วิตามินเอ บำรุงสายตา ทานอย่างไรให้ได้ประโยชน์

ในปัจจุบันนี้ เราต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ ทำให้ต้องใช้สายตามากกว่าปกติ การหาวิตามินมาบำรุงสายตาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง วันนี้เรามาเรียนรู้วิตามินที่ช่วยบำรุงสายตา และการรับประทานอย่างถูกวิธี รวมไปจนถึงเรียนรู้ถึงที่มาของวิตามินอีกด้วย

ตาหวานกับวิตามินเอ

แหล่งวิตามินเอ

วิตามินเอ
‘‘มีคนแนะนำให้ฉันซื้อวิตามินเอที่ทำเป็นช็อกโกแลตให้ลูกสาว ไว้รับประทานเล่น เขาว่ารับประทานบ่อยๆ บำรุงสายตา ทำให้ตาสวย จริงไหมคะ?”
“ผมรับประทานวิตามินเอทุกวันเลย มันช่วยแก้สิวจริงไหมครับ?”
คนส่วนใหญ่รู้จักวิตามินเอเป็นอย่างดี บางคนรู้ถูกต้อง บางคนรู้ผิดๆ ทำให้รับประทานวิตามินเอเกินขนาดจนเกิดพิษ
คุณล่ะ รู้จักวิตามินเอแค่ไหน
ความเป็นมา
วิตามินเอ หรืออีกชื่อที่นิยมเรียกกัน คือ เรตินอล มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจไม่น้อย กล่าวคือ ในระหว่างปี ค.ศ. 1906-1912 นักเคมีชาวอังกฤษนาม กาแลนด์ ฮอปกินส์ ทดลองเลี้ยงหนู ด้วยโปรตีนจากนมที่ถูกทำให้บริสุทธ ชื่อเคซีน โดยคิดว่าถ้าสัตว์ทดลองได้แต่อาหารที่บริสุทธิ์ สะอาด ก็จะไม่ป่วยไข้
แต่แล้วเขากลับพบว่า หนูทุกตัวแคระแกร็น และถึงแก่ความตายในที่สุด ตรงข้ามกับหนูที่เลี้ยงด้วยนมธรรมดา กลับสามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ
กาแลนด์จึงสรุปว่า สิ่งมีชีวิตต้องการอะไรมากไปกว่าโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน
ในปี ค.ศ. 1913 นักวิจัยชาวอเมริกันสองกลุ่มสามารถสกัด “สารสำคัญต่อชีวิต” จากเนย ไข่แดง และนํ้ามันตับปลา
สองปีต่อมา แมคคัลลัมและเดวิส แยก “สารละลายไขมันเอ” ออกจาก “สารละลายนํ้าบี” ซึ่งพบในหางนม ยีสต์ และข้าวขัดขาว
สังเกตว่า พวกเอละลายอยู่ในนํ้ามัน กับพวกบีละลายในนํ้า
ในที่สุดชื่อก็ถูกตัดทอนลงจนกลายมาเป็น วิตามินเอ
ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เคยรู้มาแล้วว่า สารชนิดนี้มีอยู่ในตับ สามารถนำมาใช้รักษาโรคตาได้ เช่น ปี ค.ศ. 1904 มีการรักษาโรคตาแดง ในญี่ปุ่นโด ยใช้น้ำมันตับปลา
ผลของการขาดวิตามินเอ
เมื่อคุณรับประทานวิตามินเอเข้าไป มันจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จากทางเดินอาหารโดยอาศัยเกลือของนํ้าดี นํ้าย่อยจากตับอ่อน โปรตีน และอาหารไขมันเพราะมันละลายได้ดีในไขมัน
ร่างกายมักเก็บสำรองวิตามินเอไว้ในตับเป็นส่วนใหญ่ และอีกเล็กน้อยในไต ปอด และชั้นไขมันใต้ผิวหนังทั่วร่างกาย
เด็กทารกจะเก็บกักวิตามินไว้ได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ นี่คือสาเหตุที่พวก เด็กๆ มักเกิดผื่นคันแดงหรืออักเสบได้ง่าย ดร.โวลบาช จากภาคอายุรศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้คำอธิบาย
วิตามินเอถูกขับถ่ายทางปัสสาวะและอุจจาระ
ผลต่อผิวหนัง
“ผมรับประทานทานวิตามินเอทุกวันเลย มันช่วยแก้สิวจริงไหมครับ?”
วิตามินเอมีความสำคัญต่อผิวหนังและเยื่อปกคลุมอวัยวะภายใน (ภาษาการแพทย์เรียกว่าอิพิธีเลียม) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยื่ออ่อนด้านในของปาก กระพุ้งแก้ม โพรงจมูก คอ หลอดลม ทางเดินหายใจ กระเพาะอาหาร ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ถุงนํ้าดี กรวยไต หูชั้นในและบริเวณเปลือกตาและเยื่อบุตา
นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองกับสัตว์ แสดงให้เห็นว่า เมื่อให้สัตว์ทดลองกินอาหารที่ขาด“ วิมินเอ โรคบางอย่างหรือหลายอย่างจะเกิดขึ้นในร่างกาย
เป็นการทำบาปต่อสัตว์ เพื่อความสุขของมนุษย์
ภาคอายุรศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า เมื่อใดร่างกายขาดแคลนวิตามินเอ การสร้างเซลล์ผิวหนังในชั้นอิพิธีเลียมจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ
เมื่อเซลล์เหล่านั้นตาย จะแข็งและแห้ง ขณะที่เซลล์อื่นๆ ที่อยู่ข้างใต้จะเจริญขึ้นมาแทนที่ ผลักเซลล์ที่ตายแล้วขึ้นสู่ด้านบนแล้วเซลล์ใหม่ก็จะตายอีก
กลไกเช่นนี้เกิดเรื่อยๆ ไป จนพอกหนาจนกลายเป็นชั้นคล้ายการเกิดรังแค
ผลต่อภูมิคุ้มกัน
ในช่วงแรกๆ ของการค้นพบวิตามินเอ มันมีอีกชื่อว่า “วิตามินฆ่าเชื้อโรค’’ เพราะว่าถ้าคนเราขาดวิตามินเอ ระดับภูมิต้านทานโรคในตัวจะลดตาม
ในปัจจุบัน พบว่าวิตามินเอมีส่วนเสริมในการป้องกันและขจัดเชื้อโรค โดยการบำรุงเลี้ยงผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ เพื่อให้เกิดความแข็งแรง ร่างกายจึงสามารถป้องกันการโจมตีของแบคทีเรียและไวรัสชั้นพื้นฐานได้
โรคที่เกิดขึ้นทั่วๆ ไปเป็นที่รู้จักกันดี อาทิเช่น ปอดบวม หลอดลม อักเสบ และอาการติดเชื้ออื่นๆ ของระบบทางเดินหายใจ
ถ้าเกิดการสูญเสียวิตามินเอ แล้วเราไม่บริโภคเข้าไปทดแทนในปริมาณที่เหมาะสม จะมีผลให้ภูมิต้านทานโรคในร่างกายลดตํ่า โรคร้ายกลับกำเริบ
ยังดีที่ตับเป็นแหล่งสะสมวิตามินเอขนาดใหญ่ ร่างกายจึงสามารถดึงมาใช้ยามฉุกเฉินหรือขาดแคลนได้
สายตา
“รับประทานวิตามินเอแล้วตาสวยถูกต้องไหมคะ?”
“เค้าว่าวิตามินเอในนํ้ามันตับปลาแก้สายตาสั้น?”
ในแง่ที่เกี่ยวกับสายตา คนปกติเมื่อผละจากแสงสว่างเข้าสู่ที่มืด อย่างกะทันหัน จะเกิดอาการตามืดมัวไปช่วงหนึ่งสั้นๆ แล้วอีกไม่กี่วินาทีต่อมาสายตาจะค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับความมืด คนธรรมดาสามารถมองเห็นภาพต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
แต่คนที่ขาดวิตามินเอจะมองไม่เห็นในที่มืด เรียกอาการอย่างนี้ว่า “อาการตาบอดในที่มืด”
เวลาแห่งการปรับตัวเข้ากับความมืดนี้ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปริมาณวิตามินเอ
เหตุที่เป็นดังนี้เพราะวิตามินเอจะจับกับสารชนิดหนึ่งในร่างกาย ได้สาร Rhodopsin ซึ่งจำเป็นสำหรับการปรับสายตาในเวลากลางคืน โรดอปซินจะถูกใช้ในการนำภาพจากจอตาส่งไปตามเส้นประสาทสู่สมอง เพื่อแปรออกมาเป็นภาพที่ดวงตาเห็นอีกที
ส่วนประกอบของโรดอปซินก็คือวิตามินเอและโปรตีนออปซิน ถ้าเมื่อใดร่างกายขาดวิตามินเอก็จะทำให้โรดอปซินขาดองค์ประกอบสำคัญไป มีผลให้ตามืดมัวในที่มืด ตั้งแต่ระดับน้อยๆ จนถึงบอดสนิทในที่มืด
นอกจากนี้ หากขาดวิตามินเอรุนแรงจะเกิดอาการ “ลูกตาแห้ง’’ ที่ บริเวณเยื่อเมือกที่คลุมรอบลูกตา เช่นเดียวกับอิพิธีเลียมและเนื้อเยื่อเซลล์ส่วนอื่นๆ ในร่างกาย หมายความถึงแห้งตามชื่อเรียกจริงๆ
ภาวะนี้ไม่มีผลต่อสายตา แต่ลูกตาจะยื่นถลนออกมาอย่างน่าเกลียด ถ้าภาวะขาดแคลนยังคงเลวร้ายต่อไปอีก อาการของโรคจะครอบคลุมทั่วลูกตา นัยน์ตาดำ และกลายเป็นตาบอดในที่สุด
เด็กเล็กอายุระหว่าง 3-4 ปี มักมีปฏิกิริยาไวต่อการขาดวิตามิน จึงควรดูแลให้ได้รับอาหารเสริมเพียงพอ
อาการตาบอดจากการขาดวิตามินเอ เป็นเพียงสาเหตุเดียวที่ยังรักษาไม่ได้ในโลกปัจจุบันนี้
สุขภาพผมและเล็บ
การขาดวิตามินเอทำให้ผมแห้งแตกปลาย หนังศีรษะแห้งกลายเป็นรังแค เส้นผมขาดนํ้าหนัก เปราะ และอาจร่วงบ่อย เล็บซีด บาง เปราะหักง่าย
ผลของการขาดวิตามินเอที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายในช่วงเวลาอันสั้น
-ตามตัวจะเป็นตะปุ่มตะป่ำจากคราบเซลล์ตาย เพราะต่อมไขมันใต้ผิวหนังทำงานน้อยลง
-รูขุมขนจะตีบเกิดเป็นจุดดำขาว
-เกิดสิว
-ผิวเกิดริ้วรอยแตกแห้ง ผิวหนังบางส่วนใต้ต้นแขน ข้อศอก
เข่า ก้น และขา จะหดตัว เกิดเป็นรอยแยกริ้วๆ
-ผิวหนังที่ไม่แข็งแรงจะเกิดตุ่มใส ฝีหนอง และแผลพุพองได้ง่าย
ประโยชน์ของวิตามินเอ
วิตามินเอมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตตามปกติ มันช่วย เสริมสร้างความแข็งแรงของโครงกระดูก สารเคลือบฟัน การเจริญอาหาร และการสร้างเม็ดเลือดแดงและขาว
เช่นเดียวกับสุขภาพของผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ รวมถึงสายตาที่ดีด้วย อาการริมฝีปากแห้งแตกบางทีก็เกิดจากการขาดวิตามินเอ
วิตามินเอและวิตามินอีทำงานในลักษณะสัมพันธ์กัน ปริมาณของ วิตามินเอที่สะสมจะขึ้นอยู่กับปริมาณของวิตามินอีที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวัน
ขนาดวิตามินเอที่ควรรับประทาน
เด็กอ่อนควรได้รับวิตามินเอวันละ 1,000 ยูนิต นับแต่แรกคลอด และวันละ 2,000 ยูนิต เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของวัยทารก
ผู้ใหญ่ต้องการอย่างน้อย 2,500 ยูนิต/วัน เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของร่างกาย
มารดาซึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง ควรได้รับวิตามินเอเพิ่มกว่าปกติคือ 4,000 ยูนิต/วัน ระหว่างช่วงเวลาหกเดือนแรกหลังคลอด แต่ทั้งนี้ ควรให้แพทย์เป็นผู้สั่ง เพราะการได้ร้บวิตามินเอมากเกินไปอาจเกิดพิษได้
ในภาวะเจ็บป่วย ควรได้รับวิตามินเอมากกว่าปกติ
แหล่งวิตามินเอในธรรมชาติ
ในธรรมชาติ วิตามินเอมีในอาหารสองลักษณะ คือ
-ในรูปวิตามินเอโดยตรง พบในผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ เช่น นม เนย เนยแข็ง ตับ นํ้ามันตับปลามีวิตามินเอมากที่สุด
ปัจจุบันในประเทศไทย อัฟริกาตะวันตก มาเลเซีย อังกฤษ และบางประเทศริเริ่มผสมวิตามินเอลงในเนยเทียม เนยเหลว
-ในรูปสารประกอบแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย เราสามารถพบแคโรทีนได้ในผลไม้สีเหลืองหรือเหลืองแดง เช่น ฟักทอง ส้ม แตงโม แครอท เป็นต้น และมีอยู่ในผักสีเขียว เช่น ผักขม ผักบุ้ง หรือสาหร่ายทะเล เป็นต้น
นอกจากนี้ยังพบแคโรทีนเล็กน้อยใน มันฝรั่ง หัวผักกาด กระหลํ่าดอก แตงกวาและหอมหัวใหญ่ ปัจจุบัน แคโรทีน กำลังเป็นที่สนใจในวงการแพทย์มากเป็นพิเศษ เนื่องจากที่มาของความรู้เกี่ยวกับ แครอทและมะเร็งในปอด
ในปี 1967 สถาบันมะเร็งแห่งชาติแห่งสหรัฐอเมริกาได้ค้นพบว่า เรตินอล (Retinol) ซึ่งเป็นวิตามินเอที่ได้จากสัตว์ สามารถระงับมะเร็งในทางเดินหายใจ ในหนูทดลอง นักวิทยาศาสตร์พากันตื่นเต้น หนทางป้องกันรักษามะเร็งเริ่มเป็นจริง การวิจัยมากมายแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างมะเร็งกับระดับวิตามินเอในเลือดตํ่า
ตลอดช่วงปี 1970 มีรายงานการวิจัยจากอิสราเอล นอร์เวย์ ญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศส ฯลฯ ที่บ่งชี้ตรงกันว่า คนที่รับประทานสารอาหารที่มีวิตามินเอสูงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิดน้อยลง เช่น มะเร็งในกระเพาะ ลำไส้ กล่องเสียง ปอด และกระเพาะปัสสาวะ
ในปี 1981 นิตยสารชื่อดังทางการแพทย์ Lancet ได้ตีพิมพ์ผลงานของดร.ริชาร์ด เชเคลล์ นักระบาดวิทยามหาวิทยาลัยเท็กซัส ซึ่งค้นพบว่าสารป้องกันมะเร็งที่แท้จริงคือเบต้าแคโรทีนในพืชนั่นเอง
ทุกวันนี้งานวิจัยเกี่ยวกับแคโรทีนและมะเร็งยังคงดำเนินต่อไป
การปรุงอาหารและวิตามินเอ
วิตามินเอในผลิตภัณฑ์จากสัตว์สามารถสลายตัวเมื่อถูกแสงแดด อย่างที่ทราบแล้วว่า วิตามินเอละลายได้ในนํ้ามัน เราพบว่า วิตามินเอบางส่วนจะละลายออกมาในนํ้ามันที่ใช้ทอด
อาหารจำพวกแดดเดียวจะสูญเสียวิตามินหลักไปจำนวนมาก ตัว ทำลายสำคัญของวิตามินเอในนํ้ามันตับปลาก็คือ แสงแดด
ส่วนวิตามินเอจากพืช หรือแคโรทีนนั้น มีความคงทนดี ไม่ว่าจะเป็นการต้ม ทอด นึ่ง อบ ฯลฯ
แครอทฝานบางบรรจุกระป๋องนานกว่าร้อยปี เมื่อเปิดออกมา พบ
ว่าจำนวนแคโรทีนยังคงอยู่เท่ากับเมื่อครั้งเป็นผักสด
พิษของวิตามินเอ
การได้รับวิตามินเอขนาดสูงติดต่อกันทำให้เกิดพิษถึงตายได้ เพราะวิตามินเอสามารถสะสมนั่นเอง
ชาวเอสกิโมที่กินตับหมีขาวซึ่งอุดมด้วยวิตามินเอ จะมีอาการพิษจากวิตามินเอ เช่น ง่วงซึม ปวดศีรษะ อาเจียน และผิวหนังลอก เมื่อเอาตับหมีมาวิเคราะห์ พบว่ามีวิตามินเอถึงสองล้านยูนิตในหนึ่งขีด
สำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะเด็กทารก การได้รับวิตามินเอเกินขนาด เกิดจากความรู้ผิดๆ ของบิดามารดาที่ซื้อวิตามินสำเร็จรูปป้อนเด็กด้วย เข้าใจผิดว่าช่วยบำรุงร่างกาย หรือทำให้ตาสวย ทำให้เด็กวัยเรียนและทารกตกเป็นเหยื่อของวิตามินเอได้เช่นกัน
อันที่จริงการได้รับวิตามินเอจากพืชผักและเนื้อสัตว์ ตับ นม ในอาหารประจำวัน ก็เพียงพอสำหรับคนโดยทั่วไป
เด็กที่พ่อแม่ซื้อหาวิตามินเอมาให้กินเองในขนาดสูง 100,000 ถึง 500,000 ยูนิต จะหมดความอยากอาหาร กระสับกระส่าย ผิวหนังแห้ง แตกคัน หยาบ ขรุขระ ผมร่วงบาง และบวมตามข้อต่อกระดูกแขนขา อาจรุนแรงถึงเ สียชีวิตได้
ในผู้ป่วยโรคผิวหนังเรื้อรังซึ่งรับวิตามินเอ ในปริมาณ 45,000-300,000 ยูนิตในแต่ละวัน เป็นเวลานานเกินแปดปีขึ้นไป จะพบอาการแข็งเกร็ง ของกล้ามเนื้อ
สรุป
อาหารครบห้าหมู่ รับประทานผักสีเขียวและเหลืองมากๆ เพียงพอแล้ว ไม่ต้องซื้อหานํ้ามันตับปลามารับประทาน เว้นแต่มีอาการขาดวิตามินเอ ซึ่งควรให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย
ไม่ควรรับประทานวิตามินเอชนิดเม็ดในปริมาณสูงติดต่อกันนานๆ เพราะสามารถสะสมเกิดพิษได้
ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์

แบบผมสวยอื่น ๆ: