เรียนรู้เรื่องประจำเดือน และสาเหตุการปวดประจำเดือนในวัยสาว

เมื่อเด็กผู้หญิงเริ่มเข้าสู่วัยสาว หลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีประจำเดือน ซึ่งหลายคนคงตกใจเมื่อเห็นเลือดออกมาจากร่างกาย และทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นคุณแม่จึงควรจะให้ความรู้เกี่ยวกับประจำเดือนให้กับเด็ก ๆ ได้รู้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองได้ วันนี้เราจึงมีบทความเกี่ยวกับการเริ่มต้นเข้าสู่วัยสาว ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิง และความรู้เกี่ยวกับประจำเดือน รวมไปจนถึงสาเหตุการวดประจำเดือนต่าง ๆ

สาเหตุการปวดประจำเดือน และการเปลี่ยนแปลงของวัยสาว

๑. หนูเป็นสาวแล้วหรือยัง วัยสาวเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตหญิง ในระหว่างวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่หลายคนอาจสงสัยว่า ควรจะเริ่มต้นเรียกวัยสาวตั้งแต่เมื่อไร เนื่องจากยังไม่มีตัวเลขกำหนดอายุลงไปแน่นอนได้เลย
๒. การเริ่มต้นวัยสาว
โดยปกติสมองและร่างกายคนเราจะต้องพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ครั้นเมื่องระบบประสาทส่วนกลางในสมองพัฒนาขึ้นจนกระทั่งสามารถไปกระตุ้นต่อมใต้สมอง(ไฮโปทาลามัส) ให้เริ่มทำงานได้ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเพื่อเข้าสู่วัยสาว ซึ่งอยู่ในช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปี แต่บางคนอาจเร็วหรือช้ากว่านี้ก็ได้
สาเหตุของการเริ่มต้นวัยสาวเร็วหรือช้า
การพัฒนาสมองและร่างกายของคนเรานั้น ย่อมไม่เท่ากันอยู่แล้วในแต่ละคน  นอกจากนั้นฮอร์โมน กรรมพันธุ์ และสภาวะแวดล้อม ยังเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลทำให้การพัฒนานั้นเร็วขึ้นหรือช้าลงได้ จึงทำให้บางคนเริ่มวัยสาวเร็ว เมื่อมีอายุเพียง ๘ ปี แต่บางคนเริ่มช้า เมื่อมีอายุประมาณ ๑๔ ปี ซึ่งอายุที่ต่างกันนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องวิตกกังวลแต่อย่างใด (นอกจากในรายที่เริ่มวัยสาวก่อน ๘ ปี หรือช้ากว่า ๑๖ ปี ก็ควรจะปรึกษาแพทย์)
การเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัยสาว
คนที่อยู่ใกล้ชิดกันทุกวันเช่นคุณกับลูกสาวของคุณ คุณจะไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จนกว่าจะมีใครสักคนมาทัก คุณจึงจะเริ่มต้นสังเกตลูกสาวของคุณอย่างละเอียด
๑. การเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัยสาวที่คุณจะสังเกตพบ
แขนขาของเธอจะยาวขึ้น ตัวสูงขึ้น และสูงกว่าเพื่อนชายวัยเดียวกัน สำหรับรูปร่าง สัดส่วนต่างๆ รวมทั้งสะโพกก็จะขยายใหญ่และกลมกลึงขึ้น เพราะมีไขมันในร่างกายเพิ่มมากขึ้น เท้าก็จะโตเร็วขึ้นจนอาจสงสัยว่าผิดปกติได้ เสียงพูดที่เคยแหลมเล็กแบบเด็ก ก็จะเปลี่ยนแปลงเป็นนุ่มนวลและมีจังหวะขึ้น
๒. สิ่งที่ลูกสาวของคุณพยายามปกปิด
เต้านมเริ่มใหญ่ขึ้น กลมเป็นเต้า หัวนมและบริเวณรอบหัวนมขยายใหญ่ขึ้น สีเข้มขึ้น เส้นยาวดิ่งที่หน้าท้องผ่านกลางสะดือก็จะเข้มขึ้นเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หากสังเกตให้ดีก็จะรู้ได้ เพราะเธอพยายามงอหลัง ซึ่งเธอคิดว่ามันได้ผล ๒ ทาง คือ ไม่มีใครเห็นอกส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหญ่ และยังทำให้เธอตัวเตี้ยลงเท่าๆ กับเพื่อนชาย แต่หารู้ไม่ว่าการงอหลังอยู่นานๆ มีผลเสียทำให้กระดูกสันหลังงองุ้ม หรือคดอยู่ในลักษณะนั้นติดตัวไปตลอดชีวิต กล้ามเนื้อหลังและรอบอกจะเกิดความอ่อนแอ ทำงานไม่สมดุล เกิดอาการปวดหลังซึ่งยากแก่การแก้ไข
ส่วนบริเวณหัวหน่าวและแคมใหญ่เริ่มมีขนอ่อน สีอ่อน เส้นบางๆ เกิดขึ้น ต่อมาสีขนจะเข้มขึ้น หยาบและหงิกงอ จำนวนจะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเท่าผู้ใหญ่ อวัยวะเพศก็จะหนาขึ้นและขยายใหญ่
ภายหลังจากเต้านมเริ่มเจริญเติบโตและมีขนขึ้นที่อวัยวะเพศแล้ว ๒ ปี จึงจะเริ่มมีประจำเดือนมาครั้งแรก ต่อมาจึงมีขนขึ้นที่รักแร้
    ๓. การเปลี่ยนแปลงที่ลูกสาวของคุณไม่ทราบ
เยื่อบุช่องคลอดหนาขึ้น ย่นเป็นร่อง ช่องคลอดยาวขึ้น มีเมือกข้นๆ ออกจากปากช่องคลอดติดที่กางเกงชั้นใน ทำให้รู้สึกเหนอะๆ วันไหนที่เธอใส่กางเกงยีนที่มีเป้าแข็งๆ จะรู้สึกมีเมือกมากขึ้น นั่นเป็นเพราะเป้าแข็งๆ นี้ไปเสียดสีที่อวัยวะเพศ ทำให้เกิดการกระตุ้นที่แคมใหญ่ เมือกจึงถูกผลิตมากขึ้น
การเลือกกางเกงชั้นในหรือกางเกงที่ใช้สวมภายนอก ให้เป็นผ้าที่เนื้อนิ่มใส่แล้วสบาย ไม่รัด คับ หรือระคายเคืองต่ออวัยวะเพศจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
นอกจากนั้น กางเกงชั้นในที่ดีควรเป็นเนื้อผ้าที่ไม่ทำให้ร้อนหรืออับขึ้น และต้องสามารถซับความชื้นไว้ได้ ต้องดูแลความสะอาดของกางเกงชั้นในอยู่เสมอ เช่น ไม่ให้มีการหมักหมมของเมือก เพราะจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นได้
เมือกที่ออกจากปากช่องคลอด ถ้าสัมผัสอยู่กับก้นตลอดเวลาจะทำให้สกปรกได้ จึงควรทำความสะอาดบ้าง เช่น ภายหลังการขับถ่าย หรือขณะอาบน้ำก็เพียงพอแล้ว
จะเห็นว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นใหม่ในตัวเธอ และเธอก็ไม่กล้าบอกใคร รู้สึกสับสน เพราะไม่รู้ว่าคนอื่นจะมีเช่นที่เธอมีหรือไม่ จึงพยายามปกปิดแต่มีความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น เธออาจจะแอบมองคุณขณะเดินขึ้นบันไดหรือเวลาคุณโป๊ บางครั้งเธอจะเหม่อลอยเหมือนนึกฝัน แต่บางครั้งก็จะมีอารมณ์รุนแรง หวั่นไหว ถูกผู้อื่นชักชวนได้ง่าย พยายามหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ต่างๆ อยากเป็นอิสระ อยากทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำ อยากลองทำในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ และที่สำคัญคือ เธอเริ่มจะสนใจเพศตรงข้าม
ความไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น อาจมีผลเสียต่อเธอทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม
ดังนั้นการให้ความรู้อย่างละเอียดในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของอวัยวะสืบพันธุ์ การมีประจำเดือน และการตั้งครรภ์ เพื่อเธอจะได้ปฏิบัติตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสม คุณเองก็จะได้สบายใจ
อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง
อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิงแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก และอวัยวะสืบพันธุ์ภายใน
    ๑. อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก มีตำแหน่งอยู่ที่ส่วนก้น หน้าต่อทวารหนัก ประกอบด้วย

อวัยวะสืบพันธุ์

ภาพที่ ๑ อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกของเพศหญิง
    (๑) เนินหัวหน่าว  มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมนูน อยู่ใต้ท้องน้อย ดังได้กล่าวมาแล้วว่าเมื่อเข้าสู่วัยสาวจะมีขนขึ้น จำนวนเส้นขนอาจจะมีมากน้อย หรือสีต่างกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ บางรายอาจไม่มีขนเลย หรือมีขนมากผิดปกติ ทั้งนี้อาจเกิดจากความผิดปกติของต่อมหมวกไตหรือรังไข่
หัวหน่าวเป็นส่วนที่ไวต่อความรู้สึกถ้าได้รับการกด เนื่องจากมีหลายประสาทอยู่บริเวณนั้นมาก
    (๒) แคมใหญ่  อยู่ถัดจากหัวหน่าวลงไปสู่ก้น เป็นส่วนนูนอยู่ ๒ ข้างของปากช่องคลอด ประกอบด้วย ไขมัน ต่อมเหงื่อ และต่อมขน จึงมีขนขึ้นเล็กน้อย
ภายในแคมใหญ่แต่ละข้างจะมีต่อมบาร์โทลิน ทำหน้าที่ผลิตน้ำเมือกสำหรับหล่อลื่นช่องคลอดขณะร่วมเพศ หรือเมื่อถูกกระตุ้นโดยการเสียดสี ท่อของต่อมนี้จะเปิดออกที่ปากช่องคลอด ซึ่งเมื่อเทียบปากช่องคลอดกับหน้าปัดนาฬิกา รูเปิดของท่อจะอยู่ตำแหน่งเลข ๕ และ ๗
ถ้ามีการอักเสบเรื้อรังบริเวณช่องคลอด โดยเฉพาะจากเชื้อหนองใน จะทำให้รูเปิดของท่ออุดตัน น้ำเมือกออกมาไม่ได้ ขังเป็นถุงอยู่ภายใน ถ้าไม่ได้รับการรักษาก็อาจกลายเป็นฝี
    (๓) แคมเล็ก  เป็นสันของผิวหนัง อยู่ระหว่างแคมใหญ่และปากช่องคลอด มีขนาด ลักษณะและสีแตกต่างกันไป โดยที่บางคนอาจมีขนาดใหญ่เป็นแผ่น บางคนอาจเป็นเพียงสันเล็กๆ บางคนมีสีดำคล้ำ แต่บางคนมีสีแดงเรื่อ
แคมเล็กนี้จะมีหลอดเลือดและปลายประสาทอยู่มาก ทำให้ไวต่อความรู้สึก และที่ส่วนนี้จะไม่มีขนและไขมัน
    (๔) คลิทอริส  เป็นแท่งก้อนเนื้อ ยาวไม่เกิน ๑ นิ้ว อยู่ด้านหน้าของช่องขับถ่ายปัสสาวะ เป็นส่วนที่มีเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก ดังนั้นเมื่อคลิทอริสถูกกระตุ้นทางเพศจะแข็งตัว กว้าง และยาวขึ้นอีกเท่าตัว
    (๕) เวสติบูล  เป็นบริเวณที่อยู่ระหว่างแคมเล็กทั้งสองข้าง มีรูเปิดของช่องขับถ่ายปัสสาวะ ช่องคลอด และท่อจากต่อมบาร์โทลิน
    (๖) ปากช่องคลอด  อยู่ระหว่างช่องขับถ่ายปัสสาวะและทวารหนัก ในรายที่มีบุตรมากผนังช่องคลอดอาจย้อยออกมาทางปากช่องคลอด โดยเฉพาะเวลาไอ จาม หรือยกของหนัก
    (๗) เยื่อพรหมจารี  เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ติดอยู่บริเวณขอบของปากช่องคลอด มีรูเปิดให้ประจำเดือนไหลออกมา แต่บางรายไม่มีรูนี้ ทำให้ประจำเดือนคั่งอยู่ภายใน แพทย์จะช่วยคุณได้โดยการผ่าตัดเปิดทางออกประจำเดือนก็จะไหลออกมาภายนอกได้
ตามปกติแล้ว เยื่อพรหมจารีจะบางและฉีกขาดง่าย เมื่อได้รับการกระแทกกระเทือนที่ก้น เช่น การออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องฉีกขาดเมื่อมีการร่วมเพศครั้งแรกเท่านั้น
ในปัจจุบันจึงถือว่า เป็นการล้าสมัยที่จะคอยเฝ้าดูเลือดที่ออกมาจากการร่วมเพศครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม การร่วมเพสครั้งแรกที่ทำให้เยื่อพรหมจารีฉีกขาด คุณจะรู้สึกเจ็บ มีเลือดออกเล็กน้อย แต่ถ้าเยื่อพรหมจารีหนามากจนกระทั่งไม่ขาด คุณก็จะรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่มีการร่วมเพศ
   ๒. อวัยวะสืบพันธุ์ภายใน
อวัยวะสืบพันธุ์ภายใน เป็นส่วนที่ต่อจากปากช่องคลอดเข้าไปภายในอุ้งเชิงกราน หรือบริเวณท้องน้อย ประกอบด้วย
    (๑) ช่องคลอด เป็นช่องหรือท่อที่ต่อระหว่างปากช่องคลอดกับปากมดลูก อยู่ในลักษณะเอนชี้ขึ้นไปทางด้านหลัง ช่องคลอดนี้จะอยู่หลังท่อและกระเพาะปัสสาวะ หน้าต่อทวารหนัก
ผนังของช่องคลอดจะยาวไม่เท่ากัน ด้านหลังจะยาวกว่าด้านหน้า ในเวลาปกติ ด้านหลังยาว ๓.๕ นิ้ว ด้านหน้ายาว ๓ นิ้ว แต่ในเวลามีอารมณ์เพศ ร่วมเพศ หรือคลอด ผนังช่องคลอดสามารถยืดยาวและขยายขนาดได้

อวัยวะสืบพันธุ์1

ภาพที่ ๒ อวัยวะสืบพันธุ์ภายในของเพศหญิง
ผนังช่องคลอดประกอบด้วยเนื้อเยื่อ ๓ ชั้น
ชั้นในสุด  คุณสามารถสัมผัสดูได้  โดยการใช้นิ้วที่สะอาดสอดเข้าไปภายในช่องคลอด ผนังชั้นนี้มีลักษณะเป็นลอนลูกฟูก ชั้นลอนนี้ยืดหยุ่นได้และมีน้ำหล่อเลี้ยงออกมา ซึ่งจะออกมามากในขณะมีอารมณ์เพศ
ชั้นกลาง อยู่ภายใต้ชั้นลอนลูกฟูก เป็นชั้นกล้ามเนื้อ เมื่อคุณขมิบช่องคลอด กล้ามเนื้อจะตึงทำให้ช่องคลอดตีบแคบลง ในรายที่ผ่านการคลอดแล้ว ช่องคลอดต้องถูกยืดขยายเพื่อให้ทารกผ่านได้ กล้ามเนื้อนี้จึงถูกยืด หย่อน อ่อนกำลังลง ทำให้ช่วงคลอดกว้างขึ้น ไม่มีแรงขมิบให้ตีแคบได้ จึงทำให้ไม่ได้รับความสุขอย่างเต็มที่จากการร่วมเพศ เกิดความไม่พอใจของฝ่ายชาย อันจะเป็นทางนำให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจ และเกิดความแตกแยกภายในครอบครัวต่อไปได้
ชั้นนอกสุด เป็นเนื้อเยื่อเส้นใยหุ้มอยู่
(๒) มดลูก  เป็นส่วนต่อกับปลายช่องคลอด มีลักษณะคล้ายชมพู่หงาย ขนาด ๓x๒x๑ ลูกบาศก์นิ้ว ถูกยึดไม่ให้แกว่งโดยเส้นเอ็น ๓ คู่ ที่มีชื่อเรียกว่า เส้นเอ็นบรอด เส้นเอ็นยูเทอโรเซครัล และเส้นเอ็นกลม อย่างละคู่

อวัยวะสืบพันธุ์ภายในผู้หญิง

ภาพที่ ๓ ส่วนต่างๆ ของอวัยวะสืบพันธุ์ภายในของเพศหญิง

ลักษณะภายในมดลูก

ภาพที่ ๔ ลักษณะภายในของมดลูก

ถ้าเราลองมาดูลักษณะภายในของมดลูก ที่ใครๆ บอกว่า เวลามีลูก ลูกจะต้องโตอยู่ภายในมดลูกนี้ ก็จะพบว่า มดลูกมีโพรงอยู่ภายใน ผนังของมดลูกหนา เยื่อบุผนังด้านในเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากผลของฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน
(๓) ท่อมดลูก เป็นท่อกลวง ยาวประมาณ ๔.๕ นิ้ว มี ๒ ข้าง อยู่ด้านบนของโพรงมดลูก ส่วนปลายสุดมีลักษณะเหมือนปากแตร อยู่ติดกับรังไข่
(๔) รังไข่ เป็นรูปไข่ มีขนาด ๑.๕x๓x๓.๕ ลูกบาศก์เซนติเมตร ห้อยอยู่ ๒ ข้างของมดลูก มีหน้าที่ผลิตไข่ และฮอร์โมนเพศหญิง ๒ ชนิด คือ เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน
(๕) ไข่  ผลิตจากเซลล์ของรังไข่ ถ้านับจำนวนไข่ตั้งแต่แรกเกิดจะพบว่ามีถึงประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ฟอง ในระยะที่เด็กเจริญเติบโตขึ้น ไข่ส่วนใหญ่จะไม่พัฒนาตามและสลายตัวไป
เมื่อเริ่มเข้าวัยสาวจึงพบว่า มีไข่เหลืออยู่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ฟองเท่านั้น และมีเพียง ๔๐๐-๕๐๐ ฟอง ที่จะสุกและตกจากรังไข่ได้ โดยจะตกเดือนละ ๑ ฟอง
ไข่ที่ตกเดือนละ ๑ ฟองนี้ มีผลต่อคุณอย่างมาก ที่จะทำให้คุณมีประจำเดือน หรือตั้งครรภ์ได้
ประจำเดือน
เมื่อเอ่ยคำว่า “ประจำเดือน” คุณที่เริ่มวัยสาวมาแล้วไม่นานจะต้องร้อง “อ๋อ” ก็ “เมนส์” (menstruation) ยังไงล่ะ แต่คุณป้า คุณยายจะบอกว่า เขาเรียก “ระดู” นะหลาน
ไม่มีใครผิด จะเรียกชื่อไหนก็ได้ เพราะมีความหมายอย่างเดียวกัน คือ เป็นชื่อที่ใช้เรียกสิ่งที่ออกมาจากช่องคลอดและปากช่องคลอดทุกเดือน ซึ่งประกอบไปด้วย เลือด น้ำ และเซลล์เยื่อบุผนังมดลูกที่สลายตัว
ปริมาณของประจำเดือนของแต่ละคนจะมีไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยประมาณ ๕๐-๗๐ มิลลิลิตร
ระยะเวลาที่ประจำเดือนออกมาคือ ๓-๗ วัน แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็ประมาณ ๔-๕ วัน
๑-๒ วันแรก ประจำเดือนจะออกมามากหน่อย วันต่อมาจึงค่อยลดน้อยลง
หลังจากประจำเดือนไหลออกมาหมดแล้วระยะหนึ่ง ประจำเดือนก็จะเริ่มมาใหม่ เป็นเช่นนี้อยู่ทุกเดือน จึงเรียกว่า “รอบเดือน”
ระยะเวลาของรอบเดือนจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนมาจนกระทั่งถึงวันก่อนมีประจำเดือนครั้งต่อไป  ซึ่งระยะเวลาของแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน โดยปกติแล้วจะเป็นระยะเวลา ๒๘+-๗ วัน หรือ ๒๑ ถึง ๓๕ วัน
ประจำเดือนครั้งแรกในวัยสาว จะมีเมื่ออายุประมาณ ๑๑-๑๕ ปี
การมีประจำเดือนช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสมองและกรรมพันธุ์
อย่างไรก็ตาม สุขภาพกายและใจก็มีอิทธิพลต่อการมีประจำเดือนด้วย เช่น ถ้าคุณมีโรคเรื้อรัง โรคเลือดจาง ขาดอาหาร หรือกินอาหารที่มีคุณภาพไม่ดีพอ คุณก็จะมีประจำเดือนช้ากว่าเด็กที่สมบูรณ์ทุกอย่าง
แต่มักจะพบว่า ประจำเดือนครั้งแรกจะมีมาในอายุใกล้เคียงกับที่คุณแม่ของคุณเคยมี
การเกิดประจำเดือนและการตั้งครรภ์
ในระหว่างรอบเดือน ศูนย์อารมณ์ที่ผิวสมองจะควบคุมต่อมใต้สมองในการผลิตฮอร์โมนฟอลลิคิวลาร์ สติมูเลติง ออกมาควบคุมแกลนดูลาร์เซลล์ของรังไข่ ให้ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมา เพื่อพัฒนาไข่ให้เจริญและสุก ซึ่งจะมีไข่เพียง ๑ ฟองเท่านั้นที่ถูกพัฒนาเต็มที่และสุกในรอบเดือน
ไข่จะถูกพัฒนาเต็มที่และสุกประมาณวันที่ ๑๓-๑๕ นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย
นอกจากนั้น ฮอร์โมนเอสโตรเจนยังทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นอีก เช่น
-มดลูกเจริญเติบโตขึ้น เยื่อบุผนังมดลูกหนาตัวขึ้น
-มูกที่ผลิตจากคอมดลูกจะใส เหนียวเหมือนไข่ขาว ซึ่งคุณจะพบได้ในวันที่มีไข่ตก คือประมาณวันที่ ๑๓-๑๕ ของรอบเดือน
-เต้านมโตขึ้น ไวต่อความรู้สึก
-ไขมันบริเวณสะโพกเพิ่มขึ้น
-กระดูกเจริญเติบโตขึ้น บางรายรู้สึกหน้าท้องโต น้ำหนักตัวเพิ่ม
-ขนตามตัวน้อยลง
-ความต้องการทางเพศอาจมากหรือน้อยก็ได้

การตั้งครรภ์

ภาพที่ ๕ การเกิดประจำเดือนและการตั้งครรภ์
ถ้าเราวัดปริมาณของฮอร์โมนเอสโตรเจนดูก็จะพบว่า ในแต่ละวันมีไม่เท่ากัน โดยจะมีปริมาณต่ำสุดหลังจากมีประจำเดือน แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มระดับจนสูงสุดประมาณวันที่ ๑๓-๑๕ ของรอบเดือน หรือวันที่ไข่ตกนั่นเอง
ไข่ที่ถูกพัฒนาให้สุกแล้วจะตกจากรังไข่ได้ ต้องอาศัยฮอร์โมนลูติไนซิงจำนวนมาก ที่ผลิตออกมาจากต่อมใต้สมองในระยะนี้

การตั้งครรภ์1

ภาพที่ ๖ การเดินทางของไข่ที่สุกและตกจากรังไข่
เซลล์ของรังไข่ที่เคยหุ้มไข่อยู่จะเปลี่ยนแปลงเป็นคอร์พัสลูเตียม แล้วคอร์พัสลูเตียมจึงผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนออกมา  ซึ่งจะมีผลต่อร่างกายคือ
-อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ได้ว่าในขณะนี้ได้มีการตกไข่แล้ว ถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์ในระยะนี้ ไข่ก็จะเกิดการปฏิสนธิกับอสุจิได้ และเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น
-กล้ามเนื้อมดลูกและท่อมดลูกคลายตัว เพื่อที่อสุจิจะได้เดินทางไปหาไข่อย่างสะดวก
-ผนังมดลูกสมบูรณ์ขึ้น เตรียมพร้อมที่จะรับการฝังตัวของไข่ที่ปฏิสนธิกับอสุจิแล้ว และยังทำหน้าที่พยุงตัวอ่อนในระยะ ๔-๖ สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ที่รกยังเกิดขึ้นไม่สมบูรณ์
ไข่ที่สุกและตกจากรังไข่ จะเดินทางผ่านท่อมดลูกมาเรื่อยๆ โดยการเคลื่อนไหวของขนและการหดตัวเป็นระยะๆ ของท่อมดลูกไข่ที่สุกและตกจากรังไข่ จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ ๒๔-๓๖ ชั่วโมง ในระหว่างที่ไข่มีชีวิตอยู่นี้อาจเกิดเหตุการณ์ขึ้น ๒ อย่างคือ
๑. ไข่ไม่ได้ปฏิสนธิ (ผสม) กับอสุจิจากเพศชาย เมื่อหมดอายุจะสลายตัวและเกิดประจำเดือนตามมา หรืออาจกล่าวได้ว่า
ประจำเดือนเกิดเนื่องจาก ไข่ที่ตกไม่ได้ปฏิสนธิกับอสุจิ คอร์พัสลูเตียมที่รังไข่ก้จะเสื่อมสภาพ มีผลทำให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดน้อยลง และน้อยที่สุดก่อนมีประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ผลิตจากแกลนดูลาร์เซลล์ของรังไข่ก็จะลดน้อยลงด้วย และน้อยที่สุดก่อนมีประจำเดือน
เมื่อฮอร์โมนทั้ง ๒ ตัวนี้ลดน้อยลงมากที่สุด จะทำให้เยื่อบุมดลูกสลายตัว หลุดลอกออกจากผนังมดลูก ไหลออกมาสู่ภายนอกทางช่องคลอดและปากช่องคลอด เรียกว่า ประจำเดือน
๒. ไข่ปฏิสนธิ (ผสม) กับอสุจิจากเพศชายในท่อมดลูก  แล้วเดินทางไปฝังตัวที่ผนังมดลูก เรียกว่า เกิดการตั้งครรภ์ขึ้น
ดังได้กล่าวแล้วว่าไข่ที่ตกจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ ๒๔-๓๖ ชั่วโมง (๑-๑ วันครึ่ง) แล้วจะสลายตัวไป
ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาจากเพศชายเข้าไปในเพศหญิงแล้ว จะมีชีวิต และสามารถปฏิสนธิกับไข่ได้ในระยะเวลาประมาณ ๔๘ ชั่วโมง (๒ วัน) อย่างไรก็ตาม อสุจิตัวนั้นจะต้องมีความแข็งแรงพอที่จะเคลื่อนขึ้นไปปฏิสนธิกับไข่ได้
ดังนั้นโอกาสตั้งครรภ์จึงมีเพียง ๓-๔ วันครึ่งเท่านั้น แต่เนื่องจากรอบเดือนแต่ละครั้งไม่เท่ากัน การคำนวณวันไข่สุกจึงอาจคลาดเคลื่อนได้
การตั้งครรภ์นอกมดลูก
ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้บางครั้ง เช่น ไข่ที่สุกปฏิสนธิกับอสุจิแล้วฝังตัวที่ท่อมดลูกเลย ตัวอ่อนก็จะโตขึ้นในท่อมดลูก เกิดการแท้ง ท่อมดลูกแตก และเกิดการตกเลือด เป็นอันตรายต่อชีวิตแม่มาก
การเกิดลูกแฝด
การกินยาเพื่อกระตุ้นให้มีลูก เพราะอยากได้ลูกมาเป็นสื่อสัมพันธ์ในครอบครัว อาจมีผลทำให้ไข่ที่สุกตกเกินกว่า ๑ ฟอง คุณก็มีโอกาสได้ลูกแฝดตามจำนวนไข่ที่ตก  ซึ่งก็จะต้องใช้ความสามารถในการเลี้ยงดูกันอีกมาก
ประจำเดือนมาไม่ตรงกำหนด
คุณคงสังเกตได้ว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน มีบทบาทอย่างมากต่อการมีประจำเดือนและการตั้งครรภ์
ฮอร์โมนทั้ง ๒ นี้จะต้องมีอย่างพอเหมาะในแต่ละจังหวะของการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูการผลิตฮอร์โมน ก็จะพบว่า ถูกควบคุมโดยต่อมใต้สมอง และมีศูนย์อารมณ์ที่ผิวสมองควบคุมกำกับอีกต่อหนึ่ง
ดังนั้นคุณที่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงในช่วงระยะก่อนมีประจำเดือน เช่น วิตกกังวล กลัวว่าจะทำข้อสอบไม่ได้ กลัวการตั้งครรภ์ อยากตั้งครรภ์ ตื่นเต้นในเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดมากเกินไป และอื่นๆ อีก ก็อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ตรงกำหนด เร็ว หรือช้าไป จนบางครั้งหลงเข้าใจผิดคิดว่าประจำเดือนขาดหาย ผู้ที่อยากตั้งครรภ์ก็คิดว่าตนเองตั้งครรภ์แน่นอนแล้ว แต่อีกไม่กี่วันก็ต้องผิดหวังเพราะประจำเดือนมา
การปฏิบัติตนเองเมื่อมีประจำเดือน
คุณก็ได้ทราบแล้วว่า ประจำเดือนเป็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามธรรมชาติเมื่อเข้าสู่วัยสาว และพร้อมที่จะเจริญพันธุ์ต่อไป คุณจึงไม่ควรที่จะตกใจ วิตกกังวลเมื่อเห็นมีเลือดออกมาจากช่องคลอดในช่วงระหว่างอายุ ๘-๑๔ ปี แต่คุณควรจะเตรียมตัวให้พร้อม  เพื่อรับการมีประจำเดือนที่จะบ่งบอกใจของคุณให้รู้แน่ชัดว่า “คุณเป็นสาวแล้วนะ”
๑. การเตรียมตัวก่อนมีประจำเดือน
(๑) บริหารร่างกายโดยสม่ำเสมอ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสุขภาพสมบูรณ์  การพัฒนาการของสมองและร่างกายก็จะดี ประจำเดือนก็จะมาตามปกติ และไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น
(๒) ทำจิตใจให้สบาย ไม่วิตกกังวล หวาดกลัวหรือตื่นเต้นมากเกินไป เพราะอาจทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนได้
(๓) เตรียมผ้าอนามัยให้พร้อม เมื่อเลือดออกจากร่างกาย ย่อมทำความเปรอะเปื้อนเป็นธรรมดา ประจำเดือนที่ออกจากช่องคลอดก็เช่นเดียวกัน ที่คุณจะต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้เปรอะเปื้อนออกมาถึงเสื้อผ้าชั้นนอกได้ ผ้าอนามัยจึงเป็นสิ่งที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป เพื่อซึมซับประจำเดือน
ผ้าอนามัย มี ๒ ชนิด คือ
-ชนิดรองรับประจำเดือนภายนอก มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีแถบกาวสำหรับวางติดกับด้านในของเป้ากางเกงชั้นใน หรือมีห่วงที่ปลายแผ่น สำหรับเกี่ยวกับยางยืดคล้องลำตัวช่วงล่าง ด้านในที่ไม่มีแถบกาวหรือด้านที่นูนจะเป็นด้านที่ซึมซับประจำเดือน
-ชนิดแท่ง สำหรับสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด ซึ่งไม่เหมาะสำหรับคุณผู้หญิงที่ยังไม่ผ่านการแต่งงาน  เพราะการสอดใส่วัตถุใดๆ เข้าไปในช่องคลอด ย่อมก่อให้เกิดความระคายเคือง และดทำให้ช่องคลอดยืดขยายโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าคุณต้องว่ายน้ำเพื่อแข่งขัน หรือแต่งชุดว่ายน้ำเพื่อประชันความงาม ผ้าอนามัยชนิดแท่งนี้ก็จะช่วยคุณได้
(๔) กางเกงชั้นในที่กระชับทั้งเป้าและลำตัว จะช่วยทำให้ผ้าอนามัยชนิดแผ่น ถูกกระชับอยู่กับที่ได้ดีกว่ากางเกงชั้นในที่หลวม และไม่เกิดการกวัดแกว่งในขณะเคลื่อนไหว การเปรอะเปื้อนบนผ้าอนามัยก็จะไม่กระจัดกระจายไป
๒. การปฏิบัติตนเองเมื่อมีประจำเดือน
(๑) ล้างกันให้สะอาดด้วยสบู่ที่ใช้ถูตัว
(๒) ติดผ้าอนามัยแถบกาวที่ด้านในของเป้ากางเกงชั้นใน หรืออาจใช้แบบห่วงคล้องกับลำตัวช่วงล่าง โดยให้ด้านที่ซึมซับเป็นตัวรองรับประจำเดือน กะระยะให้ปากทางออกช่องคลอดอยู่ตรงกลางผ้าอนามัยพอดี แต่ถ้าคุณนอนหงาย อาจจำเป็นต้องเลื่อนผ้าอนามัยให้ค่อนไปทางด้านหลังมากกว่านี้  เพราะประจำเดือนอาจไหลไปตามร่องก้นเล็กน้อยได้
(๓) เปลี่ยนผ้าอนามัย เมื่อรู้สึกว่าประจำเดือนถูกซึมซับมากพอควรแล้ว อย่าปล่อยให้เปียกมากเกินไป เพราะจะเกิดการหมักหมมและส่งกลิ่นออกมาภายนอกได้
(๔) ถ้าโอกาสอำนวน เมื่อจะเปลี่ยนผ้าอนามัยผืนใหม่ ควรล้างก้นให้สะอาดด้วยสบู่อีกครั้ง เพื่อขจัดการหมักหมม
(๕) ผ้าอนามัยที่ใช้แล้ว ควรห่อด้วยกระดาษให้มิดชิด และทิ้งในถังขยะที่ไม่มีสัตว์มาคุ้ยเขี่ยเอามาเล่น และไม่ควรทิ้งลงในโถส้วม จะทำให้เกิดการอุดตันได้
(๖) ทำจิตใจให้สบายในขณะมีประจำเดือน
(๗) งดเว้นการออกกำลังกายหนักๆ ในช่วงนี้ เพราะอาจทำให้เลือดออกเพิ่มมากขึ้นได้
(๘) กินอาหารได้ทุกชนิดโดยไม่มีข้อห้าม
(๙) ถ้ามีอาการปวดประจำเดือนสามารถบรรเทาได้ด้วยวิธีการดังจะได้กล่าวในหัวข้อ “ปวดประจำเดือน”
ปวดประจำเดือน
ปวดประจำเดือน เป็นอาการปวดบริเวณท้องน้อยตรงกลาง เหนือหัวหน่าว หรือบริเวณอุ้งเชิงกราน โดยจะปวดแบบปวดถ่วง อาจปวดร้าวไปที่เอว สันหลัง สะโพก และต้นขา บางครั้งอาจมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย อ่อนเพลีย ถ้าเป็นมากอาจถึงกับหน้ามืดเป็นลมได้ อารมณ์ในช่วงนี้มักจะเสีย หงุดหงิดมาก
การปวดประจำเดือน แบ่งตามสาเหตุได้ ๒ ชนิด คือ
๑. ไม่ทราบสาเหตุ
๒. ทราบสาเหตุ
๑. การปวดประจำเดือนที่ไม่ทราบสาเหตุ
การปวดประจำเดือนที่ไม่ทราบสาเหตุนี้ พบได้มากในหญิงสาวอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี
สาเหตุ  ยังไม่ทราบแน่ชัด อาจเนื่องมาจากสุขภาพทรุดโทรม ไม่ค่อยแข็งแรง มีความวิตกกังวล ขาดความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ต้องมีประจำเดือน และมดลูกหดรัดตัว ทำให้ปวดประจำเดือน
คุณจะรู้สึกปวดก่อนที่ประจำเดือนจะมา ๒-๓ ชั่วโมง และปวดมากในวันแรกที่ประจำเดือนมา จากนั้นอาการปวดจะค่อยๆ ลดน้อยลง และมักปวดไม่เกิน ๒ วัน
อาการปวดมักจะหายไปภายหลังจากคลอดบุตรแล้ว
๒. การปวดประจำเดือนที่ทราบสาเหตุ
การปวดประจำเดือนที่ทราบสาเหตุนี้ พบมากในหญิงที่มีอายุเกิน ๓๐ ปี
สาเหตุ มักพบว่า มดลูกมีขนาดเล็ก และตัวมดลูกงอดพับมากกว่าปกติ ปากมดลูกตีบตัน เป็นสาเหตุให้มีผู้สันนิษฐานว่า ทำให้เลือดประจำเดือนถ่ายเทออกมาไม่สะดวก เลือดจึงคั่งอยู่ภายในโพรงมดลูก  ทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือน
ยังมีผู้พิสูจน์ได้ว่า สารเคมีชนิดหนึ่งในร่างกายที่เรียกว่า พรอสตาแกลนดิน ถูกสร้างขึ้นตากเยื่อบุผนังโพรงมดลูก ระหว่างรอบเดือนในช่วงหลังจากที่มีไข่ตก  สารนี้มีฤทธิ์ทำให้มดลูกหดรัดตัวรุนแรง เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดประจำเดือนได้
การมีก้อนเนื้องอกในโพรงมดลูก กล้ามเนื้อมดลูกจะบีบรัดตัวเพื่อขับก้อนเนื้องอกนี้ ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยได้
อวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานอักเสบ เช่น อวัยวะสืบพันธุ์ภายในอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบเรื้อรัง และอื่นๆ ก็ทำให้ปวดท้องน้อยได้
การปวดประจำเดือนที่ทราบสาเหตุนี้ คุณมักจะรู้สึกปวดก่อนที่ประจำเดือนจะมาประมาณ ๑ สัปดาห์ เข้าใจกันว่าเกิดการคั่งของน้ำในอุ้งเชิงกราน
อาการปวดจะหายไปถ้าขจัดสาเหตุได้
การบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
อาการปวดประจำเดือน สามารถบรรเทาได้โดยวิธีการต่อไปนี้ คือ
๑. ความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ต้องมีประจำเดือน
จะช่วยลดความวิตกกังวล ทำให้เกิดความสบายใจ มีกำลังใจในการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ก็จะสามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ ซึ่งเรื่อง “วัยสาวกับการมีประจำเดือน” ได้อธิบายไว้อย่างละเอียด เพียงพอที่จะช่วยให้คุณเข้าใจได้อย่างง่ายๆ
๒.ประคบด้วยความร้อน
คุณสามารถช่วยตัวเองได้ โดยคุณนั่งไขว่ห้าง งอตัวเล็กน้อย หรือนอนตะแคง ในลักษณะงอลำตัวเล็กน้อยให้สบาย
นำกระเป๋าน้ำร้อนห่อด้วยผ้าขนหนู ให้ได้ความรู้สึกอุ่นปานกลาง วางประคบบริเวณท้องน้อย นานประมาณครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เป็นอย่างดี
คุณอาจใช้ขวดใส่น้ำร้อน หรือลูกประคบสมุนไพรแทนกระเป๋าน้ำร้อนก็ได้
๓. โดยการใช้ยา
ยาที่ใช้ได้ปลอดภัย ได้แก่ ยาแก้ปวดพาราเซตามอล ขนาด ๕๐๐ มิลลิกรัม กินครั้งละ ๑-๒ เม็ด ซ้ำได้ทุก ๖ ชั่วโมง
ถ้าหากมีอาการปวดรุนแรงและใช้ยานี้ไม่ได้ผล ก็ควรจะปรึกษาแพทย์  แพทย์อาจเลือกใช้ยากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งดังต่อไปนี้
(๑) ยาต้านอาการปวดเกร็ง หรือแอนติสปาสโมดิก (antispasmodic) เช่น ไฮออสซีน (hyoscine) ครั้งละ ๑-๒ เม็ด ซ้ำได้ทุก ๖ ชั่วโมง ยานี้จะช่วยลดอาการบีบเกร็งตัวของมดลูก ทำให้บรรเทาปวดได้
(๒) ยาต้านพรอสตาแกลนดิน เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen), กรดเมเฟนามิก (mefenamic acid) เป็นต้น กินก่อนมีประจำเดือน ยานี้จะลดการบีบเกร็งของมดลูก อาจต้องกินเป็นประจำทุกเดือน
ข้อเสียคือ  ยานี้อาจทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารได้ ควรกินยาลดกรดควบด้วย
(๓) ยาเม็ดคุมกำเนิด  กินวันละเม็ดก่อนนอนทุกคืนแบบเดียวกับที่ใช้คุมกำเนิด  เพื่อมิให้มีการตกไข่ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดประจำเดือนได้ อาจให้ติดต่อกันนาน ๓-๔ เดือน
ที่มา: อาจารย์สุมนา  ตัณฑเศรษฐี
นายแพทย์ศิริพงศ์  ตัณฑเศรษฐี
นายแพทย์สมเกียรติ  คูอมรพัฒนะ

แบบผมสวยอื่น ๆ: