วิตามิน Q วิตามินสู้โรคหัวใจ

วันนี้เรามาเรียนรู้กันค่ะว่า วิตามินคิว คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรต่อหัวใจ เพื่อให้เรามีหัวใจที่แข็งแรง และสุขภาพที่ดีไปอีกนาน

ประโยชน์ของวิตามิน Q

ปลากระป๋อง

วิตามิน Q
‘‘ข้าพเจ้าเชื่อว่า ปัญหาในระบบเลือดและหัวใจล้วนเป็นผลจากการขาดวิตามินคิว”
                                                                      ดร.คาร์ล โฟล์คเกอร์
                                                                      มหาวิทยาลัยเท็กซัส
จะขอแนะนำวิตามินตัวใหม่ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่แพทย์รุ่นใหม่และนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ ในแง่การป้องกันและรักษาโรคหัวใจ และช่วยชะลอชรา
อะไรคือวิตามินคิว? คุณจะหารับประทานได้จากที่ไหน? คุณได้ รับเข้าร่างกายเพียงพอหรือยัง?
วิตามินคิว
สารานุกรมวิตามินและเกลือแร่ ได้กล่าวถึงวิตามินคิวไว้ว่า
“…โคเอ็นไซม์คิว-10 (หมายถึงวิตามินคิว) เป็นส่วนหนึ่งของระบบ การทำงานเพื่อส่งผ่านอีเล็กตรอนให้ไหลตลอดไมโตคอนเดรียในเซลล์ ในขบวนการสร้างพลังงานของสิ่งมีชีวิต จึงเป็นสารสำคัญยิ่งทางชีวเคมี มีการค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างโคเอ็นไซม์คิว-10 และวิตามินอี ซึ่งตามความจริงทั้งสองทำหน้าที่แตกต่างกันมาก อาจพบภาวะขาดโคเอ็นไซม์คิว-10 ได้ในคนทั่วไป
การศึกษาเบื้องต้นบ่งชี้ว่า โคเอ็นไซม์คิว-10 อาจมีประสิทธิภาพสูง ในการรักษาโรค รวมถึงการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดใน ช่วงเวลานี้ คือ ผลกระทบต่อระบบเลือดและหัวใจ การศึกษาบางชิ้น ตรวจพบว่า โคเอ็นไซม์คิว-10 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และลดปัญหาการอุดตันในเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ…”
คนทั่วไปอาจรู้จักวิตามินเอบีซีดี ขณะที่ชื่อวิตามินคิวยังไม่คุ้นหู หรือไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ แต่ในอนาคตเชื่อว่าลูกหลานของเราจะรู้จักวิตามินคิว เพราะมันเป็นสารสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยต้านอาการของโรคชราหลายชนิด
วิตามินคิวเป็นสารธรรมชาติที่มีในอาหารบางชนิด เช่น อาหารทะเล และสามารถผลิตโดยร่างกายของเราเองได้อีกด้วย
วงการแพทย์ในหลายประเทศใช้วิตามินคิวรักษาโรคชราเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น ประมาณกันว่าแพทย์สั่งจ่ายวิตามินคิวสำหรับ
คนไข้โรคหัวใจแล้วกว่า 40 ล้านรายทั่วโลก
ในอิสราเอล น.พ.ยาคอฟ กินดิน แห่งโรงพยาบาลแคปแลน เยรู ซาเลม กล่าวว่า แพทย์ที่นั่นใช้วิตามินคิวในแผนกโรคหัวใจเป็นการประจำ
บางทีคุณอาจไม่เคยได้ยินคำว่าวิตามินคิวมาก่อนเลยก็ได้ วิตามิน คิวมีชื่อเรียกอื่นๆ ว่า ยูบิควินอล 10 หรือโคเอ็นไซม์ Q 10
ยังจำคำว่าโคเอ็นไซม์ได้ไหม “โค’’ แปลว่า “ร่วม” โคเอ็นไซม์ จึงแปลว่าร่วมงานกับเอ็นไซม์เพื่อให้ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายดำเนินไปอย่างกระฉับกระเฉงไม่ติดขัด
วิตามินคิวทำงานอย่างใร?
แม้เราจะค้นพบว่า วิตามินคิวมีความสำคัญต่อร่างกาย แต่เรายัง ไม่สามารถชี้ให้ชัดถึงการทำงานได้
อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากพอที่จะบอกได้ว่า วิตามินคิวทำตัวเป็นสารต้านอนุมูลอิสระคล้ายวิตามินอี โดยมันจะ ป้องกันไม่ให้โมเลกุลของไขมันถูกทำลายเสียสภาพ จึงช่วยรักษาผนัง เซลล์ให้คงสภาพอยู่ได้
นักวิทยาศาสตร์บางท่านได้แสดงให้เห็นว่า วิตามินคิวออกฤทธิ์ใน อวัยวะของเซลล์ส่วนที่เรียกไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นเหมือนโรงงานผลิต พลังงานที่สำคัญสำหรับเซลล์ ทำหน้าที่สันดาปโดยใช้ออกซิเจนด้วย ขบวนการที่เรียกไบโออีเนอไจติคส์
วิตามินคิวทำหน้าที่จุดประกายให้เครื่องจักรทำงานคล้ายกับเป็น
หัวเทียนในรถยนต์
ถ้าดึงหัวเทียนออกจากเครื่องรถก็ดับ
มนุษย์ก็เช่นกัน หากขาดวิตามินคิว พลังงานในร่างกายจะขาดไป ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ตามประมาณการของดร.บรูซ เอมส์
เราพบวิตามินคิวมากในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เพราะหัวใจต้องใช้ พลังงานมาก
วิตามินคิวกับคุณประโยชน์
ปกป้องหลอดเลือดแดง
ตอนที่เราเป็นเด็กเล็กอยู่ เส้นเลือดของเราจะสะอาดสะอ้าน ไม่มี อะไรมากีดขวางทางเดิน ประหนึ่งท่อนํ้าซื้อใหม่ยังไม่มีตะกรัน หัวใจจึง สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้อย่างสบายๆ ไม่หนักแรง
ถ้าเราดำรงสภาวะเช่นนั้นไว้ได้ตลอดไป หัวใจคงทำงานสบายแบบ เบิร์ดๆ
แต่ความเป็นจริง เมื่อเราโตขึ้น ท่อเริ่มสกปรก เพราะอาหารที่กินล้วนอุดมด้วยคอเลสเตอรอล (ซึ่งเทียบได้กับตะกรันในท่อประปา) ชีวิต สมัยใหม่ทำให้ร่างกายขาดการออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอ ทำให้ท่อแคบลงและขาดความยืดหยุ่น หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น จนกล้ามเนื้อหัวใจโต ต้องการอาหารและพลังงานมากขึ้น
แต่ขณะเดียวกันขณะที่หัวใจต้องการอาหารและพลังงานมากขึ้น
เส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจกลับตีบตันเพราะคอเลสเตอรอล
เมื่อเส้นเลือดโคโรนารีที่เป็นสายธารของหัวใจมีก้อนคอเลสเตอรอล ไปอุดตัน หัวใจทำงานได้ไม่เต็มที่ กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงหรือตาย บางส่วน เกิดอาการปวดหัวใจอย่างแรงจนถึงตายพ้นไปเลยก็มี นี่คือ โรคหัวใจที่ทุกคนกลัว
โรคหัวใจโคโรนารี เป็นสาเหตุการตายสูงสุด และประมาณการกันว่า ในครอบครัวหนึ่งๆ จะต้องมีคนป่วยด้วยโรคหัวใจโคโรนารีอย่างน้อยหนึ่งคน
การที่ไขมันมาสะสมมากๆ ที่ผนังด้านในของหลอดเลือด จนทำให้ เส้นเลือดเสียความยืดหยุ่น เกิดโรคที่เรียกเส้นเลือดแข็ง (อาเธอโรส เคลอโรซิส)
ในขั้นตอนแรกของโรคหัวใจ อาการโรคจะดำเนินไปอย่างเงียบกริบ เพราะเป็นช่วงที่ไขมันและคอเลสเตอรอลค่อยๆ เกาะและสะสมช้าๆ บน ผนังเส้นเลือด
เมื่อเวลาผ่านไป ก้อนไขมันเริ่มมีขนาดโตขึ้นๆ ส่งผลให้ช่องว่างใน หลอดเลือดเล็กลง เส้นเลือดเกิดอาการตีบตันเป็นจุด และเส้นเลือดเริ่ม แข็งตัว
บางครั้งระหว่างที่เหตุการณ์นี้กำลังดำเนินอยู่ คุณอาจรู้สึกได้ด้วย การปวดร้าวบริเวณหน้าอก เรียกว่า “ปวดหัวใจแองไจน่า’’ หรือมันอาจไม่ส่งสัญญาณเตือนเลยก็ได้ จนถึงวันที่ก้อนไขมันหลุดจากเส้นเลือดใหญ่ๆสักเส้น เข้าไปจุกในเส้นเลือดโคโรนารี ขัดขวางการส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจ
เมื่อนั้นแหละ…โป้ง! จอดสนิท
วิตามินคิวแก้ปัญหาเส้นเลือดแข็งที่ต้นตอของสาเหตุ กล่าวคือ มันช่วยยับยั้งไม่ให้คอเลสเตอรอลจับตัวเป็นก้อนแข็งในเส้นเลือด ความสามารถของวิตามินคิว แรงกว่าวิตามินอีและเบต้าแคโรทน นี่เป็นผลการศึกษาของ บาลช์ ไฟร์ แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน
วิตามินคิวในเซลล์ถูกใช้หมดอย่างรวดเร็วก่อนวิตามินอื่น ดังนั้น การบริโภคสารอาหารที่มีวิตามินคิวมากๆ จึงเป็นสิ่งดี
คนที่กินปลาซาร์ดีนหรือปลากระป๋องมากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์ จะได้รับนํ้ามันปลา ซึ่งมีวิตามินคิวสูงกว่าคนทั่วไป และมีการศึกษาที่บอกให้รู้ว่าคนที่ทานปลาทะเลบ่อยๆ มีอายุยืนกว่าคนทั่วไป
ป้องกันหัวใจล้มเหลว
หัวใจล้มเหลว เรียกเป็นภาษาแพทย์ว่า Cardiomyopathy หมายถึงภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแออย่างแรงจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ มันเป็นอาการที่น่ากลัวและเป็นอันตรายสูงสุดในผู้สูงอายุ หัวใจจะมีขนาดใหญ่ขึ้น (ที่เรียกกันว่า “หัวใจโต”) แต่กำลังสูบฉีดโลหิตกลับลดลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เต็มที่ เกิดอาการอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง
ดร. คาร์ล โฟล์คเกอร์ ผู้อำนวยการสถาบันไบโอเมดิคัล รีเสิร์ช แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัสเชื่อว่าโรคเลือดและหัวใจที่กำลังระบาดอยู่ขณะนี้ เป็นผลจากการขาดวิตามินคิวในหมู่ประชากร เขาได้ทำการวิจัยเฉพาะเรื่องวิตามินคิวมากกว่า 10 ชิ้นตั้งแต่ปี 1957 เป็นต้นมา เขาสามารถทำให้คนไข้โรคหัวใจสามในสี่มีอาการดีขึ้นชัดเจนโดยการจ่ายวิตามินคิว
80 เปอร์เซ็นต์ อาการโรคหัวใจดีขึ้น (ผู้ป่วยอายุเฉลี่ย 69 ปี) โดยการรับประทานวิตามินคิววันละ 100 มิลลิกรัม
และการศึกษาตามมา พบว่าวิตามินคิวขนาด 50 มิลลิกรัม/วันเป็น เวลา 4 สัปดาห์ ช่วยบรรเทาอาการหัวใจล้มเหลวและทำให้สุขภาพโดย รวมดีขึ้น ลดเวลาที่ต้องนอนโรงพยาบาล…
…ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยทุกคนชอบเพราะไม่มีที่ไหนสุขเท่าบ้านของเราเอง
ในญี่ปุ่นมีการใช้วิตามินคิวตั้งแต่ 37 ปีที่แล้ว มีการทำการวิจัยไว้ถึง 25 ชิ้น พบว่าผู้ป่วย 70 เปอร์เซ็นต์ มีอาการดีขึ้นจากโรคหัวใจ ปัจจุบันวิตามินคิวเป็นยาตามใบสังแพทย์ที่มีขายทั่วไป บริษัทญี่ปุ่น หลายแห่งสังเคราะห์และผลิตวิตามินคิวจำหน่ายทั่วโลก
แต่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก
เช่นเดียวกับแพทย์นักวิจัยแห่งโรงพยาบาลเมโทดิสท์ อินเดียนาโปลิส และสถาบันวิจัยไบโอเมดิคัลของมหาวิทยาลัยเท็กซัส ได้จัดทำโปรแกรมรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจโดยใช้วิตามินคิว และพบผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ
แพทย์ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่า วิตามินคิวกระตุ้นแรงบีบหัวใจและลดผลข้างเคียงจากยารักษาโรคหัวใจตัวอื่นๆ (การได้รับวิตามินคิวร่วมกับยารักษาโรคหัวใจจึงเป็นสิ่งดี)
กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
หนูแก่มีภูมิต่อต้านสารพิษหรือเชื้อโรคเพียงหนึ่งในสามของหนูหนุ่ม แต่เมื่อให้กินวิตามินคิว ภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นเพิ่มขึ้นสองเท่าครึ่ง
เป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้น
เมื่อดร.โฟล์คเกอร์ทดลองในคนพบว่า ภูมิคุ้มกันชนิดที่เรียก ภาษาการแพทย์ว่า IgG เพิ่มขึ้นเมื่อได้รับวิตามินคิววันละ 60 มิลลิกรัม
ป้องกันสมองเสื่อม
อัลไซเมอร์เป็นกลุ่มอาการเสื่อมของสมองที่เกิดในคนชราหรือคนวัยสี่สิบขึ้นไป พบในหญิงมากกว่าชาย ประกอบด้วยอาการความจำเสื่อมโดยเฉพาะกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดใหม่ จำได้แต่เรื่องเก่าๆ มีการเปลี่ยน แปลงพฤติกรรม กลายเป็นคนไม่เรียบร้อย ไม่สะอาด แต่งกายลวกๆ พูดรัวไม่เป็นคำ อาจกลายเป็นคนอารมณ์ร้ายหรืออิ่มเอมเกินปกติ บางครั้งเกิดหลงเวลา หลงสถานที่ เช่นนั่งอยู่กับบ้าน แต่กลับบอกว่าอยากกลับบ้าน หรือตื่นขึ้นมาหุงข้าวเช้าตอนสี่ทุ่ม ผู้ป่วยอาจกลายเป็นคนขี้เซา นอนยาว ที่แย่คือเกิดอาการชักตัวสั่น เป็นอัมพฤกษ์
ยังไม่รู้สาเหตุของโรค แต่คาดเดาว่าเซลล์สมองเกิดการเสื่อมถอย เพราะถูกทำลายจากอะไรบางอย่าง
นักวิทยาศาสตร์หลายคน เช่น ดร.เดนแฮม ฮาร์แมน แห่ง มหาวิทยาลัยเนบราสก้า เชื่อว่า วิตามินคิวมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคชราที่เรียกอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อมได้ โดยการปกป้อง ไมโตคอนเดรียให้พ้นจากการโจมตีของอนุมูลอิสระ เจ้าตัวร้ายที่บั่นทอนอายุมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
มีเพียงวิตามินคิวและสารอีกไม่กี่ตัวที่สามารถซึมซาบเข้าไปถึง
อวัยวะส่วนไมโตคอนเดรีย และคอยปกป้องเตาเผาพลังงานที่สำคัญที่สุดของเซลล์ได้
ความต้องการวิตามินคิว
เป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามินทั้งหลายที่ร่างกายต้องการ มีอยู่ครบ ถ้วนแล้วในอาหารของมนุษย์
แต่ในชีวิตประจำวันมีคนจำนวนไม่น้อยที่ขาดวิตามินด้วยเหตุหลายประการ เช่น
-เลือกรับประทานอาหาร ไม่รับประทานผัก ผลไม้ รับประทานอาหารไม่ครบห้าหมู่
-อาหารขาดคุณภาพ เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ดสำหรับคนกรุง อาหารที่ใช้วัตถุดิบขาดคุณภาพ เช่น ข้าวขัดขาว
-การปรุงอาหารผิดหลักโภชนาการ วิตามินถูกความร้อนสูง สลายหมด เช่น ถ้าเอานํ้าผลไม้ต้มเดือด วิตามินซีจะสลายตัว พืชผักที่เก็บไว้นานจะเสียวิตามินไป
-การดูดซึมวิตามินผ่านลำไส้เสียประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นโรคบางชนิด เช่น ท้องเสีย หรือรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาระบายพาราฟิน
-ลักษณะจำเพาะของบุคคล คนบางคนอาจต้องการวิตามินบางชนิดสูงกว่าคนอื่น เช่น เด็กที่มารดาให้วิตามินสูงๆ ในระหว่างตั้งครรภ์กว่าคนอื่น อาจมีภาวะขาดวิตามินซี
-เมื่อแรกเกิด จำต้องได้รับวิตามินซีสูงพิเศษ เป็นต้น
การศึกษาไม่นานมานี้พบว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจส่วนใหญ่ (75 เปอร์เซ็นต์) จะอยู่ในภาวะขาดวิตามินคิว การได้รับวิตามินคิวทำให้คนไข้ร้อยละเก้าสิบเอ็ดมีกล้ามเนื้อหัวใจที่แข็งแกร่งขึ้นภายใน 30 วัน
ยังไม่เป็นที่รู้ชัดว่าร่างกายเราต้องการวิตามินคิววันละเท่าไรแน่แต่รู้ ว่าถ้าขาดจะทำให้แก่เร็ว ชีวิตสั้น
โชคร้ายสำหรับมนุษย์ เราพบว่าร่างกายผลิตวิตามินคิวได้น้อยลง หลังวัยยี่สิบกว่าๆ และเมื่อถึงวัยกลางคน เรามักจะขาดวิตามินคิวกันทั้ง นั้น จึงไม่แปลกที่วัยนี้แหละ โรคหัวใจเริ่มถามหา
ดังได้กล่าวแล้วว่า วงการแพทย์ปัจจุบันหลายประเทศ จ่ายวิตามินคิว ให้คนไข้โรคหัวใจ และได้ผลดี เช่น ในญี่ปุ่น มีการทำการวิจัยไว้ถึง 25 ชิ้น พบว่าผู้ป่วย 70 เปอร์เซ็นต์ มีอาการดีขึ้นจากโรคหัวใจ
ปัจจุบันวิตามินคิวเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ที่มีขายทั่วไปในหลายประเทศ
อยากรับประทานวิตามินคิว หาได้จากไหนบ้าง?
อาหาร
วิตามินคิวมีในนํ้ามันปลา ปลาทะเลลึก เช่น ปลาซาร์ดีน (ซึ่งก็คือปลากระป๋องนี่เอง) อาหารทะเล เครื่องในสัตว์เฉพาะส่วนหัวใจ ตับ และเซ่งจี๊ ถั่วลิสง และนํ้ามันถั่วเหลือง แต่อาจมีปริมาณไม่มากนัก
การรับประทานอาหารอุดมวิตามินอี หรือซีลีเนียม สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามินคิวขึ้นในร่างกายได้
อาหารเสริม
ไม่แนใจว่า มีวิตามินคิวในรูปอาหารเสริมขายในเมืองไทยหรือไม่ แต่แพทย์มักซื้อวิตามินคิวจากเมืองนอกมาใช้ในคลินิก วิตามินคิวเกือบทั้งโลกผลิตในญี่ปุ่น
ควรรับประทานมากน้อยเพียงใด?
ขนาดมาตรฐานที่แนะนำคือ 30 มิลลิกรัม/วัน (โดยเฉพาะคนอายุเกินห้าสิบจำเป็นมาก เพราะคนวัยนี้ร่างกายแทบเลิกสร้างวิตามินคิวแล้ว จำต้องได้รับจากภายนอก)
สำหรับคนที่มีอาการโรคชรา ควรรับประทานวิตามินคิวในขนาด 50-100 มิลลิกรัม/วัน เพื่อผลการรักษา
คำแนะนำอื่นๆ
การที่วิตามินคิวช่วยป้องกันคุณจากโรคหัวใจ มิได้หมายความว่า คุณจะปล่อยชีวิตสำมะเลเทเมาแล้วกลับบ้านมารับประทานวิตามินคิว 1 เม็ด ด้วยความหวังว่าทุกอย่างจะกลับเป็นปกติสุข
คุณต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่บ่อนทำลายร่างกาย หมั่นดูแลสุขภาพ ของคุณเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม พักผ่อนเพียงพอ ทำจิตใจให้ผ่องใส ออกกำลังกายสมํ่าเสมอ
ออกกำลังกาย
ทุกวันนี้ประชาชนออกกำลังกายน้อยลง เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เครื่องจักรกลเข้าแทนที่งานที่ต้องใช้แรง การเดินทางด้วยเท้าเปลี่ยนเป็น จักรยาน มอเตอร์ไซค์ และรถยนต์ในที่สุด พื้นที่ออกกำลังกายลดลง โทรทัศน์ทำให้วันหยุดสนุกสนานด้วยเสียงหัวเราะของผู้คนจากหน้าจอทีวีแทนวงตะกร้อหรือสนามฟุตบอล แม้แต่ชาวไร่ชาวนาก็ใช้แรงน้อยลง
จึงไม่น่าแปลกที่สถิติโรคหัวใจในประเทศพัฒนาหรือกำลังพัฒนา อย่างประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นน่าตกใจ
เป็นที่ทราบกันดีว่า การออกกำลังกายช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความดัน และอื่นๆ สารพัดสารเพ แต่วิถีชีวิตสมัยใหม่ กำลังพรากมันไปจากมนุษย์
จิตใจผ่องใส
แม้จะยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ความเครียดทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคหัวใจแค่ไหน เพียงใด แต่ก็เป็นคำเตือนที่น่ารับฟัง เพราะความเครียดและความวิตกกังวลทุกชนิด ล้วนไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพจิตและกาย
เหล้าและบุหรี่
บุหรี่นอกจากจะทำให้เกิดมะเร็งในปอดอย่างที่รู้กันอยู่แล้ว ในปี 1964 “รายงานผลของบุหรี่ต่อสุขภาพ” ของรัฐบาลสหรัฐอเมริการะบุว่า การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจอย่างสูง และการศึกษาถัดๆ มาให้ ข้อมูลที่น่าสนใจว่า หากเลิกบุหรี่นาน 10 ปี สุขภาพจะกลับคืนมาเท่าคนที่ไม่สูบบุหรี่
ระดับคอเลสเตอรอล
กว่า 30 ปีแล้วที่นักวิจัยค้นพบว่าระดับคอเลสเตอรอลในกระแส เลือดมีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ การศึกษาที่โด่งดังทำให้ประชากรฟลามิงแฮมหลายพันคน พบว่าคนที่มีคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดเกิน 265 มิลลิกรัม/เลือดหนึ่งเดซิลิตร จะเสี่ยงต่อโรคหัวใจเป็น 4 เท่าของคนที่มี ระดับคอเลสเตอรอลตํ่ากว่า 190 มิลลิกรัม/เลือดหนึ่งเดซิลิตร
ความดันสูง ความดันในที่นี้ คือ ความดันเลือด มิใช่ดันทุรัง การศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุด ชื่อ “The Hypertension Detection And Follow-up Program” ซึ่งรัฐบาลอเมริกาให้ทุนวิจัย ทำในประชากรกว่าหมื่นคน พบว่าคนที่สามารถลดความดันลงตํ่ากว่าเส้นกำหนดจะลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจลงด้วยเช่นกัน
ไม่มีวิตามินตัวใด การดูแลสุขภาพแบบใดโดดๆ ที่จะทำให้คุณแข็งแรง พ้นจากโรคภัยทุกชนิดได้
ร่างกายของคุณต้องการการดูแลสมํ่าเสมอ ต่อเนื่อง และจริงจัง
ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์

แบบผมสวยอื่น ๆ: