การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และฮอร์โมนเมื่อตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ หลายสิ่งหลายอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะมีอีกหนึ่งชีวิตเข้ามาอยู่ในตัวเรา ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้มีทั้งทางร่างกายที่เรามองเห็น รวมไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงเรื่องฮอร์โมนที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ เราจึงควรเรียนรู้เพื่อจะได้ร้บมือกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราตั้งครรภ์ วันนี้เรามีบทความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงมาให้ได้ลองศึกษากันค่ะ

ร่างกายและฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงเมื่อตั้งครรภ์

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในขณะตั้งครรภ์
ทารกจะเจริญเติบโตขึ้นมาในครรภ์ของมารดาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ฮอร์โมนต่างๆ หลายอย่างในร่างกายจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง จากผลของการเปลี่ยนแปลงของต่อมไร้ท่อ ซึ่งได้แก่ รังไข่ รก ต่อมใต้สมอง ต่อมหมวกไตและต่อมธัยรอยด์ เช่น
ในระยะ ๑๒ สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ รังไข่จะเป็นผู้ผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและเอสโตรเจน ต่อมาจะเปลี่ยนหน้าที่ให้รกเป็นผู้ผลิตเทนตลอดระยะการตั้งครรภ์ ภายหลังจากการคลอดแล้ว ฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้จะลดน้อยลง
    ๑. ประโยชน์ของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
(๑) ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับการฝังตัวของไข่ที่ถูกผสมแล้ว และรับการเกาะของรก
(๒) ทำให้มดลูกไม่หดรัดตัว
(๓) ทำให้ต่อมใต้สมองมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งต่อมนี้มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของต่อมหมวกไต ต่อมธัยรอยด์ และรังไข่อีกต่อหนึ่ง
   ๒. ประโยชน์ของฮอร์โมนเอสโตรเจน
มีหน้าที่ยับยั้งต่อมใต้สมองไม่ให้หลั่งฮอร์โมนโปรแล็กติน  ซึ่งฮอร์โมนโปรแล็กตินนี้มีหน้าที่กระตุ้นให้มีการผลิตน้ำนม ดังนั้นในระยะตั้งครรภ์จึงยังไม่มีน้ำนมไหลออกมา จนกว่าทารกจะคลอดแล้ว ฮอร์โมนเอสโตรเจนจึงจะลดต่ำลง และมีการสร้างน้ำนมขึ้น
รก นอกจากจะผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและเอสโตรเจนแล้วยังผลิตฮอร์โมน เอช ซี จี และ เอช พี แอล
    ฮอร์โมน เอช ซี จี ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันภาวะไม่ยอมรับเด็กทารกในมดลูกของมารดา
ฮอร์โมนนี้จะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ  โดยจะพบได้ประมาณวันที่ ๘-๑๐ ภายหลังจากมีการฝังตัวของไข่ที่ถูกปฏิสนธิกับตัวอสุจิแล้ว และฮอร์โมนนี้จะเพิ่มปริมาณสูงสุดในสัปดาห์ที่ ๑๑-๑๒ แล้วก็จะลดลงมาคงอยู่ระดับหนึ่งจนกระทั่งคลอด
นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่คุณจะต้องรอให้ประจำเดือนขาดหายไป ๒ สัปดาห์ก่อน จึงจะทำการตรวจปัสสาวะเพื่อหาฮอร์โมนนี้ให้พบได้ง่ายขึ้น ถ้ามีก็แสดงว่าคุณตั้งครรภ์
    ฮอร์โมน เฮช พี แอล  รกสร้างฮอร์โมนนี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ ๕ ของการตั้งครรภ์ เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของทารก และเต้านมแม่ในระยะตั้งครรภ์
ฮอร์โมนออกซิโตซิน  ผลิตขึ้นโดยส่วนหลังของต่อมใต้สมองที่โตขึ้น ฮอร์โมนนี้มีประโยชน์ในการทำให้กล้ามเนื้อมดลูกหดตัว
ฮอร์โมนวาโสเพรสซิน  ฮอร์โมนนี้ถูกผลิตขึ้นโดยส่วนหลังของต่อมใต้สมองเช่นกัน มีประโยชน์ในการทำให้เกิดความสมดุลของน้ำในขณะตั้งครรภ์
  ฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน  ฮอร์โมนนี้ถูกผลิตขึ้นโดยต่อมหมวกไต เพื่อป้องกันการสูญเสียโซเดียมจากผลของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้นในระยะตั้งครรภ์ ถ้าหากไม่ได้รับโซเดียมเพิ่ม แอลโดสเตอโรนก็จะถูกผลิตเพิ่มมากขึ้น
  ฮอร์โมนธัยร็อกซิน  ฮอร์โมนนี้มีมากขึ้นจากการผลิตของต่อมธัยรอยด์  เพื่อให้มีกระบวนการเผาผลาญมากขึ้น เพราะทารกในครรภ์ใช้ออกซิเจนเพิ่มขึ้น
ฮอร์โมนรีแล็กซิน  ฮอร์โมนนี้ผลิตขึ้นจากต่อมไร้ท่อ  เพื่อช่วยให้ข้อต่อกระดูกเชิงกรานอ่อนตัวสามารถยืดขยายได้มากขึ้นในขณะทารก คลอดผ่าน
การเปลี่ยนแปลงของระบบโครงร่างกาย
   ๑. ผนังหน้าท้องยืด หน้าท้องลาย
เมื่อครั้งยังเป็นสาวหรือก่อนตั้งครรภ์ หน้าท้องของคุณยังตึงเรียบ แต่เมื่อตั้งครรภ์ ทารกโตขึ้น มดลูกขยายใหญ่ขึ้นทุกวัน จะดันให้ผนังหน้าท้องยืด บางลง กล้ามเนื้อซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผนังหน้าท้องจึงถูกยืดด้วย ถ้ายืดมากก็จะปริ จนสามารถมองเห็นผิวหนังหน้าท้องเป็นรอยสีแดง ในรายที่ตั้งครรภ์แรก สำหรับในครรภ์หลัง รอยนี้จะกลายเป็นสีขาวมัน เรียกว่า หน้าท้องลาย
หน้าท้องลาย มักเกิดขึ้นรอบๆ สะดือ และส่วนล่างของหน้าท้อง
ในรายที่น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น นอกจากหน้าท้องลายแล้ว ยังพบว่าบริเวณโคนขา และเต้านมลายด้วย
ผิวที่ถูกยืดมากจะแห้ง คัน สีคล้ำลง คุณต้องพยายามอดใจไว้อย่าเกา ยิ่งเกายิ่งเป็นขุย มีริ้วรอย แล้วจะคันมากขึ้น ควรใช้ครีมทาผิวหรือน้ำมันมะกอกนวดเบาๆ จะช่วยบรรเทาอาการได้
ข้อเสียของการมีผนังหน้าท้องยืด คือ นอกจากจะทำให้หน้าท้องลายแล้ว ยังทำให้เกิดภาวะดังนี้
(๑) ผนังหน้าท้องจะไม่มีแรงในการพยุงครรภ์ที่โตขึ้น ครรภ์ก็จะถ่วงย้อย และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้อีก เช่น ปวดหลัง และเส้นเลือดขอดที่ขา เป็นต้น
(๒) ไม่มีแรงช่วยเบ่งขณะคลอด
(๓) ภายหลังจากการคลอดแล้ว โอกาสที่กล้ามเนื้อหน้าท้องจะแข็งแรง ตึงตัวเหมือนก่อนตั้งครรภ์มีน้อยลง
วิธีป้องกันไม่ให้ผนังหน้าท้องยืดมากจนเกิดข้อเสีย คือ บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นประจำในขณะตั้งครรภ์
    ๒. พื้นรองรับเชิงกรานหย่อน
พื้นรองรับเชิงกราน ก็คือส่วนก้น ที่มีทางออกของท่อปัสสาวะช่องคลอด และทวารหนัก ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อ เอ็น และพังผืดซ้อนประสานกัน สามารถยืดหดได้มาก

การตั้งครรภ์

ภาพที่ ๘  ส่วนประกอบของพื้นรองรับเชิงกราน
ในระยะตั้งครรภ์ พื้นรองรับเชิงกรานต้องรับน้ำหนักของทารกในครรภ์ รวมกับรก น้ำคร่ำ และตัวมดลูกเองที่ขยายใหญ่ขึ้น
การรับน้ำหนักเช่นนี้เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมงในวันหนึ่ง จะถ่วงให้เกิดการเมื่อยล้า หย่อนยาน
เปรียบเสมือนกับถ้าท่านหิ้วผลไม้หนักเพียง ๓ กิโลกรัม เป็นเวลาติดต่อกันโดยไม่วางเลย จะรู้สึกเมื่อยล้าแขน แขนจะห้องลง
การเบ่งคลอด ในระยะที่ปากมดลูกยังเปิดไม่เต็มที่ ก็จะทำให้พื้นรองรับเชิงกรานยืดมากได้
การป้องกันพื้นรองรับเชิงกรานหย่อน คือ การฝึกหัดขมิบช่องคลอดบ่อยๆ
การเปลี่ยนแปลงของระบบการไหลเวียนเลือด
ในระยะตั้งครรภ์ คุณจะพบว่า หัวใจคุณเต้นเร็วขึ้น เมื่อลองจับชีพจรจะพบว่า เต้นเพิ่มมากขึ้น ๑๐-๑๕ ครั้งต่อนาที
ความดันในหลอดเลือดแดงลดลง ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อนำเลือดไปเลี้ยงครรภ์ที่โตขึ้น
อาจจะพบว่า เหงือกเกิดการคั่งเลือด และบวมเป็นแห่งๆ เลือดออกง่าย แม้แปรงฟันแรงเล็กน้อย
หลอดเลือดดำโป่งพองได้ง่าย จากการกดของมดลูก  ซึ่งทำให้บางรายเป็นริดสีดวงทวารหนัก และบางรายเกิดเส้นเลือดขอดที่ขาได้
เลือดที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นนี้ จำเป็นต้องใช้ธาตุเหล็กในการสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์
ดังนั้นผู้ตั้งครรภ์ จึงควรได้รับยา หรืออาหารที่มีธาตุเหล็กมากขึ้น ตลอดระยะของการตั้งครรภ์ไปจนถึงระยะหลังคลอด ถ้าลูกกินนมแม่
การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร
    ๑. เรอเปรี้ยว  เกิดขึ้นได้เสมอจากความดันในกระเพาะอาหารมีมาก จึงดันลมและน้ำย่อยขึ้นมา
๒. ท้องอืด  กระเพาะอาหารและลำไส้จะทำงานน้อยลง จากผลของฮอร์โมนโปรเจนเตอโรน การเคลื่อนของอาหารออกจากกระเพาะและลำไส้จึงช้ากว่าปกติ
การเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่ายปัสสาวะ
ปัสสาวะบ่อย  ทั้งนี้ก็เนื่องจากมดลูกที่ขยายโตขึ้นกดดันกระเพาะปัสสาวะ
แต่ที่สำคัญคือ ไตโตขึ้น ทำงานมากขึ้น ท่อไตขยายโต ยาว และขดงอ
บางครั้งอาจปัสสาวะบ่อย เนื่องมาจากมีการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ  แต่ถ้ามีอาการปวดหลังร่วมกับมีไข้หนาวสั่น  ก็อาจเกิดจากไตและกรวยไตอักเสบได้  ซึ่งเป็นผลมาจากมดลูกเอียงไปกดท่อไตข้างขวา ทำให้ปัสสาวะคั่ง เกิดการติดเชื้อไปสู่ไต และกรวยไต
การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง
    ๑. ฝ้า  ใบหน้าจะมีฝ้าขึ้น
    ๒. ผิวคล้ำลง  เกิดขึ้นรอบสะดือ หัวนม และอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
ทั้งฝ้าและผิวคล้ำลง เกิดจากผลของฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่และรก แต่คุณไม่ต้องตกใจว่าจะมีติดตัวไปตลอดชีวิต หลังจากคลอดแล้วนานๆ ก็จะหายไปได้
การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว
น้ำหนักตัว  ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวจะลดลงจากการแพ้ท้อง เมื่อตั้งครรภ์ได้ ๓ เดือนแรก จะพบว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเพียง ๑ กิโลกรัม
ต่อไปจึงจะเพิ่มโดยเฉลี่ย ๑/๒ กิโลกรัมต่อสัปดาห์
เมื่อครรภ์ครบกำหนดคลอด คุณควรจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ๑๐-๑๒ กิโลกรัม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นน้อยหรือมากกว่านี้มักจะเกิดผลเสียต่อทั้งแม่และทารกได้
การเปลี่ยนแปลงของระบบประสาท
อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย  จากการเปลี่ยนแปลงของต่อมไร้ท่อ อาจมีผลต่อระบบประสาท และบุคลิกภาพ
จึงพบว่าคุณผู้หญิงระยะตั้งครรภ์จะมีความวิตกกังวล อารมณ์อ่อนไหวง่าย หวาดระแวงง่าย ทั้งนี้อาจเกิดจาก
การได้รับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ การแท้ง การคลอดยาก การตกเลือด การมีลูกที่พิการ และอื่นๆ อีกมาก แล้วเก็บมาคิดว่า ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดกับคุณแล้ว คุณจะเป็นอย่างไร
การเปลี่ยนแปลงของรูปร่างที่อ้วน อึดอัด ไม่คล่องตัว ผิวไม่สวย รวมทั้งการตั้งครรภ์โดยความบังเอิญ
ความผิดหวังในเรื่องเพศของลูกจากการตรวจพบของแพทย์ สำหรับตัวคุณแม่เองมักไม่ค่อยมีปัญหา จะได้ลูกชายหรือลูกสาวก็ได้ทั้งนั้น แต่คุณพ่อมักคุยนักว่า ลูกผมคนนี้ต้องเป็นชายแน่ๆ และยังวางโครงการในอนาคตไว้ให้ลูกชายอีกด้วย  เมื่อผิดหวังก็อาจไม่ค่อยมาอยู่ใกล้ชิด หรือญาติฝ่ายชายต้องการหลายชายไว้สืบสกุล  เมื่อไม่ได้สมหวังก็ไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไรนัก
ยังมีสาเหตุอีกมากมายที่จะกอ่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ได้ ดังนั้น สามี ญาติ หรือผู้ใกล้ชิด ต้องมีความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ด้วย แล้วให้กำลังใจ ให้ความอบอุ่น ก็จะทำให้จิตใจสบายได้ ไม่เกิดอาการผิดปกติแทรกซ้อน เช่น แพ้ท้อง เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ฯลฯ
ที่สำคัญ ทารกที่อยู่ในครรภ์กำลังเจริญเติบโต ต้องการอาหาร ออกซิเจน และอื่นๆ จากแม่ ถ้าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ลดน้อยลง ลูกก็จะมีสุขภาพไม่ดี พัฒนาการก็จะช้าลงด้วย

ที่มา: อาจารย์สุมนา  ตัณฑเศรษฐี
    นายแพทย์ศิริพงศ์  ตัณฑเศรษฐี
    นายแพทย์สมเกียรติ  คูอมรพัฒนะ

แบบผมสวยอื่น ๆ: