ่งคุณสามารถบำบัดรักษาด้วยตนเองได้
การให้นมลูก จะมีประโยชน์ทำให้มดลูกกลับเข้าอู่เร็วขึ้น
ถ้าคุณให้นมลูกต่อไปเรื่อยๆ ทุกวันเป็นประจำ น้ำนมก็จะยังไม่หมด ซึ่งจะเห็นได้ว่า บางรายยังสามารถให้นมลูกได้เป็นปี แต่ถ้าลูกโตแล้ว ควรให้อาหารเสริมอย่างอื่น จะมีประโยชน์เพิ่มมากกว่านมแม่อย่างเดียว
การบำบัดรักษาอาการเต้านมคัด
๑.คุณควรจะให้ลูกดูดนมบ่อยๆ เพื่อไปกระตุ้นประสาทของปลายหัวนม ให้ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซิน เพื่อไปกระตุ้นเซลล์ที่อยู่รอบๆ ต่อมน้ำเหลืองให้หดตัว น้ำนมก็จะไหลออกมา
ขณะดูดนม ควรวางตำแหน่งปากของลูกให้ตรงกับหัวนม ไม่ให้บิด หรือดึงรั้ง
๒. ถ้าคุณอาบน้ำอุ่นจากฝักบัว สายน้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นให้เต้านมมีการไหลเวียนเลือดดีขึ้น
๓. คุณอาจใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณเต้านม ก็จะทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น
๔. รักษาโดยคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตราซาวนด์) ซึ่งคุณสามารถไปรับบริการได้จากโรงพยาบาลทั่วไป คลื่นอัลตราซาวนด์ในขนาดสูงจะช่วยลดการคั่งของเลือดดำ และได้ผลดีถ้าใช้รอบๆ บริเวณที่แดงเนื่องจากการอักเสบ
๕. บางครั้งการใส่เสื้อยกทรงที่มีขนาดไม่เหมาะสม ก็จะทำให้เกิดการคั่งของเลือดดำได้ ซึ่งคุณสามารถช่วยตัวเองได้ง่ายๆ  โดยใช้ผ้าอ้อมของลูกพับครึ่ง ๒ ผืน แล้วกลัดด้วยเข้มกลัดซ่อนปลาย

การใช้ผ้าอ้อมแทนเสื้อยกทรง

ภาพแสดงการใช้ผ้าอ้อมแทนเสื้อยกทรง

ขั้นที่ ๑ กลัดมุม(ง) กับ (ง)

ขึ้นที่ ๒ วางไว้ด้านหน้า จับผ้าคลุมเต้านม

ขั้นที่ ๓ กลับหันหลัง

ขึ้นที่ ๔ กลัดมุม (ค) กับ (ค)

ขั้นที่ ๕ กลัดมุม (ก) กับตำแหน่ง (ข)
หัวนมแตก และการบำบัดรักษา
รอยแตกของหัวนมเกิดจากการที่คุณทำความสะอาดหัวนมไม่ดีพอ หัวนมแห้งเกินไป และไม่ได้ให้ลูกดูดนมตรงๆ มีการดึงรั้งของหัวนม คุณก็จะพบว่า หัวนมแดง เป็นตุ่ม มีรอยแตก และเจ็บมาก เพราะหัวนมเป็นส่วนที่ไวต่อความรู้สึก
การบำบัดรักษารอยแตกที่หัวนม
คุณที่มีรอยแตกที่หัวนม ควรระมัดระวังที่จะให้ลูกดูดนมตรงๆ ไม่ดึงรั้งหัวนม และปฏิบัติดังต่อไปนี้
๑. คลึงและนวดหัวนมด้วยครีมบำรุงผิว แม้ภายหลังจากลูกดูดนมแล้วให้ใช้ครีมบำรุงผิวทา และนวดเบาๆ โดยไม่ต้องเช็ดนมที่เปื้อนออก
๒. ถ้าผ้าที่ใช้รองรับน้ำนมที่หัวนมเปียกชื้นมาก ให้เปลี่ยนทันที
๓. ก่อนคลอดและหลังคลอด ให้หัวนมได้ถูกแสงแดดทุกวัน
๔. รักษาดดยใช้แสงอัลตราไวโอเลต  ซึ่งคุณสามารถไปรับบริการได้จากโรงพยาบาลใหญ่ๆ หรือใช้แสงอินฟราเรด
หมายเหตุ  ขณะรักษาด้วยแสงอัลตราไวโอเลต คุณและผู้รักษาจะต้องสวมแว่นตาป้องกันแสง มิเช่นนั้นจะเป็นอันตรายต่อดวงตาของคุณ
น้ำหนักตัว
ภายหลังจากการคลอด น้ำหนักตัวของคุณจะลดลง ๕-๖ กิโลกรัม หลังจากนั้นจะลดลง ๒-๓ กิโลกรัม และพบว่าน้ำหนักตัวมักจะมากกว่าก่อนตั้งครรภ์  บางรายกลับจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณกิน อาหารประเภทไขมัน แป้ง ข้าว น้ำตาล เป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้อ้วนทั้งสิ้น
ที่สำคัญ การบริหารร่างกายจะช่วยให้คุณกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เร็วที่สุด
การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร
ภายหลังจากการคลอด คุณแม่จะกระหายน้ำมาก ควรให้น้ำมากหน่อย เพราะร่างกายเสียน้ำมากในระหว่างการคลอด
อาหารมื้อแรกควรเป็นเครื่องดื่มหวานๆ อาหารอ่อนๆ ที่มีโปรตีนสูงและผลไม้ ต่อไปก็กินได้ตามปกติ
ในรายที่ลูกดูดนมแม่ ควรกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม ไข่ ผัก และผลไม้เพิ่มขึ้น
แต่ในรายที่ผ่าท้องคลอด จะได้รับน้ำเกลือแทนอาหารใน ๒๔-๓๖ ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นแพทย์จะให้อาหารเหลว จนกระทั่งวันที่ ๓-๔ จึงจะให้อาหารตามปกติ
บางรายอาจท้องผูก ใน ๒-๓ สัปดาห์แรก จึงควรกินน้ำ ผัก และผลไม้ให้มาก แต่ถ้าได้ลุกเดิน ทำงาน และบริหารร่างกาย ก็จะทำให้ลดอาการท้องผูกได้
ท้องผูกมีสาเหตุจากหลายประการ อาทิ เช่น
-เสียน้ำมากจากการคลอด
-กล้ามเนื้อหน้าท้องหย่อน
-เจ็บแผลไม่กล้าเบ่ง
-สวนอุจจาระออกหมดแล้วก่อนคลอด
-ไม่ชินกับท่านอน หรือนั่งถ่ายบนเตียง

ที่มา: อาจารย์สุมนา  ตัณฑเศรษฐี
    นายแพทย์ศิริพงศ์  ตัณฑเศรษฐี
    นายแพทย์สมเกียรติ  คูอมรพัฒนะ

แบบผมสวยอื่น ๆ: