สารอาหารที่จำเป็นคุณผู้หญิงที่ทานยาคุม ตั้งครรภ์ และหมดประจำเดือน

อย่างคำกล่าวที่บอกว่า You are what you eat เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นถึงความสำคัญของการกิน โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ต้องสวย ห้ามเหี่ยว ห้ามแก่ การทานอาหารที่ครบถ้วนจึงเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้เราขอเสนอสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงทุกคนที่จะต้องทานในแต่ละวัน เพื่อให้เพื่อน ๆ มีสุขภาพที่ดี สดใส แข็งแรง และที่สำคัญสวยใสแบบธรรมชาติอีกด้วย

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง

ป้องกันกระดูกพรุน

คุณผู้หญิงหลายท่านที่สนใจข่าวคราวสุขภาพทันสมัย อาจซื้อหาน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส เลซิทิน นํ้ามันปลา สารสกัดจากทะเลลึก ไฟเบอร์ และอื่นๆ มารับประทาน ตามข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ บางคนก็บอกไม่จำเป็น รับประทานอาหารครบห้าหมู่ก็พอแล้ว
แต่บางคนก็แย้งน่าฟังว่าอาหารห้าหมู่สมัยนี้ไม่พอหรอกนะคุณพี่ เพราะในยุคโลกาอาละวาดนี้ แต่ละหมู่ล้วนคุณภาพตกตํ่าลงมาก เมื่อเทียบกับอาหารจากธรรมชาติในอดีต เช่น ข้าวก็ขัดขาวจนไม่เหลือวิตามินบีที่เป็นประโยชน์ ผักก็มีสารเคมีตกค้าง รับประทานมากพานตาค้าง ผลไม้ก็เก่าเก็บจนวิตามินสลายยิ่งกว่าเพลงหัวใจสลาย ไขมันหรือ ผู้ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมก็ดัดแปลงนํ้ามันธรรมดาให้กลายเป็นทรานส์แฟตตี้แอซิดที่เป็นคุณต่อลิ้นแต่เป็นโทษต่อร่างกาย โปรตีนก็เร่งผลิตกันจนถึงขนาดมีฮอร์โมนตกค้างอยู่ในเนื้อไก่ ว่ากันว่า เด็กๆ ในประเทศด้อยพัฒนาบางแห่งถึงกับมีเต้านมโตตั้งแต่สิบขวบเพราะผู้ผลิตทดลองฝังฮอร์โมนเพศขนาดสูงในหัวไก่
ดังนั้นคำพูดที่ว่ารับประทานอาหารห้าหมู่จึงยังไม่ดีพอ ต้องบอก ด้วยว่าแต่ละหมู่ต้องมีคุณภาพเพียงพอด้วย
และในประเด็นสารอาหารสำหรับผู้หญิงกับผู้ชายจำเป็นต้อง แตกต่างกันหรือไม่?
บางคนก็ว่าไม่จำเป็น เพราะผู้หญิงผู้ชายก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ทำไมจะต้องรับประทานอาหารแตกต่างกัน ถ้าเป็นเช่นนั้น ต่อไปคงต้องมีร้านอาหารผู้หญิงกับร้านอาหารผู้ชาย เหมือนสุขาหญิงกับสุขาชาย
บางคนก็แย้งว่า จำเป็นนะ ผู้หญิงกับผู้ชายมีสรีระที่แตกต่างกัน น่าจะต้องการสารอาหารต่างกัน
เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก นอกจากภาระ “แม่บ้าน” ที่สังคมยัดเยียดให้โดยไม่เคยถามความสมัครใจแล้ว ยังมีภาระทางชีวภาพที่ธรรมชาติให้ติดตัวมา
เริ่มตั้งแต่เข้าสู่วัยสาว ร่างกายจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลฮอร์โมน เกือบสิบวันเต็มทุกครั้งที่มีรอบเดือน
เมื่อแต่งงานมีภาระคุมกำเนิด (ทั้งที่ผู้ชายสามารถช่วยแบ่งเบาได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่ทำ คุณจะได้ยินบ่อยๆ ในหนัง ผู้ชายตะคอกว่า คุณปล่อยให้ท้องได้ยังไง!)
ครั้นพอตัดสินใจมีทายาทสืบสกุล หญิงก็มีภาระอุ้มท้องแต่เพียงฝ่ายเดียว การบำรุงร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อประคับประคองลูกน้อยอันเป็นที่รัก
เมื่อแก่ตัวลงพ้นวัยเจริญพันธุ์ สิ่งที่ได้มาคือริ้วรอยบนใบหน้า และสิ่งที่เสียไปคือแคลเซียมในกระดูกอันเป็นผลจากการขาดหายไปของ ฮอร์โมนเพศ
มีการศึกษามากมายหลายชิ้น ช่วยให้ข้อมูลที่น่าสนใจแก่วงการแพทย์ว่า แม้โดยทั่วไปผู้หญิงและผู้ชายจะต้องการสารอาหารขั้นพื้นฐานเหมือนๆ กัน แต่ในบางกรณี บางช่วงภาวะของชีวิต ผู้หญิงจำเป็นต้องได้รับสารอาหารบางอย่างแตกต่างไปจากชาย เช่นในภาวะใช้ยาคุม ภาวะตั้งครรภ์ ช่วงวัยทอง และช่วงวันนั้นของเดือน
1. ช่วงใช้ยาคุม
ผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดจะมีความต้องการวิตามินบี 6 หรือที่ชื่อไพริดอกซิน (Pyridoxin) และกรดโฟลิกหรือโฟเลต (Folic acid or Folate) ในปริมาณสูงกว่าปกติ เพราะพบว่ายาคุมกำเนิดชนิดรับประทานจะมีฤทธิ์ตีกันกับวิตามินทั้งสอง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขาดวิตามินบี 6 และโฟลิก ที่เห็นชัดมากคืออารมณ์เปลี่ยนแปลง หงุดหงิด ซึมเศร้า ซึ่งหญิงหลายคนรู้ดี แต่อาจนึกไม่ถึงว่าเป็นผลจากการที่ร่างกายกำลังต้องการปริมาณสารอาหารสูงเป็นพิเศษ
กรณีของวิตามินบี 6 ถ้าคุณได้รับวิตามินบี 6 ไม่เพียงพอ คุณอาจปรากฏอาการที่ไม่พึงปรารถนาหลายประการ เช่น ภูมิคุ้มกันตํ่าลง ติดเชื้อ
ป่วยเป็นโรคง่าย สภาพจิตเสื่อมโทรม
ในการศึกษาผลจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด นักวิทยาศาสตร์พบว่า หลายรายเกิดความผิดปกติในการสังเคราะห์สารจำเป็นตัวหนึ่งในร่างกาย ชื่อทริปโตแฟน ส่งผลให้ผู้รับประทานยาคุมกำเนิดเกิดอาการซึมเศร้า และมีอาการไม่สบายตัว มีอาการคล้ายเป็นเบาหวานเทียม
เมื่อศึกษาต่อมาก็ได้พบว่า หญิง 19 รายจาก 39 ราย อยู่ในภาวะขาดวิตามินบี 6 เนื่องจากฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ผสมในเม็ดยาคุมกำเนิดนั่นเอง
เมื่อให้วิตามินบี 6 ในหญิงทั้งสิบเก้าราย ในขนาด 40 มิลลิกรัม พบว่าช่วยลดอาการไม่สบายตัวลงได้ แต่ภาวะซึมเศร้ายังคงอยู่
วิตามินบี 6 มีอยู่ในอาหารประเภทเนื้อ ตับ ไต และในพืช พบ วิตามินบี 6 สูงในข้าวซ้อมมือ แต่พืชทั่วไปมีวิตามินบี 6 ไม่มากนัก เช่น กล้วย ลูกพรุน ลูกเกด ถั่วต่างๆ
นมและผักต่างๆ เป็นแหล่งอาหารที่มีวิตามินนี้น้อยกว่าแหล่งอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐอเมริกาก็แนะนำว่า ผู้หญิงที่กิน
ยาคุมควรได้รับวิตามินบี 6 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 มิลลิกรัม/วัน
สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่ง คือ ยาคุมกำเนิดบางยี่ห้อก็ได้เติม วิตามินบี 6 ลงในสูตรตำรับของยาคุมแล้ว ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้อง รับประทานเพิ่ม
จะรู้ได้อย่างไรว่ายาคุมที่ฉันรับประทานอยู่มีวิตามินบี 6 ผสมแล้วหรือยัง?
อ่านฉลากดู นับว่าเป็นส่วนดีที่กฎหมายยาบังคับให้ผู้ผลิตแสดงส่วนประกอบไว้บนฉลากด้วย ดังนั้นฉลากอาจเขียนเป็นไทยว่า ส่วนประกอบ หรือสารสำคัญ หรือเป็นอังกฤษว่า Composition และ แสดงชื่อวิตามินบี 6 เป็นภาษาไทยหรืออังกฤษหรือเขียนชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pyridoxine ก็ได้ เพราะกฎหมายไทยไม่บังคับว่าจะต้องเขียนเป็นไทย บนฉลากยา
ทำไมมันจึงมีคำว่า “หรือ’’ มากมาย
ถ้ายุ่งยากนักก็ถามเภสัชกรประจำร้านดู และได้คุยเรื่องการใช้ที่ถูกต้องด้วย ไหนๆ ก็ซื้อสินค้าแล้ว ควรใช้บริการให้ครบถ้วนเพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง
และสำหรับใครที่รับประทานทั้งยาคุมกำเนิดและวิตามินรวม ชนิดเม็ดเป็นประจำ น่าจะเลือกยี่ห้อที่มีส่วนผสมของวิตามินบี 6 20 มิลลิกรัมขึ้นไป
2. ภาวะตั้งครรภ์
เป็นที่รู้กันดีว่า สตรีในช่วงตั้งครรภ์จำเป็นจะต้องได้รับสารอาหาร หลายชนิดมากกว่าปกติเพื่อนำส่วนหนึ่งไปเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์
ถ้าแม่ขาดสารอาหาร อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกถึง ขนาดทำให้พิการได้
ในบรรดาวิตามินเกลือแร่ทั้งหมด เหล็กและโฟเลตมีความสำคัญสูงมากสำหรับสตรีมีครรภ์
ในกรณีของเหล็ก ธาตุเหล็กมีส่วนสำคัญยิ่งในการนำอากาศ หรือ
ออกซิเจนไปทั่วร่างกาย
กลไกตรงนี้ไม่ซับซ้อน กล่าว คือ ออกซิเจนที่เราหายใจเข้าจะจับกับโปรตีนชนิดหนึ่งในเม็ดเลือดแดงชื่อ “ฮีโมโกลบิน” ซึ่งมีเหล็กเป็น โครงสร้างสำคัญอีกที เมื่อเลือดไหลไปที่ใด ออกซิเจนก็ติดไปด้วย
ดังนั้นหากไม่มีเหล็ก ก็ไม่มีฮีโมโกลบินทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเมื่อไม่มีออกซิเจน เซลล์ทุกเซลล์ก็หยุดทำงาน
จึงเห็นได้ว่า หากร่างกายได้รับเหล็กไม่เพียงพอ ร่างกายก็ไม่อาจ สร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มเติม คุณจะอยู่ในภาวะ “โลหิตจาง” คือถ้าเจาะ เลือดมาส่องกล้องจะเห็นเม็ดโลหิตแดงน้อยกว่าปกติ
ดังนั้นหญิงมีครรภ์ที่โลหิตจางจึงได้รับออกซิเจนน้อยกว่าปกติ ซึ่ง ส่งผลทั้งต่อแม่และลูก กล่าวคือ ผลต่อแม่ จะทำให้เสี่ยงต่อการคลอด ก่อนกำหนด ถ้าเสียเลือดมากในการคลอด อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ไม่มีกำลัง อ่อนเพลีย ภูมิต้านทานโรคตํ่า ส่วนผลต่อทารก อาจทำให้คลอดก่อนกำหนด ซีด นํ้าหนักแรกคลอดตํ่า พัฒนาการช้า เจ็บป่วยง่าย ภูมิต้านทานโรคตํ่า
แหล่งธาตุเหล็กในธรรมชาติมีอยู่ในเนื้อสัตว์ เลือดสัตว์ และเครื่องในโดยเฉพาะตับ
นอกจากนี้พืชผักผลไม้บางชนิดก็มีธาตุเหล็กดังตาราง

 

ปริมาณ 1 ขีด (100 กรัม)

มีธาตุเหล็ก (มก.)

ตับอ่อนหมู

65.50

มะเขือพวง

43.00

เลือดไก่

23.90

ผักขม

21.40

เลือดหมู

20.00

รำข้าว

19.40

งาดำ

16.00

ซี่โครงหมู

14.00

เต้าเจี้ยวดำ

11.90

บวบเหลี่ยม

11.50

โดยทั่วไปพบว่า อาหารที่หญิงมีครรภ์ทั่วไปบริโภคในชีวิตประจำวัน มักมีปริมาณเหล็กไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของลูกน้อย
ดังนั้นเมื่อคุณไปฝากครรภ์อย่างถูกต้อง แพทย์จะจ่ายธาตุเหล็กใน รูปของยาบำรุงโลหิตมาให้ด้วย คุณควรรับประทานยาตามคำแนะนำของ แพทย์โดยเคร่งครัด
ขนาดแนะนำโดยทั่วไปสำหรับคนท้องคือ 30-60 มิลลิกรัม/วัน แต่หญิงมีครรภ์บางคนอาจต้องการสูงกว่านี้ได้ หญิงมีครรภ์ทุกคนจึงควรฝากท้องเพื่อให้แพทย์,ช่วยตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายและเลือด เพื่อจะสั่งยาได้เหมาะกับสภาพร่างกายของคุณ
ยาบำรุงโลหิตที่หมอนิยมจ่ายโดยทั่วไป เป็นสารประกอบของเหล็ก เช่น เฟอร์รัสซัลเฟต เฟอร์รัสฟูเมอเรต หรือเหล็กคาร์บอนิล
ถ้าแพทย์จ่ายเฟอร์รัสซัลเฟต กับเฟอร์รัสฟูเมอเรต สองตัวนี้จะดูดซึมได้ดีที่สุดขณะท้องว่าง หรือก่อนอาหารสักหนึ่งชั่วโมง
แต่อย่างไรก็ตาม ในผู้หญิงบางคนอาจจะเกิดความรู้สึกไม่สบายใน ท้องเมื่อรับประทานยาบำรุงโลหิตตอนท้องว่าง เช่น รู้สึกร้อน แสบท้อง หรืออยากอาเจียน กรณีนี้ควรเปลี่ยนมารับประทานยาพร้อมอาหาร
ส่วนเหล็กคาร์บอนีล ยาตัวนี้จะดูดซึมได้ดีต่อเมื่อมีกรดในกระเพาะ จึงต้องรับประทานยาพร้อมอาหาร คุณจะต้องทำตามคำแนะนำโดย เคร่งครัดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
มีเทคนิคการรับประทานอาหารหรือยาบำรุงโลหิตที่น่าสนใจ อยาก เล่าให้คุณฟัง นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า วิตามินซีจะช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก แต่แคลเซียมจะขัดขวางการดูดซึม
กลไกการดูดซึมธาตุเหล็กก็คล้ายกับการดูดซึมสารอาหารอื่นๆ กล่าวคือ เมื่อคุณรับประทานเนื้อสัตว์และพืชผักผลไม้หลายชนิด ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอต อาหารเหล่านี้จะถูกย่อย และธาตุเหล็กจะถูกดูดซึมผ่านผนัง ลำไส้ เข้ากระแสเลือด แต่ในบางคนร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยมาก ดังนั้นแม้จะรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเหมือนกัน แต่ก็ยังขาดธาตุเหล็ก
นักวิจัยพบในเวลาต่อมาว่า ถ้าคุณรับประทานวิตามินซีพร้อมธาตุเหล็ก มันจะช่วยเพิ่มการดูดซึมได้ดี
วิตามินซีมีในผลไม้รสเปรี้ยว จึงมีการทดลองให้อาสาสมัครรับประทานอาหารพร้อมดื่มนํ้าผลไม้ แล้ววัดว่าจะได้ธาตุเหล็กเข้าร่าง กายเพิ่มหรือไม่เพียงใด
ผลการทดลองพบว่า นํ้าผลไม้หลายชนิดช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุ เหล็กเข้าร่างกายได้อย่างมาก โดยนํ้ามะนาวช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ดีที่สุด รองมา คือนํ้าส้มและนํ้าฝรั่ง
ที่ช่วยได้ดีปานกลาง คือ นํ้าสตรอว์เบอร์รี่ พลัม กล้วย มะม่วง แคนตาลูป และสับปะรด
จากผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การดื่มนํ้าผลไม้ระหว่างอาหาร ช่วยให้ร่างกายได้รับธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น แต่ที่สำคัญต้องเป็นนํ้าผลไม้แท้ และสด พวกเครื่องดื่มกระป๋องรสผลไม้นั้นใช้ไม่ได้
ดังที่กล่าวว่า วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึม แต่แคลเซียมลดการดูดซึม แคลเซียมมีในนม กะปิ ปลากรอบ และผักหลายชนิด
ดังนั้นการรับประทานยาบำรุงโลหิตพร้อมอาหารที่มีแคลเซียม อาจ ลดการดูดซึมได้
นอกจากนี้สำหรับคนที่ไปฝากครรภ์แพทย์อาจจ่ายวิตามินรวม ซึ่งมีแคลเซียมมาพร้อมยาบำรุงโลหิต ซึ่งหากรับประทานพร้อมกัน แคลเซียมย่อมจะไปขัดขวางการดูดซึม
คำแนะนำ คือ ให้รับประทานวิตามินรวม ที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม หลังอาหาร และแยกรับประทานยาบำรุงโลหิตก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง เว้นเสียแต่ว่ายาบำรุงโลหิตทำให้คุณคลื่นไส้ จึงค่อยย้ายมารับประทานพร้อมอาหาร
นอกจากธาตุเหล็กดังที่กล่าวแล้ว หญิงมีครรภ์ยังต้องการโฟเลต
หรือกรดโฟลิกสูงเป็นพิเศษด้วย การขาดโฟเลตขณะตั้งครรภ์อาจทำให้ คุณเสียใจไปตลอดชีวิต
โชคดีที่ ดร.แมรี่ วิลส์ สังเกตพบภาวะโลหิตจางแบบไม่ธรรมดา ในสตรีมีครรภ์ชาวอินเดีย ในปี 1931 ไม่ธรรมดาเพราะว่า แม้จะให้ธาตุเหล็กบำรุงโลหิตก็ไม่ทำให้อาการดีขึ้น แต่ข้อสังเกต คือ หญิงมีครรภ์เหล่านั้นบริโภคข้าวขัดขาวและขนมปังขาว จึงเชื่อว่าน่าจะขาดสารอาหารที่สำคัญอีกตัว นำไปสู่การค้นพบความรู้ที่มีค่ายิ่ง นั่นคือโฟเลตกับอาการพิการทางสมองและประสาท เรียกว่า “Neural tube Defects” จึงน่าจะยกคุณความดีให้แก่แพทย์หญิงคนเก่ง
นักวิทยาศาสตร์พบในเวลาต่อมาว่า ทารกที่เกิดจากมารดาที่ขาดโฟเลตโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่าง 6-9 เดือนสุดท้ายมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะกลายเป็นคนพิการทางสมองและประสาท
ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยใช่ไหม นับเป็นปัญหาของทุกชาติในโลก จนมีการรณรงค์เรียกร้องให้เสริมโฟเลตแก่สตรีมีครรภ์ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย คุณลองคิดถึงความรู้สึกของพ่อแม่ เมื่อพบหน้าลูกแรกเกิดพร้อมอาการพิการทางสมองว่าปวดร้าวเพียงใด
อาการพิการทางสมองและประสาทมี 2 ชนิด คือ Spina bifida เยื่อหุ้มไขสันหลังปิดไม่สนิท เมื่อเด็กโตขึ้นมา อาจมีอาการอัมพาต ไม่ สามารถควบคุมการขับถ่ายทั้งหนักและเบา ส่วนแบบ Anencephaly พบว่าสมองบางส่วนหายไป หรืออาจเกิดมาโดยไม่มีสมอง
ดร.กอดเฟรย์ โอคเลย์ ผู้อำนวยการแผนกทารกพิการโดยกำเนิด แห่งศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติอเมริกากล่าวว่า หญิงท้องจะขาดโฟเลต
รุนแรงในช่วงแรกที่ตัวอ่อนในมดลูกกำลังสร้างสมองและประสาท แต่มี หญิงราวร้อยละ 40 ที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าว่าจะมีครรภ์ บางครั้งกว่าจะรู้ตัวก็อาจสาย จึงแนะนำให้หญิงสาวรับประทานอาหารที่มีผักใบเขียว ให้มาก และเสริมโฟเลตในขนาด 0.2 มิลลิกรัม/วันหลังมีครอบครัว
เนื่องจากคำว่า โฟเลต มาจากรากศัพท์ “Foliage” ซึ่งแปลว่า ใบไม้ ดังนั้นแหล่งโฟเลตในธรรมชาติที่ดีที่สุดจึงมีในผักใบเขียวเข้มทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นคะน้า บร็อคโคลี ผักขม ผักบุ้ง หรือแม้แต่ส้ม ถั่ว และข้าวซ้อมมือ
สำหรับคนธรรมดาหากได้รับประทานอาหารที่ปรุงถูกต้องใน ปริมาณที่เหมาะสม ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดวิตามินตัวนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรสังเกตด้วยว่า เราได้รับประทานผักผลไม้ปริมาณถึงที่กำหนดหรือไม่ กล่าวคือ คนเราควรได้ผักผลไม้รวมกัน 5 ถ้วย/วัน อาจเป็นกับข้าวที่มีผักมื้อละถ้วย รวม 3 ถ้วย กับรับประทานผลไม้เป็นของว่างอีก 2 ถ้วย รวม 5 ถ้วย
สำหรับหญิงมีครรภ์ นอกจากรับประทานอาหารให้ครบหมู่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขยังแนะนำให้แพทย์จ่ายโฟเลตแก่หญิงที่ไปฝาก ครรภ์เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะพิการทางสมองและประสาท คุณจึง ควรรับประทานยาบำรุงตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัด
3. ช่วงหมดประจำเดือน
หญิงช่วงหมดประจำเดือนจะมีปัญหาเรื่องกระดูกพรุน
กระดูกพรุนเป็นโรคของผู้หญิงก็ว่าได้ เพราะตามธรรมชาติผู้หญิง จะมีเนื้อกระดูกน้อยกว่าผู้ชายราว 10-30 เปอร์เซ็นต์ และหมดฮอร์โมนเพศก่อนผู้ชายประมาณ 20 ปีหลังจากหมดประจำเดือน (การขาดฮอร์โมนเพศทำให้กระดูกสลายตัวเร็วขึ้น) นอกจากนี้ผู้ชายมักออกกำลังกายหรือออกกำลังมากกว่าผู้หญิง ทำให้มีโครงกระดูกที่แข็งแรงกว่า แต่ถ้าผู้หญิงโครงกระดูกใหญ่ก็จะเกิดอาการกระดูกพรุนช้ากว่าผู้หญิงทั่วไปเช่นกัน
กระดูกพรุนคืออะไร?
กระดูกพรุน หมายถึง ภาวะสูญเสียเนื้อกระดูก กระดูกบาง ไม่ หนาแน่น ทำให้กระดูกแตกง่าย ส่วนใหญ่เกิดในหญิงหลังหมดประจำเดือน
อาการ
อาการเริ่มแรกที่พบ คือ ปวดหลัง ไม่มีอาการอื่น ครั้นนานไปจะเกิดอาการปวดหลังอย่างแรง มีเสียงเหมือนกระดูกสันหลังหัก หลังงองุ้ม ความสูงลดลง กระดูกหักง่าย
รุนแรงหรือไม่?
โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ ในตัวมนุษย์ ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงภัยร้ายของมันจนถึงวันที่ปรากฏอาการ แต่ถ้าคุณใช้เครื่องมือทางการแพทย์ตรวจวัด คุณจะพบสิ่งที่น่าตกใจ
คือกระดูกของคุณจะบางลงเรื่อยๆ หลังจากอายุสามสิบปีขึ้นไปโดย เฉพาะในผู้หญิง
กระดูกเมื่อบางลงเรื่อยๆ มันจะถึงจุดแตกหัก และเราจะรู้ว่าตัวเองเป็นโรคกระดูกพรุนก็ต่อเมื่อเกิดอาการกระดูกหักง่ายผิดปกติ แม้แค่กระทบกระแทกเพียงเล็กน้อย และที่แย่ไปกว่านั้น ผลของกระดูกพรุนยังทำให้เกิดอาการต่อเนื่องอีกหลายประการ เช่น การติดเชื้อ การอักเสบ เอมโบลิซึม ซึ่งเป็นก้อนเลือดขัดขวางการไหลเวียนของโลหิตไปยังปอด จนอาจทำให้ถึงตายได้
ตัวกระตุ้นโรค
การดื่มเหล้ามากๆ สูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด รับประทานเนื้อหรืออาหารโปรตีนมากเกินไป ทำให้กระดูกเสื่อมเร็วขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือ กระดูกเสื่อมจากภาวะหมดประจำเดือน ผู้หญิงวัยพ้นห้าสิบกว่าครึ่งจะต้องเผชิญกับกระดูกพรุนหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับกระดูกพรุนอย่างแน่นอน
คุณสามารถป้องกันหรือบรรเทามันได้
การป้องกัน
การป้องกันกระดูกพรุนทำได้โดยการรับประทานอาหารที่มี แคลเซียมและโบรอนให้มาก (ทุกวันนี้ผู้หญิงหลายคนได้รับแคลเซียมไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน)
แคลเซียมขนาดเหมาะสมยังเป็นที่ถกเถียงกันบ้าง นิตยสาร Con-sumer Reports ปี 1995 แนะนำไว้ที่ขนาดไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม/วัน ขณะที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแนะนำไว้ถึง 2,400 มิลลิกรัม เทียบให้ง่ายว่า นมหนึ่งแก้วมีแคลเซียมราว 120 มิลลิกรัม ดังนั้นหากต้องการแคลเซียม 2,400 มิลลิกรัม จึงต้องดื่มนมถึง 20 แก้ว/วัน ซึ่งเป็นไปได้ยากสำหรับคนไทย
แต่อันที่จริงอาหารของไทยหลายชนิดมีแคลเซียมสูงกว่านมเสียอีก เช่น กะปิ กุ้งแห้ง กล้วยแขก มันทอด เต้าหู้ ปลากรอบ จึงไม่ควรคิดถึงแต่นมเพียงอย่างเดียว
ดังนั้นการจัดอาหารที่มีแคลเซียมสูงร่วมกับการออกกำลังกายจึง เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันมิให้คุณผู้หญิงกลายเป็นคนแก่หลังโกง เจ็บ ออดแอด ปวดข้อปวดหลังเมื่อยามชรา
นอกจากอาหารแคลเซียมแล้ว คุณควรรับประทานอาหารที่มีโบรอนสมํ่าเสมอ
การวิจัยใหม่ๆ ได้ให้ความรู้ที่น่าพิศวงว่า โบรอนมีบทบาทอย่างมาก ต่อโรคกระดูกพรุน
ถ้าคุณไม่รับประทานผลไม้ คุณก็จะไม่ได้รับโบรอน การขาดโบรอนจะไปรบกวนการทำงานของแคลเซียมในกระดูก ส่งผลให้กระดูกเปราะง่าย
และยังพบอีกว่าโบรอนมีบทบาทสำคัญต่อฮอร์โมนเพศเอสโตรเจน หรือกล่าวง่ายๆ ว่าโบรอนทำตัวเสมือนสารป้องกันกระดูกพรุน
ดร.ฟอร์เรสต์ นีลเสน แห่งศูนย์วิจัยโภชนาการในนอร์ธ ดาโกต้าค้นพบว่า หากคุณได้รับโบรอนไม่เพียงพอ ร่างกายจะกักเก็บแคลเซียมไว้ไม่ได้
หญิงวัยหมดประจำเดือนที่รับประทานอาหารโบรอนตํ่า จะสูญเสีย แคลเซียมและแมกนีเซียมซึ่งเป็นสารสำคัญในกระดูกออกจากร่างกาย
และเมื่อให้ผักผลไม้ที่มีโบรอน 3 มิลลิกรัม/วัน พบว่าการสูญเสียแคลเซียมลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์
ดร.นีลเสนกล่าวว่า โบรอนอาจออกฤทธิ์โดยกระตุ้นสเตียรอยด์ ฮอร์โมนในกระแสเลือด การศึกษาของเขาพบว่า ฮอร์โมนเพศชื่อ (Oestradiol 17 B) เพิ่มเป็น 2 เท่า (เท่ากับการรักษาด้วยฮอร์โมน) และ Testosterone ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของ Oestradiol ก็เพิ่มมากกว่า 2 เท่า
โบรอนมีมากในผลไม้โดยเฉพาะแอ๊ปเปิล องุ่น ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วเหลือง ถั่วลิสง และน้ำผึ้ง ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีแคลเซียมมาก เช่น ดื่มนมหรือรับประทานปลากรอบบ่อยๆ แต่ไม่รับประทานผลไม้ เราจะขาดธาตุโบรอน และเกิดอาการกระดูกพรุนได้
4. ภาวะของรอบเดือน
ไม่มีผู้ชายคนไหนหรอกจะเข้าใจสิ่งน่าเบื่อหน่ายที่ผู้หญิงต้องเผชิญ แม้ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจภาวะของรอบเดือนกระจ่างนัก และยังเป็นที่ถกเถียงทางวิชาการ ขณะที่ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทั่วโลกยังคงต้องเผชิญกับอาการแปรผันหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ 7-10 วันก่อน ประจำเดือนมา จะพบความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หงุดหงิด ขี้กังวล กระวนกระวาย ฉุนเฉียวง่าย อารมณ์ไม่คงเส้นคงวา เหนื่อยล้า อยาก อาหารบางชนิดเช่นอยากของหวาน นํ้าหนักเพิ่ม ตึงทรวงอก เวียนศีรษะ ปวดหัว ฯลฯ
มีการใช้สารอาหารรักษาอาการก่อนประจำเดือนมา พบว่าได้ผลดี ในบางราย และเฉพาะบางอาการเท่านั้น เช่น การใช้วิตามินอีขนาด 400 หน่วยสากลเพื่อลดอาการตึงทรวงอก เลซิทินบางครั้งก็ช่วยแก้ปัญหาใน การควบคุมอารมณ์และความจำ มีรายงานเสมอเรื่องการใช้วิตามินบี 6 ขนาด 20 มิลลิกรัม/วัน เพื่อบรรเทาอาการก่อนประจำเดือนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอารมณ์
แกมม่า ลิโนเลนิค แอซิดซึ่งพบในนํ้ามันอีฟนิ่งพริมโรสและสาหร่ายเกลียวสไปรูลิน่า ให้ผลบ้างในการลดความไม่สบายดังที่กล่าว
ดังที่กล่าวแล้วว่า สารอาหารเหล่านี้ได้ผลเฉพาะราย ใครที่ใช้แล้วไม่ได้ผลควรงด อย่าฟังแต่คำเขาบอก เดี๋ยวเขาจะหลอกเอาเงินในกระเป๋า
ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์

แบบผมสวยอื่น ๆ: