วิตามินอี ชะลอความแก่ ทานอย่างไรให้เหมาะสม

สาว ๆ หลายคนคงรู้จักวิตามินอีมาไม่มากก็น้อย เพราะเป็นวิตามินที่มีส่วนช่วยในเรื่องของผิวพรรณ แต่การทานวิตามินอีนั้นมีข้อจำกัดอยู่บ้าง วันนี้เรามาเรียนรู้การทานวิตามินอี และแหล่งที่มาของวิตามินอีกันค่ะ

วิตามินอี เพิ่มความสวยให้สาว ๆ

แหล่งวิตามินอี

วิตามินอี
สมมติคุณผู้อ่านอยากเสริมสุขภาพด้วยวิตามินเกลือแร่เพียงชนิดเดียว ท่านจะเลือกรับประทานอะไร ด้วยเหตุผลใด
นี่คือคำถามที่บรรณาธิการนิตยสาร Your Health ฉบับเดือนมกราคม 1995 เคยถามผู้เชี่ยวชาญชื่อดังของโลกหลายคน…
และได้คำตอบตรงกันว่า วิตามินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และซีลีเนียมคืออาหารเสริมที่พวกเขาคิดจะเลือกรับประทานเป็นอันดับแรก ด้วยเหตุผลว่ามันมีแนวโน้มเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าสามารถยืดชีวิตให้ยืนยาว และปกป้องมนุษย์จากโรคที่เกิดจากที่งแวดล้อมอันเลวร้ายเช่นปัจจุบัน
วิตามินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีหลายตัว แต่ที่ฮือฮาที่สุด
ทั้งรับประทาน ทั้งทำในรูปครีม โลชั่น ผสมเครื่องสำอางมากมายหลาย ยี่ห้อ นั่นคือ วิตามินอี
ดังนั้น ขอพาท่านผู้อ่านท่องไปในโลกของวิตามินอี ให้รู้แจ้ง แดงแจ๋กันไปเลย
ความเป็นมาของวิตามินอี
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิตามินอีในปี 1932 ต่อมาสกัดให้บริสุทธิ์ ได้ในปี 1936 และสามารถหาโครงสร้างทางเคมีสำเร็จในปี 1938
วิตามินอีเป็นสารที่ละลายได้ดีในนํ้ามัน ประกอบด้วยสารประกอบ กลุ่มหนึ่งที่เรียกเป็นภาษาวิทยาศาสตร์ว่า Tocopherols
ดังนั้นเราจึงพบวิตามินอีในอาหารที่เป็นมัน หรือส่วนน้ำมัน เช่น นํ้ามันพืช (นํ้ามันถั่วเหลือง ดอกทานตะวัน และข้าวโพด) เมล็ดพืช เมล็ดถั่ว ข้าวซ้อมมือ รำ ผักบางชนิด
ในท้องตลาดมีวิตามินอีขายหลายรูปแบบ เช่น ชนิดสกัดจาก ธรรมชาติ หรือชนิดสังเคราะห์ ในรูปผงแห้ง และเป็นนํ้ามันใสในแคปซูลอ่อน
วิธีสังเกตวิตามินอีชนิดสกัดจากธรรมชาติ หรือชนิดสังเคราะห์ ให้ดูฉลาก ฉลากจะเขียน 2 แบบ คือ
d-alpha Tocopherol หรือไม่ก็ dl-alpha Tocopherol (อัลฟา โทโคฟีรอล Alpha-Tocopherol คือสารสำคัญที่ออกฤทธิ์)
ถ้าเป็น d alpha คือพวกสกัดจากธรรมชาติ
ส่วน dl เป็นพวกสังเคราะห์ซึ่งราคาถูกกว่า
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า d และ dl ให้ผลการป้องกันโรคเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเลือกให้เหมาะกับเงินในกระเป๋าดีกว่า
หน้าที่ของวิตามินอี
วิตามินอีสามารถทำตัวได้สองหน้าที่
หนึ่ง ทำตัวเป็นสารเคมีที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับขับเคลื่อนปฏิกิริยา เคมีในสิ่งมีชีวิต
สอง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งหน้าที่หลังนี่แหละที่ทำให้มัน กลายเป็นขวัญใจในวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์จนทุกวันนี้ เพราะมี การค้นพบว่า ถ้าคนเรามีสารต้านอนุมูลอิสระในกระแสเลือดมากขึ้น เราก็จะแข็งแรงและตายช้าลง กล่าวง่ายๆ คืออายุยืน สุขภาพแข็งแรงขึ้นนั่นเอง จริงหรือ
วิลเลียม ออร์ และราจินดา โซฮาล แห่งมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น เมโธดิส ในดัสลาส ได้ทดลองตัดต่อสายพันธุกรรมของแมลงวันผลไม้ เพื่อให้ได้แมลงผลไม้สายพันธุ์ใหม่ที่มีซูเปอร์ออกไซด์ ซึ่งเป็นสารต้าน อนุมูลอิสระในร่างกายมากขึ้นอย่างถาวรตลอดชีวิต
ดังนั้นถ้าการมีอนุมูลอิสระในร่างกายทำให้อายุยืนขึ้นจริง แมลงวัน พวกนี้น่าจะอายุยืนและแข็งแรงกว่าปกติเพราะสารต้านอนุมูลอิสระมีมากขึ้น
ทำไมต้องทดลองในแมลง
เพราะการทดลองกับคนเพื่อพิสูจน์ดังว่า คงต้องใช้เวลานานชั่วชีวิต และทำยาก มนุษย์ที่ไหนจะยอมให้เจี๋ยนสายพันธุกรรมเล่น จับพลัดจับผลูกลายเป็นมนุษย์แมลงวันก็ยุ่งแน่
เขาจึงทดลองกับแมลงวันผลไม้ซึ่งอายุสั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย รวดเร็ว เห็นผลในเวลาไม่นานนัก
ผลการทดลองเสร็จสิ้นในปี 1994 หรือ พ.ศ.2537 นี้เอง น่าทึ่งมาก พวกเขาพบว่าแมลงวันที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมาก จะมีอายุยืนยาวขึ้นอีกถึง 33 เปอร์เซ็นต์
ถ้าเป็นคนก็เพิ่มจากร้อยปี เป็นร้อยสามสิบปี!
นอกจากอายุยืนแล้ว พวกเขายังพบว่า แมลงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จะแข็งแรง กระฉับกระเฉงกว่าอีกพวกหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด พวกนี้จะเดิน กระโดด รวดเร็ว แม้แก่แล้วก็ตาม
อนุมูลอิสระคืออะไร?
อนุมูลอิสระ คือ อะตอมใดๆ ที่ล่องลอยในของเหลวในร่างกาย ทั้งในและนอกเซลล์ มีอิเล็กตรอนไม่ครบคู่ ทำให้มันมีสภาพทางไฟฟ้าแบบไม่เสถียร จำต้องหาอะตอมอื่นที่มีอิเล็กตรอนเข้าคู่กับมันได้เพื่อสร้างความเสถียรให้ตัวเอง
สรุปง่ายๆ อย่างนี้ดีกว่าว่า อนุมูลอิสระเป็นสารที่สิ่งมีชีวิตในโลก สร้างขึ้นเมื่อหายใจเอาออกซิเจนเข้าไป มันเป็นส่วนสำคัญในขบวนการสันดาปของร่างกาย ซึ่งส่งผลให้เกิดการนำพลังงานไปใช้ เกิดการสังเคราะห์โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต
ระบบภูมิต้านทานในตัวเราจะทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคไม่ได้ หาก ปราศจากอนุมูลอิสระ
แต่อย่างไรก็ตาม หากมันมีมากเกินไป ไม่เพียงแต่ช่วยทำลายเซลล์ร้าย มันจะพลอยทำลายเซลล์ที่ดีไปด้วย โดยเฉพาะโครงสร้างภายนอกของเซลล์ที่เรียกกันว่าเยื่อหุ้มเซลล์
หรือมันอาจปล่อยประจุเข้าใส่รหัสสายพันธุกรรม ทำให้การสร้าง สายพันธุกรรมคลาดเคลื่อน กลายเป็นเซลล์มะเร็ง
ขอยํ้าว่า การเสื่อมของเซลล์แทบทุกเซลล์ในร่างกาย แม้แต่การเกิดก้อนมะเร็ง ล้วนเป็นผลจากการกระทำของอนุมูลอิสระทั้งสิ้น
เมื่อเซลล์ถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระตลอดทุกเวลานาที เช้าจรดเย็น วันละ 24 ชั่วโมง ร่างกายของคุณก็เหมือนเนื้อที่ถูกนำออกจากตู้เย็น มาทิ้งไว้กลางแดดฝน รอเวลาเน่าเปื่อยผุพัง
ในส่วนของเซลล์ผิวหนัง อนุมูลอิสระทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพ ผิวหนังแห้งเหี่ยว เกิดริ้วรอยตีนกาก่อนวัยอันควร อนุมูลอิสระทำให้ผิวหนังแห้งเหี่ยว เกิดริ้วรอยตีนกาก่อนวัยอันควร
อันนี้ยอมไม่ได้ เป็นตายร้ายดีจะต้องรบกับอนุมูลอิสระให้รู้แพ้ รู้ชนะกันไปข้างหนึ่ง
แล้วจะสู้กับมันได้อย่างไร ก็ต้องใช้สารต้านอนุมูลอิสระ
สารต้านอนุมูลอิสระตัวที่มีฤทธิ์แรง ประสิทธิภาพสูง และราคาไม่
แพง มีในอาหารหลายชนิด คือวิตามินอีนี่เอง มิใช่ใครที่ไหนอื่น
แม้แนวคิดเรื่องอนุมูลอิสระจะได้รับการคิดค้นโดยศาสตราจารย์ ดร.นพ. เดนแฮม ฮาร์แมน แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เนบราสกา ตั้งแต่ปี 1954 แต่ทฤษฎีอนุมูลอิสระก็เหมือนทฤษฎีสำคัญอื่นๆ ที่จะถูกละเลยในตอนแรก จนกระทั่งมีนักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานสำคัญสนับสนุนเรื่อยๆ หลายครั้งหลายหน ทฤษฎีนี้จึงกลับมาสู่ความสนใจอีกครั้งหนึ่ง
ประโยชน์ของวิตามินอี
เอนไซโคลพีเดีย บริแทนนิก้า กล่าวว่า วิตามินอีมีคุณสมบัติที่น่า เชื่อว่าจะช่วยยืดอายุ ชะลอชราได้โดยการยับยั้งการทำลายเซลล์ในร่างกาย
ลองว่าเอ็นไซโคลพีเดีย บริแทนนิก้า ซึ่งเป็นหนังสือที่มีมาตรฐาน ที่สุดของโลก ยอมรับคุณสมบัติข้อนี้ของวิตามินอี คุณคงไม่ปล่อยความรู้ที่สำคัญชิ้นนี้ทิ้งไป จริงไหม
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า วิตามินอีมีสองหน้าที่คือเป็นสารช่วยเสริมการ ทำงานของเอนไซม์ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้น เราจึงพิจารณา ประโยชน์ของวิตามินอีทีละด้านดังนี้
หน้าที่โดยทั่วไป
เมดิคัล ดาต้า เอกช์เซนจ์ ให้คำจำกัดความหน้าที่โดยทั่วไปของ วิตามินอีไว้ง่ายๆ ว่า ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของร่างกาย เสริมสร้าง ภูมิคุ้มกัน ป้องกันการขาดวิตามินอีในเด็กและทารก รักษาอาการผิดปกติในระบบไหลเวียนเลือดของอวัยวะส่วนล่าง รักษาโรคโลหิตจาง ซิคเคิลเซลล์ และฟอกสารพิษในปอด
แต่คุณสมบัติที่น่าสนใจใหม่ๆ เกี่ยวกับวิตามินอีที่มีผู้ทำการวิจัย เพิ่มเติมมีดังนี้
บำรุงเส้นเลือดและกล้ามเนื้อ
วิตามินอี มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยขยายเส้นเลือดฝอย ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น ช่วยในขบวนการลำเลียงไขมันของต่อมพิทูอิทารี ต่อมลูกหมาก ฯลฯ
การขาดวิตามินอีจะไม่ทำให้ปรากฏอาการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เห็น เด่นชัด แต่จากการทดลองในสัตว์ที่ทำให้ขาดวิตามินอี พบว่าหนูที่ขาด วิตามินอีจะเป็นหมัน เกิดการเสื่อมของระบบสืบพันธุ์
ในกระต่ายพบอาการกล้ามเนื้อตาย
ในลูกไก่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเส้นเลือดผิดปกติ
และในลิงพบกล้ามเนื้ออ่อนแรงกับโรคโลหิตจาง
ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน
มนุษย์เราเกิดมาใหม่ๆ เส้นเลือดสะอาดสะอ้าน มองดูข้างในเห็น เป็นสีเหลือบมุก หัวใจจึงสูบฉีดเลือดออกไปได้อย่างสบายๆ ไม่หนักแรง เพราะไม่มีสิ่งใดขวางกั้น
แต่ครั้นโตขึ้น เจ้าของร่างเริ่มแสวงหาอาหารหลากชนิด สวาปามกันโดยไม่บันยะบันยัง สูบบุหรี่ปุ๋ยๆ ท่อเริ่มสกปรก มีการเกาะของตะกรัน ซึ่งก็คือคอเลสเตอรอล ทำให้ท่อแคบลงและขาดความยืดหยุ่น หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น จนบางครั้งทำงานไม่ทัน ต้องมีการเต้นเบิ้ลสองเบิ้ลสาม หรือทำงานหนักจนกล้ามเนื้อหัวใจโต เลือดนำอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายยากขึ้น ถ้าอุดตันมากๆ จนเลือดผ่านไม่ได้ เนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็ตายไปในที่สุด
ที่ร้ายแรงมาก คือ เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจเกิดอุดตันขึ้นมากะทันหัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจน หัวใจหยุดเต้น คุณตายชัวร์
คอเลสเตอรอลที่ไปอุดตันเส้นเลือด เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายเราได้รับจากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ปีก และอาจสังเคราะห์ได้โดยร่างกายของเราเอง
คอเลสเตอรอลเมื่อเจอกับอนุมูลอิสระ จะเปลี่ยนคุณสมบัติเป็นก้อนโคลนเหนียวหนืดจับติดผนังเส้นเลือดฝอยได้ทุกเวลา โดยเฉพาะเมื่อคุณแก่ตัวลง ขาดการออกกำลังกาย และขาดวิตามินอี
เนื่องจากวิตามินอีสามารถต้านอนุมูลอิสระ มันจึงมีคุณสมบัติเหนือสารอื่นใดในการยับยั้งมิให้คอเลสเตอรอลจับตัวแข็งเป็นก้อนในกระแสเลือด
การวิจัยของศูนย์การแพทย์ที่เมืองดาลลัส มหาวิทยาลัยเท็กซัส พบว่า การรับประทานวิตามินอีขนาด 800 หน่วยสากล/วัน เป็นเวลา 3 เดือน ช่วยป้องกันการจับตัวเป็นก้อนของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และขนาดเพียง 400 หน่วยสากลก็เห็นผลได้
ป้องกันมะเร็ง
ขณะนี้กำลังศึกษากันมากเรื่องวิตามินอีกับการป้องกันมะเร็ง การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ในไอโอวา พบว่าหญิงวัยตํ่ากว่า 65 ปีที่รับประทานวิตามินอีชนิดแคปซูลเป็นประจำ จะลดความเสี่ยงจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 68 เปอร์เซ็นต์
ผลการศึกษาของสถาบันมะเร็งแห่งชาติอเมริกาพบว่า การ รับประทานวิตามินอีติดต่อกันหกเดือนช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งในช่องปากและคอลงได้ครึ่งหนึ่ง
ลดอาการปวดข้อ
โรคปวดข้อเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับความชราอีกประการหนึ่ง มีการ ศึกษาบางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าวิตามินอีขนาด 1,200 หน่วยสากลช่วยลด อาการปวดข้ออาการบวม ข้อเท้าติดกันยามเช้า
วิตามินอีกับโรคหัวใจ
คุณทราบไหมว่า โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของ
คนไทย หรือพูดง่ายๆ ว่า คนไทยตายด้วยโรคหัวใจมากที่สุด เช่นเดียวกับอเมริกา และประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย โรคหัวใจเป็นโรคกลางเก่ากลางใหม่ มีคนเป็นมากเมื่อประมาณ 100 ปีมานี้เอง (สมัยรัชกาลที่ 5)
โรคหัวใจในที่นี้หมายถึง โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตาย (Ischemic Heart Disease) อันเป็นผลมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดตีบตัน เพราะมีคอเรสเตอรอลไปเกาะอยู่ตามผนังเส้นเลือดจนเกิดตีบตัน
ถ้าการตีบแคบไม่เกินร้อยละ 80 ร่างกายยังพอรับได้ เพราะมีระบบที่เรียกว่า Compensatory Vasodilation แต่หากตีบกว่านั้น จะทำให้เกิดอุดตันในเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ หรือเกิดการปริแยกได้ อาจส่งผลให้ผู้ป่วยถึงแก่กรรมทันที อาการเริ่มต้นที่พบได้ คือ อาการ แน่น อึดอัด หรือเจ็บปวดใกล้ลิ้นปี่ อาการปวดร้าวไปทั้งสองแขน
สาเหตุของโรคหัวใจอาจเกิดได้จากอายุมาก กินอาหารที่มีไขมันสูง เพศชายเป็นมากกว่าเพศหญิง สูบบุหรี่เกินสิบมวนต่อวัน นํ้าหนักเกิน มาตรฐาน
สถาบันวิจัยทางการแพทย์ มูลนิธิซุท แคนาดาได้ให้เหตุผลการเกิดโรคหัวใจใน 100 ปีที่ผ่านมาว่า เป็นเพราะคนหันมาบริโภคข้าวขัดขาวมากขึ้นนั่นเอง ยิ่งนานวันข้าวยิ่งถูกสีให้ขาวสะอาดจนส่วนที่เป็นจมูกข้าวซึ่งอุดมด้วยวิตามินบีและอีหลุดหายไปในขบวนการผลิต ทั้งนี้เนื่องจากกลไกการค้าที่ผู้บริโภคเป็นใหญ่ ผู้บริโภคชอบข้าวขัดขาว ผู้ผลิตก็สนองตอบ ยิ่งขาวยิ่งดี และที่สำคัญในจมูกข้าวมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำมันมาก ถ้าทิ้งไว้นานๆ ข้าวจะมีกลิ่นเหม็นหืน การส่งออกไปขายในตลาดโลกทำได้ยาก เว้นจะขัดให้ขาว ซึ่งจะได้เมล็ดข้าวขาวสะอาด ตามความต้องการของผู้บริโภค ข้าวเก็บได้นานโดยไม่มีกลิ่น ลดค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา
สิ่งที่สูญเสียไปคงจะมีเพียงประการเดียว คือ วิตามินในเมล็ดข้าว
ดังนั้นคนในโลกยุคใหม่จึงเผชิญปัญหาการขาดวิตามินบีและอีเพิ่มมากขึ้น และเสียชีวิตจากโรคหัวใจมากขึ้น
มูลนิธิซุทได้ค้นพบข้อเท็จจริงสองประการ คือ
-หนึ่งวิตามินอีในอาหารประจำวันมนุษย์มีมากในจมูกข้าวและถูกขัดทิ้งไป
-สองวิตามินบีคอมเพล็กซ์ในเปลือกนอกของเมล็ดข้าวก็สูญหายไปในกรรมวิธีผลิตข้าวแบบใหม่เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ประชากรในโลกระยะร้อยปีที่ผ่านมา จึงค่อยๆ สูญเสีย แหล่งกักตุนวิตามินบีและอีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ส่งผลให้ประชากรมีปัญหา สุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่เห็นได้ชัด คือ
1. โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม และโรคหัวใจอื่นๆ อันเนื่องจากการขาดวิตามินอี ซึ่งก็เป็นจริงแล้วในปัจจุบัน
2. โรคประสาท อันเป็นผลจากการขาดวิตามินบี ซึ่งก็เป็นจริงอีก เช่นกัน ท่านคงได้อ่านข่าวทางหนังสือพิมพ์บ่อยๆ กระทรวงสาธารณสุข แถลงเรื่องอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยจิตประสาทที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
ซึ่งจะเห็นได้ว่าการขาดวิตามินอีและบีกำลังกลายเป็นมหันตภัยสำหรับโลก มนุษย์ตายด้วยโรคหัวใจอันดับหนึ่ง ที่เหลือรอดอีกครึ่งกำลังป่วยเป็นโรคประสาท
เราต้องช่วยกันปกป้องตนเองและคนในครอบครัวจากภัยร้าย รับประทานข้าวซ้อมมือหรืออาหารที่อุดมด้วยวิตามินให้มากกว่าที่เป็นอยู่
ในปัจจุบันแพทย์จำนวนมากได้สั่งจ่ายวิตามินอีแคปซูลสำหรับ ป้องกันและบรรเทาโรคหัวใจ โดยมีแนวคิดสำคัญว่า วิตามินอีสามารถ ป้องกันการเกาะติดของคอเลสเตอรอลที่ผนังเส้นเลือดแดง ทำให้เส้นเลือดสะอาด เลือดไปเลี้ยงอวัยวะทุกส่วนได้โดยไม่ติดขัด ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงสุขภาพยืนยาว หรือกล่าวว่าเป็น “ยาอายุวัฒนะ” ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งนั่นเอง
รู้อย่างไรว่าโรคหัวใจถามหา
EHAC – Early Heart Attack Care หรือ การดูแลแต่เนิ่นๆ เพื่อค้นหาอาการกำเริบของโรคหัวใจ เป็นเทคนิคที่คิดค้นโดยนายแพทย์เรย์มอนด์ บาห์ มีคำแนะนำสัญญาณเตือนโรคหัวใจที่เป็นที่รับรองแล้วดังนี้
1. แน่นหน้าอก เสียด หรือร้อนวูบวาบในทรวงอก อาจเพียงเล็กน้อย แต่มักเกิดตอนใช้แรง และทุเลาลงเมื่อหยุดพัก
2. แน่น จุกเสียดในอก หายใจไม่ได้เป็นนานเกินสองนาที ระยะแรกอาจเจ็บไม่มากนัก เป็นแล้วหายไป แต่ครั้งต่อมาจะรุนแรงขึ้น
3. เจ็บที่ฟัน (แต่มิใช่ปวดฟัน) ร้าวไปตามขากรรไกร แขนท่อนบนด้านใน โดยเฉพาะแขนซ้าย ปวดร้าวไปด้านหลัง
4. ตาลาย เวียนศีรษะ มึนงง หน้ามืด เป็นลม พร้อมมีอาการ
คลื่นไส้ หงื่อแตก หายใจไม่ทัน เพลีย
นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่ควรระวัง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย แม้อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคธรรมดา เช่น ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย แต่ไม่ควรประมาท
จากสถิติ พบว่า หากคนไข้ที่มีอาการข้างต้น มาพบแพทย์ในชั่วโมง โอกาสรอดสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หากปล่อยนานเกิน 3 ชั่วโมง โอกาสรอดเหลือเพียง 15 เปอร์เซ็นต์
วิตามินอีช่วยบำรุงหัวใจได้อย่างไร?
ตามแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน สรุปได้ว่า
1. วิตามินอีมีคุณสมบัติบำรุงกล้ามเนื้อ เนื่องจากมันช่วยให้หลอดเลือดสะอาด กล้ามเนื้อจึงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และหัวใจก็เป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง
2. สารอัลฟาโทโคฟีรอลในวิตามินอีช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อหัวใจ ที่เสื่อมโทรมให้กลับใหม่ขึ้น นี่เป็นการค้นพบของนักวิจัยแคนาดา
3. วิตามินอี ช่วยลดปริมาณออกซิเจนที่เนื้อเยื่อต้องการลงได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ทำให้คนเป็นโรคหัวใจไม่เหนื่อยหอบหรือมีอาการเจ็บหน้าอก
4. วิตามินอีลดการเกิดลิ่มเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือดหัวใจ
ขนาดวิตามินอีที่ใช้ร่วมกับโรคหัวใจที่สถาบันซุทแนะนำคือ 300-500
กรัมต่อวัน (ในท้องตลาดมีวิตมินอีขนาด 200-400 มิลลิกรัม เป็นแคปซูลใส คล้ายนํ้ามันตับปลา) โดยรับประทานพร้อมวิตามินบีคอมเพล็กช์ 1 เม็ด
หากแพทย์ใช้วิตามินอีเพื่อบรรเทาโรคหัวใจ โอกาสที่หัวใจจะกลับคืนเป็นปกติมีสูงมาก
การทดลองของห้องวิจัยเพื่อค้นคว้าการแข็งตัวของเส้นเลือด มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี ได้ให้ลิงกินวิตามินอี 108 หน่วยสากลทุกวัน ติดต่อกัน 3 ปี พบว่าสามารถยับยั้งการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดอัน เนื่องจากอาหารไขมันสูง และสามารถดึงคอเลสเตอรอลออกจากเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดสะอาดขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และท่อทางเดินเลือดภายในกว้างขึ้น จากเดิมที่อุดตัน 35 เปอร์เซ็นต์ ลดเหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ ใน 2 ปี
ได้มีการทดลองในมนุษย์โดยโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนียใต้ พบปรากฏการณ์คล้ายคลึงกันในชายวัยกลางคน ที่ทำการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ และได้รับวิตามินอีในขนาด 100 หน่วยสากล
การวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทำในประชากรขนาดใหญ่ ครั้งแรกทำให้หญิงแปดหมื่นเจ็ดพันคน ซึ่งมีอาชีพพยาบาล พบว่าคนที่กินวิตามินอีขนาด 100-250 หน่วยสากลจะมีอุบัติการโรคหัวใจลดลง 41 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้กินในเวลา 2 ปี และอุบัติการเส้นเลือดแตกในสมองลดลง 29 เปอร์เซ็นต์ อัตราตายโดยรวมลดลง 13 เปอร์เซ็นต์
สำหรับผู้ชาย การศึกษาในชายกลางคนประมาณสี่หมื่นคนพบว่า คนที่รับประทานวิตามินอีในขนาด 100 หน่วยสากลติดต่อกันกว่า 2 ปี
จะมีอัตราเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจลดลง 37 เปอร์เซ็นต์
คุณคงเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า วิตามินอีมิใช่ยาวิเศษ มันใช้เวลา กว่า 2 ปีกว่าจะแสดงคุณประโยชน์ให้ประจักษ์
นอกจากนี้ ดร.สแตมเฟอร์ และดร.ริมม์ ผู้วิจัยของมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ดยังเน้นว่า คุณไม่มีทางได้วิตามินอีเพียงพอจากอาหารเพื่อผล ป้องกันและบรรเทาโรคหัวใจ คุณจำต้องรับประทานวิตามินเสริม
ดร.ริมม์ได้เปรียบเทียบไว้น่ากลัวว่า
“The risk for not taking Vitamin E is equivalent to the risk of smoking”
หรือ “การไม่ยอมรับประทานวิตามินอีจะเทียบความเสี่ยง (ต่อการ เกิดโรค) ได้เท่ากับการสูบบุหรี่”
นี่แหละ ผลการศึกษาค้นคว้ามาให้คุณได้รับรู้
ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
ดร.ไซมิน เมดานี ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันกับโภชนาการ มหาวิทยาลัยทัฟท์ ได้ทดลองใช้วิตามินอีขนาด 400 และ 800 หน่วย สากลกับหญิงชายอายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมถอยตาม วัย ผลการทดลองพบว่าภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุหลายคนกลับเพิ่มเกือบเท่าคนหนุ่มสาว เช่น เม็ดเลือดขาวซึ่งช่วยทำลายเชื้อโรค ได้เพิ่มปริมาณขึ้น 10-50 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 30 วันและระบบภูมิคุ้มกันบางประเภทเพิ่มถึง 80 เปอร์เซ็นต์
บทความทางการแพทย์บางชิ้นกล่าวว่า คุณประโยชน์สำคัญของ
วิตามินอีคือ การเพิ่มภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ผู้บริโภควิตามินอีทุกวัน มีอายุยืนยาวขึ้น และไม่เจ็บป่วยด้วยโรคชราอย่างคนทั่วไป
นี่เองที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนขนานนามวิตามินอีว่าเป็น “ยาอายุวัฒนะ”
ป้องกันต้อกระจก
“คนแก่ตาฝ้าฟาง’’ เราอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่แท้ที่จริง การ เสื่อมของสายตาสามารถป้องกันได้ด้วยวิตามินอีเช่นกัน แม้วิตามินอีจะ เป็นรองวิตามินซี
Jacques และ Taylor ได้เขียนบทความการค้นพบฤทธิ์ของวิตามินอีในวารสาร American Journal Clinical Nutrition เดือนธันวาคม 1995 กล่าวไว้ว่า แสงในบางสภาวะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดต้อกระจก ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยวิตามินอี
มีการศึกษาในห้องทดลองพบว่า วิตามินอีสามารถยับยั้งการเจริญ ของต้อกระจกได้ และการศึกษาต่อมาในคนพบว่า ต้อกระจกถูกยับยั้งได้ถึง 56 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการรับประทานวิตามินอี
วิตามินอีในเครื่องสำอาง
หัวข้อสำคัญที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันจนทุกวันนี้คือคุณประโยชน์ ของวิตามินอีในเครื่องสำอาง
เชื่อว่าคุณผู้หญิงรู้จักเครื่องสำอางผสมวิตามินอีกันเป็นอย่างดี มีขายเกลื่อนตลาด หลายๆ ท่านเคยทดลองใช้แล้ว หรือกำลังใช้อยู่
ท่านเคยสงสัยไหมครับว่า การใส่วิตามินอี นํ้าแร่ ว่านหางจระเข้ ฯลฯ ให้ประโยชน์คุ้มเงินที่เสียไปจริง หรือกำลังถูกหลอก และดูราวกับว่าไม่มีใครอยากตอบคำถามเหล่านี้เอาเสียเลย
ผู้บริโภคได้ข้อมูลจากผู้ขายตรงเสียเป็นส่วนใหญ่ ผู้ขายตรงในที่นี้ หมายถึงคนที่ยืนเชียร์สินค้าของตนหน้าเคาน์เตอร์หรือเดินเคาะตามบ้าน
วารสารวิจัยผู้บริโภคของอเมริกา เคยทำการศึกษาพบว่า เครื่อง สำอางในอดีตไม่นิยมบอกส่วนประกอบทางเคมีด้วยชื่อธรรมดา แต่จะใช้ชื่อเฉพาะที่บริษัทตั้งเองให้ฟังดูน่าเชื่อถือ เช่น ผสมการ์ดอน แทนที่จะบอกว่าผสมฟลูออไรด์
ครั้นถึงยุคปัจจุบัน ผู้ผลิตเครื่องสำอางได้พยายามสร้างภาพลักษณ์ของตนเป็นสถาบัน และขายภาพลักษณ์ควบไปกับสินค้า ดังนั้นการอ้างการค้นพบ ค้นคว้า หาสารเคมีที่ทันสมัย และคุณประโยชน์เกินเลยความจริงจึงมักหลุดออกมาจากโรงงานผลิตมากกว่าสถาบันวิชาการ
ผู้บริโภคสมัยใหม่จึงต้องหูตากว้างไกล นักวิชาการอิสระและ หน่วยงานของรัฐเองก็ต้องเร่งรณรงค์ให้ความรู้กับประชาซนให้มาก นี่คือ กลยุทธ์ติดอาวุธทางปัญญาให้กับผู้บริโภค อย่าปล่อยให้คนหาเช้ากินคํ่า ต้องเสียรายได้ที่ได้มาอย่างลำบากยากเข็ญให้แก่ผู้ผลิตบางรายที่ฉ้อฉล
ขอยกตัวอย่างการใช้ความไม่รู้ของผู้บริโภคเพื่อประโยชน์ทางการค้า เช่น ฮือฮาเรื่องวิตามินอี ก็มีผู้ผลิตมากหน้าหลายตาหยดวิตามินอีลงไปในผลิตภัณฑ์ของตนมากบ้างน้อยบ้าง สิ่งที่น่าคิดคือความจริงที่ว่า ผู้ ผลิตเครื่องสำอางผสมวิตามินอีลงไปในเครื่องสำอางในขนาดเจือจาง แตกต่างกัน ซึ่งจากการเก็บตัวอย่างวิเคราะห์ พบว่าส่วนใหญ่ใส่เป็นพิธี น้อยกว่าที่ใช้ในการทดลองถึง 20 เท่า และยังไม่มีการพิสูจน์ว่าปริมาณ เจือจางแค่นั้นเพียงพอที่จะออกฤทธิ์หรือไม่ และฤทธิ์ยังคงอยู่หรือไม่ เมื่อปนอยู่กับสารเคมีและนํ้ามันหอมระเหยหลายชนิดในส่วนผสม
บางคนจึงนิยมใช้วิตามินอีเข้มข้นทาผิวหนังแทนการใช้เครื่อง สำอางผสมวิตามิน เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับวิตามินเพียงพอในขนาดที่ ต้องการ
วิตามินอีในเครื่องสำอางอาจก่อมะเร็งได้
หลายท่านอาจร้อง ไม่จริ๊ง…ไม่จริง…โกหกพกลม ข่าวโคมลอย รายงานผลการวิจัยเมื่อปีที่ผ่านมา ทำโดยโครงการป้องกันและควบคุมมะเร็ง ศูนย์มะเร็งอริโซน่า ตีพิมพ์ใน Nutr Cancer, 1996, 26 : 2 การทดลองทำขึ้นเพื่อทดสอบความสามารถของการป้องกันมะเร็งผิวหนังของวิตามินอีชนิดครีมสองรูปแบบ วิธีการก็คือ จับหนูมาถากขน ปล่อยรังสียูวีเข้าไปนานๆ กลุ่มหนึ่งไม่ทาอะไรป้องกันทั้งสิ้น กลุ่มที่สอง ทาวิตามินอีอาซิเตต และกลุ่มที่สามทาวิตามินอีซัคซิเนต
พบว่ากลุ่มที่ไม่ป้องกันเลย เป็นมะเร็งผิวหนัง 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มที่ทาวิตามินอี เป็นมะเร็ง 90 เปอร์เซ็นต์ และ 82 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
แสดงว่า ยิ่งทายิ่งเป็นมะเร็ง
นักวิจัยก็ไม่ถึงกับสรุปเช่นนั้นหรอก เพียงให้ข้อสังเกตเพื่อกระตุ้นนักวิจัยอื่นๆ มาช่วยค้นคว้าต่อไป
ฟังแล้วสยองไหม?
ขณะเดียวกัน เอกสารหลายชิ้นยังคงยืนยันว่า วิตามินอีซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จะสามารถแสดงประสิทธิภาพได้ เมื่อใช้ทาผิวหนังใน ขนาดที่เหมาะสม มันจะช่วยป้องกันมิให้เซลล์เสื่อมสภาพจากผลของแสงอัลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า อีกทั้งยังช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระที่เกิดจากมลภาวะในอากาศไม่ให้ทำลายผิวหนังของคุณ วารสารสุขภาพ (Health, May 1995) ยืนยันว่า วิตามินอีช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจนที่ผิวหน้า อันเป็นการช่วยปกป้องรอยเหี่ยวย่นบนผิวหน้าก่อนวัยอันควร ขณะที่งานบางชิ้น ยังตั้งข้อสงสัยว่าจริงหรือ
เมื่อได้ข้อมูลหลายๆ ด้านเช่นนี้ ถ้าเป็นตัวเองจะทำอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์ที่สุด
ทางออกสำหรับท่านที่ยังรักการใช้วิตามินอีทาหน้า น่าจะเป็นใช้ วิตามินอีแท้ๆ ทาหน้าตอนกลางคืนก่อนนอนจะได้ไม่ต้องพะวงเรื่องแสงยูวีกับมะเร็ง และเวลาซื้อเครื่องสำอาง ควรอ่านฉลากดูว่าใส่วิตามินอีปริมาณเท่าไร ถ้าน้อยกว่า 12.5 มิลลิกรัม ก็อย่าไปใช้เลย ไม่เกิด ประโยชน์อะไรหรอก
วิตามินอีมีเพียงพอหรือไม่ในอาหาร?
เพราะวิตามินอีละลายได้ดีในนํ้ามัน เราจึงพบวิตามินอีในอาหารที่ มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบ เช่น นํ้ามันพืช (ส่วนใหญ่พบในนํ้ามันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และนํ้ามันข้าวโพด) นอกจากนี้ยังมีมากในถั่วและ เมล็ดพืช ธัญพืชที่ไม่ขัดขาว รำข้าว จมูกข้าว และในผักบางชนิด
บอกก่อนนะว่า ทั้งหมดที่กล่าวนี้มีเพียงพอสำหรับความต้องการไม่เกิน 30 หน่วยสากล/วัน
แต่ถ้าจะให้ได้ขนาด 400 หน่วยสากลเพื่อหวังผลป้องกันโรคหัวใจ หรือกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อาหาร 5 หมู่ยังไม่เพียงพอแน่นอน เพราะการที่จะให้ได้วิตามินอีในขนาด 400 หน่วยสากล/วันนั้น ดร.อลัน เชท แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน คำนวณว่า คุณต้องดื่มนํ้ามันข้าวโพดวันละ 2 ขวดใหญ่ หรือรับประทานถั่วลิสงวันละ 28 ถ้วย หรือรำวันละ 2 กิโลกรัม ซึ่งคุณก็จะกลายเป็นหมูอ้วนมันจุกอกตายไปเสียก่อน
อย่าลำบากลำบนนักเลย ซื้อวิตามินอีตามร้านขายยาทั่วไป รับประทานง่ายกว่าเยอะ
ตานี้ถ้าไปซื้อวิตามินอีตามร้าน ก็จะมีหลายชนิดหลายขนาดให้คุณ เลือกอีก คุณจะเลือกอย่างไร เอาแบบสกัดจากธรรมชาติ หรือสังเคราะห์เอาแบบเป็นผงแห้งหรือเป็นน้ำมันใส
ปรึกษาเภสัชกร เขาจะแนะนำคุณได้
จากการเก็บตัวอย่างวิตามินอีในท้องตลาดตรวจวิเคราะห์พบว่า ไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากนัก สารสำคัญที่ออกฤทธ์ชื่อว่า อัลฟา
โทโคฟีรอล (Alpha-Tocopherol) ในท้องตลาดถ้าคุณอ่านฉลากจะมี 2 แบบคือ d-alpha กับ dl-alpha
ถ้าเป็น d-aipha คือพวกสกัดจากธรรมชาติ
ส่วน dl-alpha เป็นพวกสังเคราะห์ซึ่งราคาถูกกว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า d และ dl ให้ผลการป้องกันโรคเหมือนกัน มีส่วนน้อยที่แนะนำให้ใช้แบบสกัดจากธรรมชาติ ควรเลือกซื้อแบบที่ไม่แพงนักเอาที่เหมาะกับกระเป๋าเรา และมีทะเบียนอย.รับรองเรียบร้อย
ช่วงเวลาที่รับประทานวิตามินอีดีที่สุด คือ รับประทานพร้อมอาหาร โดยเฉพาะอาหารมีมันจะช่วยในการดูดซึมวิตามินได้ดี
คุณจำเป็นต้องรับประทานวิตามินอีเสริมในชีวิตประจำวันหรือไม่?
คำถามนี้ยังเป็นที่โต้แย้งกันในวงการแพทย์ สำหรับคนที่หวังผลให้วิตามินอีเป็นวิตามินธรรมดา ก็จะยืนยันความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์คือไม่เกิน 15-30 หน่วยสากล ซึ่งมีเพียงพอในอาหาร 5 หมู่
แต่ใครที่หวังผลพิเศษเพื่อชะลอความแก่ ป้องกันและบรรเทาโรคหัวใจ หรือเพื่มภูมิคุ้มกันโรคในขนาด 400 หน่วยสากล/วัน คุณจำเป็นต้องซื้อวิตามินอีแคปซูลมารับประทานเพิ่มเติมแน่นอน และ
ต้องรับประทานไปเรื่อยๆ อย่างน้อยสองปี
พิษของวิตามินอี
จนทุกวันนี้ ยังไม่มีรายงานอันตรายจากการใช้วิตามินอีในขนาด 800 หน่วยสากล/วัน และตามความจริงเคยมีการทดลองใช้วิตามินอีในขนาดสูง 2,000 หน่วยสากลในคนไข้ 800 คน ติดต่อกันนาน 1 ปี ก็ไม่พบ อันตราย
แต่อย่างไรก็ตาม วิตามินอีละลายในไขมันจึงสามารถสะสมได้ใน เนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย ในทางทฤษฎี ขนาดสูงกว่า 400 หน่วยสากล อาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง จึงควรงดในช่วงผ่าตัด
และในขนาดสูงกว่า 3,200 หน่วยสากล อาจเกิดพิษทำให้ปวดศีรษะ ท้องเสีย และความดันสูง ทุกสิ่งมีสองด้านเสมอ
ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์

แบบผมสวยอื่น ๆ: