วิตามินสู้หวัด-ภูมิแพ้ คำตอบนั้นก็คือ วิตามินซี

วิตามินซี เป็นวิตามินที่เป็นที่นิยมกินกันแพร่หลาย และเรามักจะได้ยินกันบ่อย ๆ และเด็ก ๆ ชอบกินมากเป็นพิเศษ เพราะมีรสเปรี้ยวจี๊ดถูกใจ วันนี้เรามาเรียนรู้การรับประทานวิตามินซีที่ถูกต้อง และแหล่งของวิตามินซีว่าอยู่ที่ไหนกันบ้าง

วิตามินซี ประโยชน์ดี ๆ จากธรรมชาติ

วิตามินซี

วิตามินซี
คนราว 25 เปอร์เซ็นต์ ได้รับวิตามินซีต่อวันตํ่ากว่า ปริมาณขั้นต่ำที่วงการแพทย์ยอมรับ
มีคนเพียงร้อยละเก้า ที่กินผลไม้เพียงพอ
คนแก่ที่สุขภาพดีร้อยละยี่สิบ และคนหนุ่มร้อยละ 68 มีเม็ดเลือดขาวอ่อนแออันเกิดจากได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ
เรามาเสริมสุขภาพด้วยอาหารอุดมวิตามินซีกันเถอะ
การค้นพบ
การค้นพบวิตามินซีเกิดขึ้นจากนักวิทยาศาตร์ทั้งหลายที่ช่วยกัน
ค้นหาสาเหตุและวิธีการรักษาโรคลักปิดลักเปิด (Scurvy) ซึ่งโรคนี้ได้แพร่ระบาดมานานหลายศตวรรษแล้ว
บันทึกที่เป็นหลักฐานว่ามนุษย์รู้จักโรค Scurvy คือช่วงสงครามครูเสด และในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 Scurvy กลายเป็นสาเหตุการตายและทุพลภาพที่สำคัญในหมู่ชาวเรือที่ต้องออกเดินทางรอนแรมในทะเลเป็นเวลานานๆ
จนถึงปี 1753 แพทย์สมัยนั้นจึงเริ่มคิดถึงความจริงที่ว่า ชาวเรือพวกนี้อาจขาดอะไรสักอย่างที่มีในอาหารปกติบนบก และเริ่มตระหนักว่า สาเหตุของโรคน่าจะมาจากการกินอาหารไม่ถูกต้อง
ต่อมา ศัลยแพทย์ เจมส์ ลินด์ ได้แสดงให้เห็นว่า Scurvy อาจหายได้ด้วยการกินนํ้าส้ม หรือมะนาว นับแต่นั้นมา โรค scurvy ก็ค่อยลดความรุนแรงลง
Scurvy หรือที่เรียกเป็นไทยว่าโรคลักปิดลักเปิด เป็นโรคจากการขาดสารอาหารอันดับแรกที่มนุษย์รู้จัก เกิดจากการขาดวิตามินซีซึ่งมีในผักผลไม้
อาการของโรค Scurvy คือ เหงือกบวม มีเลือดออกตามไรฟัน ถ้าเป็นมากฟันถึงกับหลุดร่วงได้ มีจํ้าเลือดเห็นเป็นสีเขียวใต้ผิวหนัง ปวดข้อ แขนขาเคลื่อนไหวลำบาก แผลหายช้า เลือดจาง เป็นต้น
ปี 1924 นักวิทยาศาสตร์สามารถผลิตวิตามินซี ซึ่งมีความเข้มข้นสูงกว่าธรรมชาติ 300 เท่า
โครงสร้างของวิตามินซีถูกค้นพบในปี 1933 โดยเฮเวิร์ดและเฮิร์สต์ ซึ่งทั้งคู่ได้ลังเคราะห์มันสำเร็จในปีเดียวกันนั้นและตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
“กรดแอสคอร์บิค” เนื่องจากมันเป็นของเหลวมีฤทธิ์เป็นกรด ต้านการไหลซึมของเลือดที่ออกตามไรฟัน
การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของหลายคน ต้องใช้เวลา และพิสูจนได้เป็นขั้นตอน ไม่ใช่เรื่องหมูๆ
หน้าที่หลักของวิตามินซี
ปี 1990 สถาบันมะเร็งแห่งชาติอเมริกาได้ประกาศว่า “วิตามินซี มีฤทธิ์ต่อกระบวนการทางชีวภาพอย่างซับซ้อน และหลากรูปแบบ บางทีอาจเป็นที่สุดของบรรดาวิตามินและสารอาหารทุกชนิด”
ช่วงสมัยที่ผ่านมา เรามองวิตามินซีเป็นเพียงสารสำคัญของชีวิตที่ใช้ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันเพียงอย่างเดียว ตอนเด็กๆ คุณครูสุขศึกษาก็สอนแค่นี้
แต่ความจริง ในยุคหลังได้มีการค้นคว้าพบสิ่งสำคัญเพิ่มเติมอีก มากมาย แม้แต่ ดร.ไลนัส พอลิง นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้อง เจ้าของรางวัลโนเบลสองครั้ง ซึ่งมีอายุยืนยาวถึง 93 ปี ยังกล้าประกาศว่า
“ผมจำต้องยอมรับว่า การมีสุขภาพดีของผมเกิดจากวิตามินและเกลือแร่ที่กินเข้าไป’’ เขาเชื่อว่าวิตามินซีช่วยชะลอการลุกลามของมะเร็ง ในตัวเขาได้นานถึง 20 ปี และหลังจากกินวิตามินซีขนาดสูงทุกวันตั้งแต่ปี 1965 เขาไม่เป็นหวัดอีกเลย
ดร.ไลนัส พอลิง เริ่มกินวิตามินซีชนิดเม็ดในปี 1941 และเพิ่ม
ขนาดสูงถึง 18,000 มิลลิกรัม เมื่อรู้ว่าตนเองเป็นมะเร็ง มันช่วยให้มะเร็งในร่างกายสงบไปนานถึง 20 ปี
วิตามินซีเป็นสารอาหารที่จำเป็นมากสำหรับมนุษย์ แต่ไม่จำเป็น สำหรับสัตว์ส่วนใหญ่และพืช เพราะมันสามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้ จากนํ้าตาลกลูโคส
วิตามินซีกันคอลลาเจน
วิตามินซีช่วยสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ การ ได้รับวิตามินซีปริมาณเพียงพอจึงช่วยให้แผลหายได้เร็ว และในทางกลับ¬กัน การขาดวิตามินซีทำให้แผลหายช้า แพทย์หลายท่านจึงนิยมจ่ายวิตามินซีชนิดเม็ดพร้อมยารักษาแผล (แต่อยากแนะนำให้ดื่มนํ้าส้ม นํ้าผลไม้รสเปรี้ยวสดๆ ซึ่งจะได้วิตามินซีและสารสำคัญอื่นๆ พร้อมด้วย)
จากผลการวิจัยบ่งชี้ว่า วิตามินซีมีความสำคัญต่อการสร้างและบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissue) เซลล์นับล้านๆ ตัว เกาะเกี่ยวกันเป็นร่างกายได้ด้วยเนื้อเยื่อที่เรียกว่า คอลลาเจน
แน่นอน! มันคือคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณเต่งตึงอย่างที่เครื่องสำอางทั้งหลายกล่าวถึงนั่นแหละ
แต่หากการสร้างคอลลาเจนล้มเหลวหรือชะงักงันเพราะขาดวิตามินซี กระดูกอ่อน เอ็น และผนังของหลอดเลือดก็จะอ่อนแอตามไปด้วย มีผลให้แบคทีเรียและไวรัสแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย เกิดการอักเสบ ติดเชื้อตามมา
วิตามินซีกับภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน
ภูมิคุ้มกันถูกสร้างขึ้นโดยตับ เพื่อทำให้แบคทีเรียไร้พิษสง มันต้องการวิตามินซีเพื่อช่วยกระตุ้นกระบวนการทางเคมี ภูมิคุ้มกันจะถูกกระตุ้นให้หลั่งเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้นเมื่อร่างกายได้รับหรือสัมผัสกับเกสรดอกไม้ ฝุ่น ละออง โปรตีนแปลกปลอมในอาหาร ฯลฯ ซึ่งมีผลให้เกิดอาการแพ้ มีไข้ ลมพิษ ผื่นคัน หายใจหอบ เป็นต้น
ดังนั้น ประโยชน์หลักประการหนึ่งของวิตามินซี คือ ช่วยยับยั้ง และต้านทานเชื้อโรค กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวและภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันโรคภูมิแพ้
วิตามินซีกับคอเลสเตอรอล
ผลวิจัยหลายชิ้นให้เงื่อนงำว่า วิตามินซีมีส่วนในการเผาผลาญไขมัน รวมทั้งคอเลสเตอรอล
หนูตะเภาต้องการวิตามินซีจากอาหารเช่นเดียวกับมนุษย์ ดังนั้น พวกมันจึงเป็นสัตว์ในจำพวกไม่กี่ประเภทที่เรานิยมนำมาใช้ในทดลอง เรื่องวิตามินซี
เราพบว่า เมื่อหนูตะเภาไม่ได้รับวิตามินซี ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดจะเพิ่มขึ้น ไขมันจะมีการเกาะตัวอยู่ตามผนังเส้นเลือด โดยเฉพาะในหัวใจและสมอง เกิดนิ่วในไต
เป็นอาการเช่นเดียวกับที่เกิดในมนุษย์!
ปริมาณวิตามินซีในร่างกายตํ่ากว่าเกณฑ์มาตรฐานจึงสามารถ
พยากรณ์การเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอล และการเกาะตัวของไขมันในเส้นเลือด ดังนั้นหน้าที่หนึ่งของวิตามินซีก็คือ ควบคุมระดับไขมัน กระตุ้นให้มีการขับคอเลสเตอรอลส่วนเกินทิ้งไป
วิตามินซีกับธาตุเหล็กและเม็ดเลือดแดง
ธาตุเหล็กคือวัตถุดิบตัวสำคัญที่ร่างกายเราใช้สร้างเม็ดเลือดแดง ดังนั้นโลหิตของคุณจะข้นหรืองจาง ส่วนหนึ่งจึงเกี่ยวพันกับปริมาณธาตุเหล็กในร่างกาย
ธาตุเหล็กในธรรมชาติ จะดำรงอยู่ในรูปของอนุมูลเคมีที่เรียก เฟอร์รัสและเฟอร์ริก
หลายคน กินอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก แต่ยังเป็นโรคโลหิตจาง ทั้งนี้เพราะธาตุเหล็กในอาหาร เมื่อเคลื่อนผ่านสำไส้เล็ก ถ้าไม่อยู่ในรูปเฟอร์รัส จะไม่สามารถดูดซึมเอาไปใช้ประโยชนได้
เราพบในเวลาต่อมาว่า วิตามินซีจะทำให้ธาตุเหล็กอยู่ในรูปเฟอร์รัสซึ่งดูดซึมได้ดี ดังนั้นผู้ผลิตยาเม็ดบำรุงเลือดสมัยใหม่ จึงนิยมใส่วิตามินซีผสมในตำรับ และการดื่มนํ้าผลไม้ที่มีวิตามินซีพร้อมอาหาร จึงช่วยให้คุณได้รับธาตุเหล็กจากอาหารมากขึ้น
อาจกล่าวได้ว่าวิตามินซี ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะโลหิตจาง เนื่องจากขาดธาตุเหล็กด้วยนั่นเอง
ในขณะเดียวกันวิตามินซีมีหน้าที่เปลี่ยนกรดโฟลิค ให้กลายเป็น กรดโฟลินิค ซึ่งสามารถใช้งานได้ ถ้าขบวนการนี้ไม่บังเกิดขึ้น ก็จะได้ ผลลัพธ์เป็นโรคโลหิตจางอีกประเภทหนึ่ง
จึงไม่ประหลาดใจเมื่อตรวจพบว่า ผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจางบางราย มิได้ขาดธาตุเหล็ก หากแต่ขาดวิตามินซี
วิตามินซีกับสมอง
วิตามินซีเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนกรดอะมิโนให้กลายเป็นสารจำเป็นในสมอง ซึ่งหน้าที่ของระบบประสาท การขาดวิตามินซีอาจก่อให้เกิดอาการทางจิต ขึ้นอยู่กับระดับอายุ นอกจากนี้ต่อมต่างๆ ต้องการวิตามินซีในขบวนการสร้างฮอร์โมน
วิตามินซีกับกระดูกและฟัน
วิตามินซีช่วยให้กระดูกมีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และซ่อมแซมยามเกิดการแตกหักหรือร้าวบิ่น กระดูกที่หักจะประสานกันยาก เมื่อร่างกายขาดวิตามินซี
ฟันและเหงือกจะผุกร่อนเมื่อขาดวิตามินซี เนื้อฟันจะผุร้าว เคลือบฟันบางกร่อน เหงือกจะบวมอักเสบ ทำให้รากฟันยึดได้ไม่มั่นคง และฟันแต่ละซี่มีอายุการใช้งานสั้นลง รากฟันไม่ยึดแน่น เกิดเป็นถุงหนองใต้ฐานฟัน อักเสบ ฟันคลอน และหลุดในที่สุด
วิตามินซีกับการสมานแผล
แผลจะหายเร็วหรือช้า ขึ้นกับปริมาณวิตามินซีที่คุณบริโภค ซึ่งกระตุ้นความเร็วในการสร้างคอลลาเจนใหม่
คอลลาเจน คือ โปรตีน เกิดจากกรดอะมิโนสองตัวหลักชื่อ โพรลีนและไฮดรอกซีโพรลีน มนุษย์ไม่ได้รับไฮดรอกซีโพรลีนจากอาหาร ทางเดียวที่เราได้คือเปลี่ยนรูปมาจากโพรลีน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ภายใต้การควบคุมของวิตามินซี
ดังนั้นเมื่อปริมาณของวิตามินซีน้อยเกินไป ก็จะไม่มีการสร้างคอลลาเจน ขบวนการซ่อมแซมก็จะเชื่องช้าไร้ประสิทธิภาพ
วิตามินซีกับกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อหดและคลายตัว สัมพันธ์กับสารชื่อคาร์นิทีน คาร์นิทีน สังเคราะห์จากกรดอมิโนตัวหนึ่งที่เรารับประทานเข้าไปชื่อ ไลซีน การ เปลี่ยนไลซีนให้เป็นคาร์นิทีนจะสมบูรณ์ได้ ขึ้นอยู่กับวิตามินซี
ดังนั้นการขาดวิตามินซีทำให้ร่างกายขาดคาร์นิทีน ผลก็คือ กล้ามเนื้อไร้สมรรถนะ เกิดตะคริว และกล้ามเนื้ออ่อนล้า
เหตุที่วิตามินซีมีความสำคัญต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อ นักกีฬา จึงควรรับประทานผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซีให้มาก
วิตามินซีกับเส้นเลือดฝอย
เมื่อใดที่เกิดภาวะพร่องวิตามินซี เส้นเลือดฝอยจะเปราะง่าย สังเกตได้ในคนที่มีรอยชํ้าง่ายหรือมีเลือดกำเดาไหลบ่อยๆ แสดงถึงความอ่อนแอของเส้นเลือดฝอยจากการขาดวิตามินซี
วิตามินซีทำงานคู่กับไบโอฟลาวินอยด์ในการเพิ่มสมรรถนะของผนังหลอดเลือด ดังนั้นการเลือกบริโภคผักสดและผลไม้ อันเป็นแหล่งวิตามินซีตามธรรมชาติ เราก็จะได้ไบดอฟลาวานอยด์เข้าสู่ร่างกายตามไปด้วย และดีกว่าการซื้อวิตามินซีชนิดเม็ดมารับประทานซึ่งจะได้รับเฉพาะวิตามินซี
วิตามินซีป้องกันมะเร็ง-ต้านอนุมูลอิสระ
นี่เป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งของวิตามินซี และทำให้คนหันมาบริโภควิตามินซีขนาดสูงเพื่อผลในการป้องกันมะเร็ง
ขอทบทวนอีกครั้งว่า อนุมูลอิสระ คือ อะตอมใดๆ ที่ล่องลอยในของเหลวในร่างกาย ทั้งในและนอกเซลล์มีอิเล็กตรอนไม่ครบคู่ ทำให้มันมีสภาพทางไฟฟ้าแบบไม่เสถียร
อนุมูลอิสระเป็นสารที่สิ่งมีชีวิตในโลกสร้างขึ้น เมื่อหายใจเอาออกซิเจนเข้าไป มันเป็นส่วนสำคัญในขบวนการสันดาปของร่างกาย ซึ่งส่งผลให้เกิดการนำพลังงานไปใช้ หรืออาจเกิดจากมสภาวะแวดล้อมในโลกยุคใหม่
ปกติร่างกายสามารถกำจัดอนุมูลอิสระได้ แต่หากมีมากจนร่างกาย กำจัดไม่ทัน มันสามารถทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ หรืออาจปล่อยประจุเข้าใส่รหัสสายพันธุกรรม ทำให้การสร้างสายพันธุกรรมคลาดเคลื่อน กลายเป็นเซลล์มะเร็ง
การเสื่อมของเซลล์แทบทุกเซลล์ในร่างกาย แม้แต่การเกิดก้อนมะเร็ง ล้วนเป็นผลจากการกระทำของอนุมูลอิสระทั้งสิ้น!
การบริโภคสารต้านอนุมูลอิสระ จึงกลายเป็นแนวทางใหม่ที่ใช้สู้กับ
โรคร้ายหลายชนิด
สารต้านอนุมูลอิสระตัวที่มีฤทธิ์แรง ประสิทธิภาพสูง และราคาไม่แพง มีในอาหารหลายชนิด คือ วิตามินอีและเบต้าแคโรทีนชึ่งละลายนํ้ามัน กับวิตามินซีซึ่งละลายนํ้า
ดังนั้นวิตามินอีและเบต้าแคโรทีนช่วยต้านอนุมูลอิสระในส่วนที่เป็น ไขมันขณะที่วิตามินซีช่วยต้านอนุมูลอิสระในของเหลวที่เป็นนํ้าในร่างกาย
ปริมาณความต้องการวิตามินซี
อังกฤษและออสเตรเลียกำหนดไว้ที่ 30 มิลลิกรัม แต่อเมริกากำหนดไว้ที่ 60 มิลลิกรัม/วัน แต่ท้ายที่สุดนักวิชาการส่วนใหญ่แนะนำขนาดตํ่าสุดที่ 100-150 มิลลิกรัม สำหรับการดำรงชีวิตที่ดีในยุคสังคมปัจจุบัน
เด็กทารกควรได้รับอย่างน้อย 50 มิลลิกรัมในอาหารหนึ่งมื้อ คนที่รับประทานยาแอสไพรินจะต้องเพิ่มขนาดวิตามินซีเป็น 200- 300 มิลลิกรัมต่อการได้รับแอสไพรินหนึ่งเม็ด
คนที่สูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า ต้องการวิตามินซีขึ้นมากกว่าปกติ ขนาดวิตามินซีที่เหมาะ คือ 1,000 มิลลิกรัม/วัน เพราะพิษที่มีอยู่ในควันบุหรี่ หรือแอลกอฮอล์ชื่อว่า อะซีทาลดีไฮด์ มีฤทธิ์ขับวิตามินออกจากร่างกายและยังทำลายวิตามินที่เหลืออยู่อีกด้วย
ดร.ดับบลิว เจ แมคคอร์แมค กล่าวว่า บุหรี่หนึ่งมวนทำลายวิตามินซีไปถึง 25 มิลลิกรัม
คนที่มีความเครียดสูง ควรบริโภควิตามินซีวันละ 500 มิลลิกรัม และขนาดที่บริโภคเพื่อป้องกันโรคอันเกิดจากผลของอนุมูลอิสระเช่น มะเร็ง หรือโรคชราต่างๆ คือ 250-1000 มิลลิกรัม/วัน
พิษของวิตามินซี
มีคนพูดกันมากว่า รับประทานวิตามินซีเยอะๆ จะเป็นนิ่ว
คู่มือบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการแห่งชาติ ด้านยา เล่ม 2 พ.ศ. 2529 กล่าวถึงพิษของวิตามินซีไว้ว่า “ไม่พบพิษที่ร้ายแรง’’ สอดคล้องกับตำราฝรั่งมากมายที่ระบุว่าเป็นวิตามินที่ปลอดภัยมากที่สุดตัวหนึ่ง
อย่างที่กล่าวแต่ต้น แม้แต่ ดร.ไลนัส พอลิง นักวิทยาศาสตร์ ชื่อก้อง เจ้าของรางวัลโนเบลสองครั้ง มีอายุยืนยาวถึง 93 ปี กินวิตามินซีขนาดสูงถึง 18,000 มิลลิกรัมทุกวัน ก็มิได้รับอันตรายแต่อย่างใด
ตราบจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีรายงานใด แจ้งถึงพิษที่เกิดจากวิตามินซี
แหล่งของวิตามินซี
วิตามินซีปรากฏอยู่ทั่วไปในอาหารธรรมชาติแต่แหล่งที่มีมากคือ ผักสดและผลไม้ต่างๆ
ผักผลไม้ที่มีราคาถูกและแพง ต่างก็มีวิตามินซีเท่าเทียมกัน ผลไม้ เปรี้ยวสุดอาจมีวิตามินซีน้อยกว่าผลไม้ที่เปรี้ยวปานกลาง
อาหารที่มีวิตามินซีอุดมสมบูรณ์และราคาไม่แพงกลับเป็นพืชผลไม้พื้นๆ ที่หาได้โดยทั่วไป อาทิเช่น ถั่วงอก กะหลํ่าปลี กะหลํ่าดอก ฝรั่ง มะนาว และส้มทุกชนิด นับเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินซี ฟลาวีนอยด์ และเบต้าแคโรทีน ส้มหนึ่งลูกใหญ่ บรรจุวิตามินซีถึง 50 มิลลิกรัม

Normal
0

false
false
false

EN-US
X-NONE
TH

/* Style Definitions */
table.MsoNormalTable
{mso-style-name:”Table Normal”;
mso-tstyle-rowband-size:0;
mso-tstyle-colband-size:0;
mso-style-noshow:yes;
mso-style-priority:99;
mso-style-qformat:yes;
mso-style-parent:””;
mso-padding-alt:0in 5.4pt 0in 5.4pt;
mso-para-margin-top:0in;
mso-para-margin-right:0in;
mso-para-margin-bottom:10.0pt;
mso-para-margin-left:0in;
line-height:115%;
mso-pagination:widow-orphan;
font-size:11.0pt;
mso-bidi-font-size:14.0pt;
font-family:”Calibri”,”sans-serif”;
mso-ascii-font-family:Calibri;
mso-ascii-theme-font:minor-latin;
mso-fareast-font-family:”Times New Roman”;
mso-fareast-theme-font:minor-fareast;
mso-hansi-font-family:Calibri;
mso-hansi-theme-font:minor-latin;}
table.MsoTableGrid
{mso-style-name:”Table Grid”;
mso-tstyle-rowband-size:0;
mso-tstyle-colband-size:0;
mso-style-priority:59;
mso-style-unhide:no;
border:solid black 1.0pt;
mso-border-themecolor:text1;
mso-border-alt:solid black .5pt;
mso-border-themecolor:text1;
mso-padding-alt:0in 5.4pt 0in 5.4pt;
mso-border-insideh:.5pt solid black;
mso-border-insideh-themecolor:text1;
mso-border-insidev:.5pt solid black;
mso-border-insidev-themecolor:text1;
mso-para-margin:0in;
mso-para-margin-bottom:.0001pt;
mso-pagination:widow-orphan;
font-size:11.0pt;
font-family:”Calibri”,”sans-serif”;
mso-ascii-font-family:Calibri;
mso-ascii-theme-font:minor-latin;
mso-hansi-font-family:Calibri;
mso-hansi-theme-font:minor-latin;
mso-bidi-language:AR-SA;}

ประเภทของอาหาร

กรัม หรือ 1 ขีด

วิตามินซี (มิลลิกรัม)

มะขามป้อม

276

ฝรั่ง

160

พุทรา

154

มะขามเทศ

133

มะปรางสุก

107

มะละกอสุก

73

ทุเรียน

37-58

มะม่วงแก้วดิบ

48

มะกอกฝรั่ง

36

ตะลิงปลิง

35

แคนตาลูป

33

มะนาว

25

มะยม

8

จำเป็นต้องรับประทานวิตามินชนิดเม็ดหรือไม่?
วิตามินซีไม่เหมือนวิตามินอี มันมีมากมายในพืชผักผลไม้ สถาบันโภชนาการแห่งชาติอเมริกาแนะนำว่า หากคุณรับประทานผัก ผลไม้ให้ได้รวมกันวันละ 5 ถ้วย คุณก็จะได้วิตามินซีมากเพียงพอ และยังได้สารสำคัญอีกมากมายหลายชนิด เช่นไฟเบอร์ แร่ธาตุที่จำเป็น เหล็ก สังกะสี ทองแดง ฯลฯ
แต่หากคุณคิดจะรับประทานวิตามินซีชนิดเม็ด ควรอ่านฉลากให้ดี เพราะวิตามินซีในท้องตลาดมีมากมายหลายขนาด อย่านึกว่าจะต้องซื้อของแพงที่สุด ปรึกษาเภสัชกรดีกว่า
การสูญเสียวิตามินซีในขบวนการปรุงอาหาร
วิตามินซีถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน ความชื้น และแสง ดังนั้นการถนอมอาหาร เช่น ตากแห้ง ขัดล้างให้ดูสะอาดสวยงาม การกวน เชื่อม และการปรุงอาหารตามกรรมวิธีปกติ ทำให้วิตามินซีเสียไปได้
ส่วนการหั่นหรือทำให้ผลไม้และผักชํ้า จะเร่งอายุของวิตามินสั้นเข้า
ผงฟู ทำลายวิตามินซีได้
รับประทานผักผลไม้สดให้มากเข้าไว้…นี่คือคำแนะนำ
ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์

แบบผมสวยอื่น ๆ: