เรียนรู้เกี่ยวกับวิตามินและเกลือแร่ เพื่อการทานได้อย่างถูกต้อง

มาเรียนรู้เกี่ยวกับวิตามินและเกลือแร่อย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถทานวิตามินได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่เปลืองเงิน และช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์อีกด้วย

เรียนรู้เรื่องวิตามินและเกลือแร่

 

วิตามิน

มิใช่เพียงแค่…วิตามิน
ถ้าใครไม่กลัวโรคหัวใจ ที่เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของ ประชากรไทย หรือโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุอันดับสาม และไม่กลัวความทุกข์ทรมานของโรคชราแล้วละก็…อย่าหลงอ่านบทความต่อไปนี้เป็นอันขาด เพราะคุณอาจเผลอปรับปรุงนิสัยการบริโภคและพฤติกรรมสุขภาพเป็นการใหญ่
นักวิทยาศาสตร์เคยประมาณการไว้ว่า หากมนุษย์ไม่ถูกคุกคามด้วยโรคร้ายนานาชนิดอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ร่างกายไม่เสื่อมโทรมเพราะขาดการดูแลแล้ว คนเราจะมีชีวิตยืนยาวถึง 150 ปีเชียว ทั้งนี้เป็นการคาดคะเนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่ว่า ร่างกายเรามีเซลล์ทั้งหมดประมาณ 6,000 ล้านเซลล์ แบ่งตัวตลอดชีวิต 40 ครั้ง ถ้าเซลล์เหล่านี้ไม่เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควรแล้วละก็…
มนุษย์น่าจะมีชีวิตอยู่ได้ในช่วง 120-150 ปีทีเดียว
ซึ่งก็กำลังจะเป็นจริงแล้วในทุกวันนี้ เพราะมนุษย์อายุยืนที่สุดและยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ คือ ชิเกชิโย อิซูมิ (121 ปี)
คนเราเกิดมาแล้วต้องตาย จริงแท้แน่นอน แต่จะตายสวยแบบเจ้าหญิงนิทรา หรือชักพะงาบๆ หกเดือนยังไม่ตาย ส่วนหนึ่งขึ้นกับการ ประพฤติปฏิบัติของตัวท่านเองด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้เพราะในโลกข้อมูลยุคใหม่สมัยโลกาภิวัตน์ มีการค้นพบความรู้ใหม่ๆ ในวงการแพทย์เกิดขึ้นตลอดเวลา ตำรา งานวิจัย บทความ และฐานข้อมูลในอินเตอร์เนตได้เปิดเผยสิ่งที่ค้นพบให้ชาวโลกรับรู้วันละเล็กละน้อย
แต่มีชาวบ้านสักกี่คนมีเวลาศึกษาความรู้เหล่านั้นและนำมา ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้เหมาะสมกลมกลืน
คุณเคยทราบไหมว่า ทำไมศาสตราจารย์แอนโทนี ดับบลิว ลินเนน แห่งศูนย์การแพทย์และชีววิทยาระดับโมเลกุล มหาวิทยาลัยโมนาช จึงได้ออกมาประกาศว่า คนอายุเกินห้าสิบควรรับประทานวิตามินคิว เพื่อเพิ่มพลังงานแก่เซลล์ ลดอาการโรคชราได้ชะงัด
คุณเคยทราบไหมว่า นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ดร.ไลนัส พอลิง เคยประกาศว่าเราสามารถยืดอายุได้อีก 12-18 ปีด้วยวิตามินซีขนาด 3,200-12,000 มิลลิกรัม/วัน
ดร.เรเน มาลินาว ศาสตราจารย์ทางการแพทย์ มหาวิทยาลัย โอเรกอน กินวิตามินรวมที่มีโฟลิก แอซิดทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดีและยืนยาว
พวกเขาบ้า เสียสติ หรือกำลังค้นพบอะไรบางอย่างที่ชาวบ้านอย่างเราๆ ไม่เคยรู้
ประชาชนมีสิทธิ์รู้ แต่อาจไม่มีโอกาสรู้
วิตามินคืออะไร?
เชื่อว่าทุกท่านรู้จักวิตามิน เคยใช้วิตามิน และเห็นประโยชน์ของวิตามินมาแต่ไหนแต่ไร
แต่ทุกวันนี้ ความรู้เกี่ยวกับวิตามินเปลี่ยนไปมากมาย แม้แต่แพทย์ เภสัชกรที่จบการศึกษามานานและไม่ได้ติดตามข่าวคราวในวงการแพทย์ สมํ่าเสมอก็อาจหัวหมุนกับการใช้วิตามินในขนาดสูง เช่น รับประทาน วิตามินซีวันละ 3 กรัม (เรียกว่า MEGADOSE หรือเมกะโด้ส) หรือ การนำวิตามินซี หรืออี มาผสมในครีมบำรุงผิว ครีมนวดผม ฯลฯ
วิตามินไม่ใช่เพียงแค่ยานํ้าเชื่อมที่หมอจ่ายให้เด็กรับประทานอาหาร พร้อมข้าวเหมือนสมัยโบราณอีกต่อไปแล้วครับ เช่น ในญี่ปุ่นมีการใช้ วิตามินคิวตั้งแต่ 37 ปีที่แล้วเพื่อร่วมรักษาโรคหัวใจ มีการทำการวิจัยไว้ถึง 25 ชิ้น พบว่าผู้ป่วย 70 เปอร์เซ็นต์ มีอาการดีขึ้นจากโรคหัวใจ ปัจจุบันวิตามินคิวกลายเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ที่มีขายทั่วไป บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งสังเคราะห์และผลิตวิตามินคิวจำหน่ายทั่วโลก
เรามาทบทวนความเป็นไปเกี่ยวกับวิตามินอีกสักนิดดีไหม?
คำว่าวิตามินมาจาก “วิตา-เอมีน” นักเคมีชาวโปแลนด์ ชื่อ คาร์ซิเมอร์ ฟุงค์ สามารถสกัดสารลักษณะเป็นผลึกจากข้าวซ้อมมือได้ในปี
ค.ศ.1911 และตั้งชื่อมันว่าวิตา-เอมีน ซึ่งแปลว่า สารเอมีนที่มีคุณค่าต่อชีวิต ต่อมากร่อนคำ กลายเป็นวิตามินในที่สุด
ใครๆ ก็รู้ว่า วิตามินเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ หากขาดวิตามิน ระบบต่างๆ ในร่างกายจะทำงานผิดพลาด สูญเสียประสิทธิภาพ ก่อให้ เกิดโรคร้ายแรง
แต่ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
อยากเปรียบเทียบให้ฟังว่า มนุษย์ขาดวิตามินก็เทียบได้กับ รถมอเตอร์ไซค์ขาดนํ้ามันออโต้ลูบ พอวิ่งได้แต่กำลังไม่ดี ครั้นนานไป เกิด เครื่องรวนถึงหยุดได้
พวกเราคงพอรู้ว่า ร่างกายของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ ล้วนดำรงอยู่ได้โดยอาศัยปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ทุกๆ เซลล์
ในทุกเสี้ยววินาทีของทุกวัน ขบวนการทางเคมีเหล่านี้ดำเนินไป อย่างรวดเร็ว ฉึบฉับทันใจทั่วร่างกาย ทำให้พวกเราสามารถเดินเหิน หัวเราะ ร้องไห้ และทำกิจกรรมสารพัดชนิดได้ทันใจ
แต่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ ต้องยกนิ้วให้สารชนิดหนึ่งเรียกว่า เอนไซม์ (Enzymes)
เอนไซม์เปรียบเสมือนเงินใต้โต๊ะเวลาไปติดต่อกับข้าราชการ (เลวๆ) ถ้าคุณขออนุญาตนำเข้าสินค้าสักตัวหนึ่ง คุณอาจต้องรอหกเดือนหรือ นานกว่านั้น แถมโยกเยกโยเย จะเอาโน่น จะเอานี่ แต่พอคุณใส่เอนไซม์เข้าไปสามวันก็เสร็จ
นี่แหละคือความพิสดารของเอนไซม์ !?!…
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เอนไซม์ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ช่วยย่อยสลายอาหารที่เรารับประทาน เป็นตัวจักรที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสลายอาหารให้เป็นพลังงานเพื่อการขับเคลื่อนชีวิต การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การต้านทานเชื้อโรค และอื่นๆ อีกมากมาย
เอนไซม์จึงเป็นสารเคมีที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับขับเคลื่อนปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิต ถ้าใครขาดเอนไซม์ก็ตายลูกเดียว เพราะพลังงานที่ได้จากปฏิกิริยาเคมีโดยไม่มีตัวเร่งนั้น ไม่เพียงพอแม้แต่จะรักษาชีวิตไว้ได้
โชคดีที่ร่างกายสามารถสร้างเอนไซม์ได้เองโดยธรรมชาติ ไม่ต้องซื้อหามารับประทาน จึงไม่มีใครเป็นโรคขาดเอนไซม์ (เว้นแต่คนบางคน ที่เป็นโรคกรรมพันธุ์สร้างเอนไซม์ได้ไม่ครบทุกชนิด ทำให้ป่วย กระเสาะกระแสะ รอวันตายด้วยโรคร้ายสารพัน)
แต่อย่าลืมคำพังเพยที่ว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า”
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบในเวลาต่อมาว่า เอนไซม์ที่มีอยู่ในร่างกายของเรานั้นจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อถูกกระตุ้นโดยสารอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกเป็นภาษาทางการว่า โคเอนไซม์ (Coenzyme) หรือภาษาที่เราคุ้นเคย ดีคือวิตามินนั่นเอง
ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายเราจะดำเนินไปอย่างเชื่องช้าถ้าขาดเอนไซม์ เอนไซม์จะทำงานอย่างเกียจคร้านถ้าขาดวิตามิน
นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมขาดวิตามินเอ ทำให้ผมแห้งแตกปลาย หนังศีรษะแห้ง ผมขาดนํ้าหนัก เปราะง่าย เล็บซีดบางเปราะหักง่าย
ขาดวิตามินซี ทำให้เลือดออกตามไรฟัน
ขาดวิตามินบี 2 ทำให้เกิดแผลเรื้อรังในปาก ฯลฯ ก็เพราะถ้าขาดวิตามิน เอนไซม์ก็เกียจคร้าน ปฏิกิริยาเคมีไม่เกิด ร่างกายขาดพลังงานเพื่อการขับเคลื่อนชีวิตไม่มีการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การต้านทานเชื้อโรคลดน้อยถอยลง
ดังที่กล่าวแล้วว่า ความแตกต่างประการหนึ่งของเอนไซม์กับวิตามิน คือเอนไซม์ถูกสร้างในร่างกาย ส่วนวิตามินนั้นเราต้องขวนขวายหารับประทานเสริมเข้าไป
แต่ธรรมชาติก็ไม่โหดร้ายกับเราทีเดียวนัก ได้นำวิตามินมาใส่ไว้ใน อาหารนานาชนิดให้เราเลือกรับประทาน เช่น ธรรมชาติใส่วิตามินเอไว้ในน้ำมันตับปลา ไข่ นม พืชผักสีเหลืองส้ม เช่น มะละกอ แครอท ฟักทอง ผักเขียวเข้ม และใส่วิตามินบีหกและสิบสองไว้ในอาหารทะเล ตับ และเครื่องใน วิตามินซีมีในผลไม้รสเปรี้ยว เช่นนี้เป็นต้น
แต่กระนั้นก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อย ขาดวิตามินด้วยเหตุผลต่างๆ อาทิเช่น
-เลือกรับประทานอาหาร ไม่รับประทานผัก ผลไม้ รับประทานอาหารไม่ครบห้าหมู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีเงินซื้อรับประทานให้ครบบ้าง ไม่มีความรู้บ้าง หรือรับประทานเอาง่ายเข้าว่า เพราะไม่มีเวลาเลือก หรือไม่มีโอกาสเลือก
-อาหารขาดคุณภาพ เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ดสำหรับคนกรุงฯ อาหารที่ใช้วัตถุดิบ ขาดคุณภาพ เช่น ข้าวขัดขาว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิจัยค้นพบว่า ทุกวันนี้ ดินที่ใช้เพาะปลูกกำลังด้อยคุณภาพลงเรื่อยๆ ทำให้อาหารตามธรรมชาติมีสารสำคัญลดลงเป็นลำดับ ได้เคยมีการนำตัวอย่างอาหารแบบดั้งเดิมมาวิเคราะห์เทียบกับอาหารปัจจุบัน พบปริมาณวิตามินลดลงน่าใจหาย จนดูจะเป็นไปไม่ได้ถ้าคุณคิดจะรับประทานอาหารครบห้าหมู่ แล้วหวังว่าจะได้วิตามินเพียงพอต่อความจำเป็นของร่างกาย เช่น การที่จะให้ได้วิตามินอีในขนาด 400 หน่วยสากลต่อวันเพื่อหวังผลต้านอนุมูลอิสระนั้น ดร.อลัน เชท แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน คำนวณว่า คุณต้องดื่มนํ้ามันข้าวโพดวันละ 2 ขวดใหญ่ หรือรับประทานถั่วลิสงวันละ 28 ถ้วย หรือรำวันละ 2 กิโล ซึ่งคุณก็จะกลายเป็นหมูอ้วนมันจุกอกตายไปเสียก่อน
-การปรุงอาหารผิดหลักโภชนาการ วิตามินถูกความร้อนสูงสลายหมด เช่น ถ้าเอานํ้าผลไม้ต้มเดือด วิตามินซีจะสลายตัว พืชผักที่เก็บไว้นานจะเสียวิตามินไป
-การดูดซึมวิตามินผ่านลำไส้เสียประสิทธิภาพเนื่องจากเป็นโรคบางชนิด เช่น ท้องเสีย หรือรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาระบาย
-ลักษณะจำเพาะของบุคคล คนบางคนอาจต้องการวิตามินบางชนิดสูงกว่าคนอื่น เช่น เด็กที่มารดารับประทานวิตามินซีสูงๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ อาจมีภาวะขาดวิตามินซีเมื่อแรกเกิด จำต้องได้รับวิตามินซีสูงพิเศษ
ชนิดของวิตามิน
วิตามินแยกได้เป็นสองพวกใหญ่ๆ คือ
1. วิตามินที่ละลายในนํ้า ประกอบด้วยวิตามินบีรวม คือ บี 1 บี 2
บี 3 บี 5 บี 6
บี 12 กรดโฟลิก ไบโอทิน และอิโนซิโทล วิตามินที่ละลายนํ้าจะไม่สะสมในร่างกาย ปริมาณเหลือใช้จะถูกขับออกมาในปัสสาวะ จึงต้องรับประทานใหม่ทุกวัน
2. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค จำง่ายๆ ว่า เอ ดีอี เค
เนื่องจากวิตามินพวกนี้ละลายได้ในไขมัน มันจึงละลายในไขมัน ตามพุงของคุณ และสะสมในเนื้อเยื่อไขมันทั่วร่างกาย ดังนั้นถ้ารับประทานเข้าไปมากๆ ติดต่อกันนานๆ อาจเกิดอันตรายได้
การใช้วิตามินขนาดสูง(Megadose Vitamin)
ทุกวันนี้การรับประทานวิตามินเสริมสุขภาพเริ่มเป็นที่นิยมโดยอิทธิพลจากประเทศพัฒนา ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ในอเมริกาประมาณว่า 3 ใน 4 ของประชาชน รับประทานวิตามินโดยความเชื่อว่าจะทำให้สุขภาพของตนดีขึ้น โดยไม่คำนึงว่าได้รับสารเพียงพอแล้วหรือยัง
จากการสืกษาพบว่าประชาชนอเมริกาได้รับพิษจากวิตามิน ประมาณปีละ 4,000 ราย
ในทางการแพทย์ เรามีค่าที่เรียก Recommended Daily Allowance หรือขนาดเหมาะสมที่แนะนำ เรียกโดยย่อว่า RDA
ถ้าคุณมีขวดวิตามินรวมอยู่ข้างกาย ลองหยิบมาดู จะเห็นค่าปอร์เซ็นต์ RDA ซึ่งแสดงให้เห็นว่า วิตามินที่คุณรับประทาน มีสารสำคัญเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ ถ้ามี 100 เปอร์เซ็นต์ RDA ก็แสดงว่ามีครบร้อย ไม่ต้องหาที่ไหนอีก
โดยทั่วไป คนเรารับประทานวันหนึ่งได้ 100 เปอร์เซ็นต์ RDA ก็เพียงพอแล้ว
แต่ปัจจุบันพบว่า มีแนวคิดสมัยใหม่ที่แนะนำให้รับประทานวิตามินในขนาดสูงกว่าเปอร์เซ็นต์ RDA ถึง 10 เท่า เช่น วิตามินซี วิตามินอี เป็นต้น
เหตุผลที่แนะนำเช่นนี้เป็นเพราะ มีการค้นพบคุณสมบัติใหม่ๆ ของ วิตามินบางตัว โดยเฉพาะวิตามินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระว่า นอกจากจะช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีในร่างกายอย่างวิตามินที่ดีทั้งหลายแล้ว มันยังมีแนวโน้มสามารถป้องกันหรือรักษาโรคหลายชนิด เช่น วิตามินซี เชื่อกันว่าสามารถป้องกันโรคได้หลายชนิด ตั้งแต่ไข้หวัดถึงมะเร็ง แม้แต่ ดร.ไลนัส พอลิง นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ก็ยังเชื่อว่า วิตามินซีขนาด 3,200-12,000 มิลลิกรัม/วัน สามารถยืดอายุมนุษย์ให้ยืนยาวต่อไปได้
แม้ขณะนี้งานวิจัยยังไม่มีผลชัดเจน แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อย และบุคลากรในวงการแพทย์กำลังนิยมบริโภควิตามินซีในขนาด 500-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
เช่นเดียวกับ วิตามินอี มีการศึกษาพบว่า มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันมะเร็ง แต่การศึกษายังไม่สิ้นสุด ปัจจุบันมีผู้นิยมวิตามินอีในขนาดสูง เพื่อหวังผลให้ผิวสวย แก้ภาวะมีบุตรยาก และป้องกันมะเร็ง
เกลือแร่
แร่ธาตุคือองค์ประกอบพื้นฐานที่รวมกันเป็นเนื้อหนังมังสา กระดูก เล็บในคน ตลอดจนรวมกันเป็นดิน นํ้า อากาศ และสสารทุกชนิด
ดังนั้นตั้งแต่เกิดจนตาย เราจึงต้องบริโภคแร่ธาตุสารพันชนิดเข้าไป เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเนื้อหนังและพลังงานของร่างกาย ถ้าเอากล้องที่มีอานุภาพสูงสุดมาขยายก็จะมองเห็นเซลล์และองค์ประกอบในเซลล์ชัดแจ๋ว หรือหากนำชิ้นเนื้อมนุษย์ไปวิเคราะห์จะพบว่า ชิ้นส่วนในร่างกายของเราประกอบด้วยคาร์บอนหรือถ่านเป็นแกนหลัก
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ว่า คนเราพอตายไป เผาแล้วกลายเป็นเถ้าถ่าน เกือบหมด
ไม่เพียงเนื้อหนังของเรา แม้แต่สารอาหารที่เรารับประทาน เช่น แป้ง น้ำตาล โปรตีน ไขมัน และวิตามินที่เรารับประทานเข้าไป ก็ล้วนแต่มีถ่านเป็นแกนหลัก รวมเข้ากับไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฯลฯ
กล่าวได้ว่าถ่านหรือคาร์บอนนี้เองคือแร่ธาตุสำคัญของสิ่งมีชีวิตบนโลก และด้วยเหตุนี้ เราจึงเรียกสารที่มีถ่านเป็นองค์ประกอบหลักว่า สารอินทรีย์
สารอินทรีย์ แปลตรงตัวว่า สารที่ประกอบเป็นร่างของสิ่งมีชีวิต สามารถผุพังเน่าเปื่อยโดยง่าย
แต่อันที่จริง ร่างกายเรายังต้องการสารอีกกลุ่มหนึ่งที่มิใช่ถ่าน
ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่นเราต้องการโลหะ เช่น สังกะสี ทองแดง เหล็ก เพื่อการก่อสร้างอวัยวะสำคัญบางอย่าง
เราต้องการแคลเซียมสำหรัมสร้างกระดูกที่แข็งแกร่ง(ถ้ากระดูกของเราสร้างจากถ่าน คงเปราะ แตกง่าย)
เราต้องการธาตุเหล็กสำหรับสร้างเม็ดเลือดแดง ถ้าคุณไม่ยอม รับประทานเหล็ก คุณก็จะไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดแดงได้ อะไรจะเกิด ตามมาต่อสุขภาพ คุณคงคาดเดาได้ไม่ยากใช่ไหม
ว้าว…นี่กระมังที่ทำให้ข้าราชการที่ขาดสารอาหารบางคน ชอบบริโภค กรวด หิน ดิน ทราย ซีเมนต์ เหล็กเส้น ฯลฯ
ธาตุเหล่านี้คือสิ่งที่เราเรียก “แร่ธาตุ” นั่นเอง มันเป็นสิ่งที่ร่างกาย ต้องการเช่นเดียวกับสารอินทรีย์ แต่ไมใช่สารอินทรีย์ เราจึงเรียกเป็นพวก
“สารอนินทรีย์’,
ในบรรดาแร่ธาตุที่จำเป็นนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังสามารถแบ่งได้อีกเป็นสองกลุ่มใหญๆ คือ
-เกลือแร่ หรือ Minerals ใช้เรียกแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการมากกว่า 100 มิลลิกรัม/วัน ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โปตัสเซียม กำมะถัน และคลอรีน
-ธาตุจำเป็นอื่นๆ หรือ Trace Elements ใช้เรียกแร่ธาตุที่ร่างกายเราต้องการแต่เพียงเล็กน้อย คือน้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/วัน ได้แก่ เหล็ก ไอโอดีน ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โมลิบดีนัม ซีลีเนียม และโครเมียม
คนไทยขาดแร่ธาตุหรือไม่?
โดยทั่วไป แร่ธาตุมีอยู่แล้วในอาหารที่เรารับประทาน แต่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
สิ่งหนึ่งที่ประชาชนทั่วไปไม่ค่อยตระหนักคือว่า คนส่วนใหญ่จะขาดแร่ธาตุมากกว่าขาดวิตามิน โดยเฉพาะคนที่
-จำกัดอาหาร
-คนแก่
-หญิงมีครรภ์
-คนที่รับประทานยาต่อเนื่อง
-นักมังสะวิรัติ
-และคนที่อาศัยในแหล่งดินที่ขาดแร่ธาตุจำเป็น
คุณลองคิดถึงดินแดนอีสานที่เป็นผืนทราย ดินจืดขาดคุณภาพ ดังนั้นพืชผักที่ปลูกบริเวณนั้นย่อมขาดแร่ธาตุที่จำเป็นบางชนิดเมื่อเทียบกับภาคอื่นโดยมิต้องสงสัย เช่นเดียวกับพืชผักในภาคเหนือจะมีสารไอโอดีนน้อยมาก
และเป็นลูกโซ่ตามมาว่า คนที่บริโภคผักพื้นเมืองก็ย่อมขาดแร่ธาตุที่จำเป็นด้วยเช่นกัน อาจขาดวันละเล็กละน้อย แต่ครั้นนานไป เป็นเดือน เป็นปี สุขภาพของคนเหล่านี้ย่อมแตกต่างจากคนในแถบอื่น เช่นนี้เป็นต้น
ยิ่งมีข่าวเรื่องพืชบางชนิด เช่น มันสำปะหลัง หรือยูคาลิปตัส สามารถดูดแร่ธาตุในดินได้รวดเร็ว ทำให้ดินจืดเช่นนี้แล้ว พืชผักในบริเวณนั้นจะเหลืออะไร
นิตยสารมีชื่อด้านโภชนาการของอเมริกา (Am J Clin Nutr 1988) ได้เผยแพร่รายงานการค้นพบว่า นักมังสะวิรัติส่วนใหญ่จะขาดเกลือแร่ เพราะอาหารมังสะวิรัติมักมีไขมันตํ่า ไขมันส่วนใหญ่เป็นพวกไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน จึงมีผลต่อการดูดซึมเกลือแร่หลายชนิดเข้าสู่ร่างกาย เช่น เหล็ก สังกะสี แมงกานีส แคลเซียม
คุณรู้ไหมว่า การขาดแร่ธาตุตัวสำคัญคือแคลเซียม ทำให้หญิงวัยทอง หรือหญิงวัยหมดประจำเดือนเกือบครึ่ง ต้องทุกข์ทรมานจากโรคกระดูกพรุน ผู้หญิงหนึ่งคนในสามคนและผู้ชายหนึ่งคนในยี่สิบคน เป็นโรคกระดูกพรุน อเมริกาเคยทำสถิติไว้ว่าทุกๆ 10 นาทีจะต้องมีคนหนึ่งคน กระดูกหักจากอาการกระดูกพรุน และกระดูกที่ว่ารวมถึงกระดูกสะโพก ข้อมือ และสันหลัง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 40 คน
น่ากลัวไหม ผลจากการขาดแร่ธาตุที่ชื่อแคลเซียม ภัยเงียบที่น้อยคนจะตระหนัก
กระดูกพรุนเป็นโรคของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย การขาดฮอร์โมนเพศหลังหมดประจำเดือนทำให้กระดูกสลายตัวเร็วขึ้น
หญิงหลังวัยหมดประจำเดือนควรได้รับแคลเซียมตั้งแต่ 1,000-1,500 มิลลิกรัมจึงจะพอ สมาคมโรคกระดูกพรุนแห่งชาติอเมริกา แนะนำ ให้ทุกคนรับประทานแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม เมื่ออายุ 12 ปี ขึ้นไป และ 1,200 มิลลิกรัมสำหรับคนท้องหรือหลังคลอด ส่วนหญิงหลังหมดประจำเดือนแนะนำให้ทานแคลเซียมในขนาด 1,500 มิลลิกรัม
จากตัวอย่างที่เล่ามา ท่านคงเห็นแล้วว่า คนเราส่วนใหญ่ขาดแร่ธาตุที่จำเป็น แต่ไม่ค่อยมีใครใส่ใจ ผิดกับวิตามินที่ชอบหาซื้อชนิดเม็ดมารับประทานทั้งที่ได้รับกันเพียงพอจากอาหาร
บางท่านฟังแล้วอาจเฉยๆ ไม่คิดว่าสำคัญอย่างไร อยากยกตัวอย่างความรุนแรงของปัญหาการขาดแร่ธาตุที่ชื่อไอโอดีน ที่พวกเราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กว่า คนที่อาศัยห่างทะเลจะขาดธาตุตัวนี้ พืชผักชายทะเลบางชนิดเช่นผักชะคราม มีไอโอดีนในเนื้อพืชปริมาณสูง ดังนั้น ชาวบ้านริมทะเลที่เอายอดผักชะครามมาลวกนํ้าร้อนจิ้มนํ้าพริกเป็นประจำ ย่อมจะได้ไอโอดีนเพียงพอ ทั้งจากพืชผักริมทะเล อาหารทะเล และเกลือทะเล ขณะที่คนบนดอยที่ด้อยโอกาส จำต้องกินเกลือสินเธาว์ กินพืชผักและอาหารที่ไม่มีไอโอดีน ทำให้คนบนดอยขาดสารจำเป็นตัวนี้ อย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัว
ปัญหาที่ตามมาไม่ใช่เพียงแค่เกิดโรคคอพอก เท่านั้นหรอก แต่ส่งผลให้เด็กเล็กเป็นโรคเอ๋อ เด็กมีพัฒนาการทางสมองช้า สติปัญญาอ่อนด้อย กลายเป็นปัญหาต่อตัวเอง ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติในที่สุด
นี่ก็เป็นผลจากการขาดเกลือแร่ที่เห็นกันทนโท่ แต่ประชาชนไม่ค่อยตระหนักความสำคัญ
โดยปกติในพืชผักผลไม้จะมีวิตามินอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์หากท่าน รับประทานให้ได้วันละห้าถ้วยตวงคละชนิดกัน
แต่สำหรับเกลือแร่ เรื่องนี้ไม่เป็นจริงเสมอไป แม้ท่านจะรับประทานอาหารขนมนมเนยและพืชผักผลไม้หลากหลาย ก็มีโอกาสขาดเกลือแร่ได้
ทั้งนี้เพราะเหตุผลทางสภาพภูมิศาสตร์และความอุดมสมบูรณ์ของดินดังที่กล่าวแล้ว คนบนดอยจำเป็นต้องซื้อหาอาหารทะเลมาบริโภคเพื่อให้ได้แร่ธาตุครบถ้วนหรือกินเกลือเสริมไอโอดีน
เสียดายที่บ้านเรายังไม่มีการศึกษาวิจัยเรื่องแร่ธาตุในอาหารตาม สภาพภูมิศาสตร์ แต่ในเมืองนอก นักวิจัยพบว่า พืชผักที่ปลูกในเซาท์ดาโกต้า จะมีซีลีเนียมสูงมาก แต่ถ้าเป็นพืชผักในจีนหรือนิวซีแลนด์จะมีซีลีเนียมตํ่ามาก
ดังนั้นแม้คุณจะรับประทานอาหารครบห้าหมู่ คุณก็มีสิทธิ์ขาดเกลือแร่ได้
ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบความสำคัญของเกลือแร่ต่อสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
ยกตัวอย่างเช่น พบว่าแร่ธาตุชื่อซีลีเนียมมีบทบาทในการต่อต้านมะเร็งและโรคหัวใจ ยิ่งทำให้เราต้องหวนกลับมาหาคำตอบว่าจริงๆ แล้ว เราได้อาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการแล้วหรือยัง หรือว่าเราขาดอะไรบางอย่างโดยไม่รู้ตัว ติดต่อกันมาตั้งแต่เกิด จนก่อโรคเรื้อรังในที่สุด
คนเรามีโอกาสขาดแร่ธาตุได้ง่ายและไม่รู้ตัว เพราะปริมาณแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการต่อวันนั้น นับว่าเล็กน้อยจริงๆ เห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับสารอาหารตัวอื่น เช่น แป้ง ไขมัน โปรตีน ที่เรารับประทานต่อวันราว 500 กรัม (ครึ่งกิโล) ขณะที่เราต้องการแร่ธาตุเพียง 1.50 กรัม หรือเพียง 0.3 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่เรากิน
แต่หากเราขาดเจ้า 0.3 เปอร์เซ็นต์นั่น เราก็จะไม่มีโอกาสใช้ 99.70 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเพราะเราจะเท่งทึงเสียก่อน แร่ธาตุอย่างสังกะสีนั้นร่างกายต้องการเพียง 0.003 เปอร์เซ็นต์ของอาหารในหนึ่งวัน ซึ่งปริมาณเท่ากับฝุ่นผงติดเศษผักแค่นั้นเอง
ดังนั้นมีโอกาสเป็นไปได้มากว่าเราอาจทำมันสูญหายไปในขบวนการ ปรุงอาหาร และมันอาจส่งผลที่คาดไม่ถึงต่อสุขภาพหากขาดแร่ธาตุจำเป็นในระยะยาว
ท่านผู้อ่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ธรรมชาตินอกจากจะเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตที่สำคัญแล้ว ยังมีความผูกพันกับมนุษย์ยากที่จะหาสิ่งใดทดแทนหรือเลียนแบบได้
มนุษย์ในอดีตพึ่งพาและทำตัวให้สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ เมื่อสามพันปีมาแล้ว หมอในอียิปต์และกรีซรู้วิธีรักษาบาดแผลด้วยนํ้ามัน เหล้าไวน์ และยาที่สกัดจากพืช ซึ่งเรียกว่าสมุนไพร ชาวกรีกเชื่อในอำนาจจากดวงอาทิตย์และเชื่อในความจำเป็นของการพักผ่อน แนวคิดดังกล่าวได้ถูกบันทึกเอาไว้ ได้มีการเผยแพร่มายังโรม อัฟริกาเหนือ เปอร์เซีย และยุโรป
สมุนไพรถูกใช้รักษาโรคในอินเดียและจีนมาเป็นเวลากว่า 2,000 ปีแล้ว ในอินเดียหมอสามารถผ่าตัดหู จมูก และตา ในจีน หมอได้ค้นหาว่าร่างกายของคนทำงานอย่างไร
ในโรงพยาบาลตอนยุคแรกๆ การรักษาผู้ป่วยไม่ได้หมายถึงการทำให้ผู้ป่วยหาย แต่จะหมายถึงการดูแลผู้ป่วยในขณะที่ป่วยโดยการทำความสะอาดให้ป้อนอาหารให้ และทำให้ผู้ป่วยมีความสบาย (Comfort) หมอใช้สมุนไพรมาปรุงเป็นยา นอกจากนี้หมอยังศึกษาดวงดาวเพื่อดูเวลาที่เหมาะสมในการรักษาผู้ป่วย
การแพทย์ได้พัฒนาเรื่อยมา มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ในสมัยดั้งเดิมได้อิงแนวคิดเข้าหาธรรมชาติเป็นอันมากตราบจนถึงยุควิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มีการสกัดสารเคมีตัวเด่น ตลอดจนสังเคราะห์เลียนแบบและปรับปรุงให้ดีขึ้น
ขณะที่เราสร้างสิ่งใหม่ สิงเก่าๆ ที่ดีงามก็ถูกละเลยไปทีละเล็กละน้อย ข้าวซ้อมมือแทนที่ด้วยข้าวขัดขาว การโม่แป้งด้วยโม่หินกลายเป็นกรรมวิธีวิทยาศาสตร์ที่สนองตอบความชอบผู้บริโภคเป็นหลัก และความถูกต้องเป็นรอง
ท่านทั้งหลายในฐานะผู้บริโภคมีสิทธิจะเลือกรับสิ่งดีเข้าร่างกาย หรือจะปล่อยให้กระแสวัฒนธรรมการบริโภคแบบใหม่เข้ามาทำลายสุขภาพของตัวเอง
ท่านต้องต่อสู้เพื่อตัวเอง
ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์

แบบผมสวยอื่น ๆ: