ส้มแขกอาหารลดความอ้วน ลดจริงหรือแค่หลอก

เมื่อนานมาแล้ว ส้มแขก เคยเป็นสมุนไพรชื่อดังในเรื่องลดความแล้ว และคิดว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินสรรพคุณของส้มแขกที่ว่าสามารถลดความอ้วนได้มากันไม่มากก็น้อย วันนี้เรามาดูกันว่าส้มแขกนั้นสามารถช่วยในเรื่องลดความอ้วนได้จริงหรือไม่ และข้อดีของส้มแขกคืออะไร มีผลเสียบ้างหรือไม่

ส้มแขกกับการลดความอ้วน

ส้มแขก
ขณะเตรียมออกรายการทีวี ดาราสาวสวยท่านหนึ่งก็หยิบยาลด ความอ้วนตัวใหม่คือ ‘‘สารสกัดจากส้มแขก” มาให้ช่วยแนะนำการใช้ และที่เธออยากรู้เหมือนกับคนอื่นๆ คือ
“อาจารย์ว่าได้ผลจริงไหมคะ หนูซื้อมาตั้งแพง ขวดนี้ 60 เม็ด พันสอง ตกเม็ดละ 20 บาท รับประทานวันละ 6 เม็ดก็ร้อยยี่สิบ เขาให้
รับประทานอย่างน้อยสิบห้าวัน”
สิบห้าวันก็พันแปด เดือนละสามพันหกไม่ใช่น้อยเลย ถ้าแทนที่จะเอาเงินมาซื้อยาลดความอ้วนเดือนละสามพันหก แต่เปลี่ยนเป็นลดอาหารที่รับประทานลงให้ได้มูลค่าเดือนละสามพันหก คุณก็จะมีเงินเก็บเดือนละสามพันหกจากค่าอาหารที่ลดลง และอีกสามพันหกจากค่ายาที่ไม่ต้องเสีย
ได้ทั้งเงิน น้ำหนักก็ลดอีกต่างหาก
แต่อย่างว่าแหละ ถ้าน้ำหนักลดง่ายจริง ใครๆ ก็หุ่นดีกันหมดแล้ว
ดังนั้นเลยคิดจะคุยกับท่านผู้อ่านเรื่อง ส้มแขก ยาลดความอ้วน ตัวล่าสุดดีกว่า เพื่อให้คุณผู้อ่านได้รับความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะในมุมมองของเภสัชกรที่มีต่อยาตัวนี้
ส้มแขกคืออะไร?
ส้มแขกเป็นไม้ผลจำพวกเดียวกับมังคุด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia cambogia มีมากทางอินเดียตอนใต้และแถบเอเซีย มีอีกชื่อว่า “มะขามมะละบาร์” (Malabar Tamarind)
ผลส้มแขกมีขนาดเล็กเท่าส้ม รูปร่างคล้ายฟักทอง มีรสเปรี้ยว จึงนิยมใช้ปรุงอาหารร่วมกับเนื้อหมูหรือปลา เหมือนกับที่คนไทยชอบปรุงอาหารด้วยมะขามเปียก
ในทางยาแผนโบราณ ส้มแขกปรากฏในตำราอายุรเวช (Ayurveda) โดยมีสรรพคุณรักษาโรคหลายชนิด เช่น บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร
เนื้อส้มแขกใช้แก้อาการเจ็บคอ แน่นอก ปรากฏจารึกในตำรายากลาง บ้านหลายประเทศในเอเซีย
สารสำคัญ
ส้มแขกมีรสเปรี้ยวเหมือนผลไม้จำพวกส้มอื่นๆ ซึ่งมีรสเปรี้ยว เพราะกรดชนิดหนึ่งเรียกว่ากรดส้มหรือซิตริก แอซิด (Citric Acid)
แต่กรดซิตริกในส้มแขกแปลกออกไปจากส้มอื่นๆ คือมีลักษณะ โมเลกุลพิเศษบางประการ จึงมีชื่อเป็นภาษาวิทยาศาสตร์แตกต่างออกไป คือ ไฮดรอกซีซิตริก แอซิด หรือย่อว่า HCA (Hydroxycitric acid) จะเรียกสารสำคัญดังนี้ว่า HCA ตลอดบทความ เพื่อสะดวกแก่การจดจำ
เจ้าสาร HCA นี้แหละ เป็นที่มาของยาลดความอ้วนล่าสุด ที่ อย. ทั้งไทยและอเมริการับรองความปลอดภัยแล้ว
สังเกตว่า อย. รับรองความปลอดภัย แต่มิได้บอกว่ารับรองสรรพคุณลดความอ้วน สังเกตจากฉลากยี่ห้อหนึ่งของไทย (ที่ อย. รับรองแล้ว) เขียนถึงคุณประโยชน์ไว้เพียงว่า
“ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”
ไม่มีการลงสรรพคุณลดความอ้วนแต่อย่างใดในฉลาก แต่เวลาไป ซื้อที่ร้าน ผู้ขายจะแจกเอกสารแผ่นพับแยกต่างหาก คือเล่นนอกกติกา ว่างั้นเถอะ
เอกสารพวกนี้จึงมักเขียนตามใจชอบ จริงบ้างเท็จบ้าง เพื่อผล การค้าเป็นสำคัญ เพราะถ้าเป็นจริง มีหลักฐานพิสูจน์ อย. คงไม่ห้าม
โฆษณาเป็นแน่
แต่กระนั้นในเรื่องสรรพคุณลดความอ้วน ก็เป็นที่ฮือฮาในอเมริกาเช่นกัน
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ได้ผลจริงหรือไม่ โปรดติดตาม
การค้นพบ
จากการวิจัยพบว่า เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของคนลดนํ้าหนักจะ ประสบความล้มเหลว
พูดง่ายๆ ว่า คนร้อยคน ลดนํ้าหนักลงและคงนํ้าหนักนั้นได้ถาวรเพียง 5 คน อีกเก้าสิบห้าคนลดได้ชั่วคราว จนถึงไม่ลดสักขีด
เป็นเรื่องยากที่จะหาผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และได้ผลปุ๊บปั๊บโดยไม่มีผลข้างเคียง ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดทุกวันนี้ เกือบทั้งหมดจะลดความอ้วนได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังนี้ คือ
-ทำให้คุณเบื่ออาหาร เช่น ยาที่คล้ายยาบ้า หรือ
-ทำให้คุณรับประทานได้น้อยลง เช่น เม็ดแมงลักสกัด มันไปพองในท้อง คุณเลยรับประทานอะไรไม่ลง หรือ
-ทำให้คุณใช้พลังงานมากขึ้น เช่นที่หมอบางคนจ่ายให้คนไข้ คุณจะนอนไม่หลับ ลุกลี้ลุกลนทั้งวัน หรือ
-ขัดขวางการดูดซึมไขมันเข้าร่างกาย อาจโดยการทำให้คุณท้องเสีย ถ่ายออกเร็วจนไม่ทันดูดซึม เช่น ชาลดความอ้วนทั้งหลาย
เมื่อประมาณ 25 ปีมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Brandeis ได้ค้นพบว่า HCA ในส้มแขก สามารถยับยั้งการทำงาน
ของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์กรดไขมันและคอเลสเตอรอล
เมื่อประกาศการค้นพบ นักวิทยาศาสตร์อื่นๆ หลายคนเริ่มสนใจ HCA ในแง่การลดไขมันและคอเลสเตอรอล
จากจุดนี้เอง ทำให้เกิดการศึกษา HCA อย่างจริงจัง พวกเขาพบ ว่า HCA มิใช่กรดส้มเหมือนกรดผลไม้ทั่วไป มันมีคุณสมบัติบาง ประการที่ช่วยยับยั้งมิให้ร่างกายคนเราเปลี่ยนแป้งจากอาหารไปเป็นไขมันได้
ในชีวิตประจำวัน เมื่อเรารับประทานอาหาร สารจำพวกแป้งและ คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยสลายเป็นนํ้าตาลโมเลกุลเดี่ยวเรียกว่านํ้าตาลกลูโคส กลูโคสจะละลายอยู่ในนํ้าเลือดและถูกส่งไปทั่วร่างกายในฐานะ “พลังงานของชีวิต” เซลล์ทั้งหลายจะกินกลูโคสเพื่อให้ได้พลังงานในการดำรงชีวิต
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณรับประทานอาหารเข้าไปมากเกินไป จนร่างกายของคุณใช้ไม่หมด ใช้ไม่ทัน กลูโคสพวกนั้นจะไปไหน
คำตอบก็คือว่า กลูโคสที่เหลือจะเปลี่ยนเป็นไขมัน โดยอาศัย เอนไซม์ตัวหนึ่งชื่อ ATP-Citrate Lyase ชื่อยาวน่าเวียนหัว เจ้าเอนไซม์ตัวนี้จึงมีหน้าที่สำคัญ คือ คอยจับกลูโคสที่เหลืออยู่ เปลี่ยนมันเป็นไขมันซะ แล้วก็เตะส่งเข้ากระแสเลือด ลำเลียงไปเก็บไว้ในเซลล์ไขมัน ที่เอว สะโพก หน้าขา แก้ม จนพองเอาๆ เป็นอึ่งอ่างพองลม
HCA ทำหน้าที่ลดความอ้วนตรงจุดนี้เอง มันไปยับยั้งเอนไซม์ที่ว่า มิให้ทำงานได้เต็มกำลัง ดังนั้นแทนที่นํ้าตาลกลูโคสที่เหลือจะถูกเปลี่ยน ไปเป็นไขมัน มันกลับถูกเปลี่ยนเป็นสารชื่อไกลโคเจน (Glycogen)
สะสมไวในตับและกล้ามเนื้อ จึงช่วยให้ไขมันในเลือดและคอเลสเตอรอล ลดปริมาณลง แต่ไกลโคเจนเพิ่มปริมาณขึ้น
ไกลโคเจนเป็นพลังงานสำรองที่ไม่เหมือนไขมัน มันสะสมอยู่ใน ตับและกล้ามเนื้อ เมื่อร่างกายต้องการนํ้าตาลกลูโคส ไกลโคเจนก็จะ สลายตัวออกมา ดังนั้นคุณจึงหิว หรือเพลียน้อยลง รับประทานอาหาร น้อยลงโดยไม่รู้สึกผิดแปลกจากวันปกติ
จุดนี้กระตุ้นความสนใจแก่บริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลกคือ Hoffmann- La Roche ซึ่งเป็นเจ้ายุทธจักรเรื่องวิตามินและเกลือแร่ (ผมเคยไปดูงานบริษัทแม่ ที่ตั้งอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ และถามเขาว่า ชื่อบริษัทคุณ อ่านออกเสียงว่าอย่างไร เพราะในเมืองไทย บางคนอ่าน ลาโรช บางคน อ่าน ลาโร้ค ตัวแทนบริษัทตอบว่า อ่านอย่างไรก็ได้ ชาวสวิสเอง อ่านทั้ง ลาโรช ลาโร้ค และลาโรเช่ก็ยังมี)
บริษัทลาโรซได้ทุ่มทุนศึกษาและจดทะเบียนลิขลิทธิ์ไว้ตั้งแต่ปี 1970 และมีผลถึงปี 1984 ทำให้บริษัทอื่นๆ ไม่กล้าแหยม
แต่จนถึงปี 1984 ลาโรชก็ยังไม่สามารถเข็นผลิตภัณฑ์ตัวนี้สู่ตลาด ได้ ว่ากันว่าติดขัดปัญหาเรื่องขนาดของยาที่เหมาะสมและการขึ้นทะเบียน กับ อย. ในสมัยนั้น
ดังนั้นเมื่อหมดยุคลิขลิทธิ์ของลาโรช งานวิจัย HCA ก็กลับเฟื่องฟูขึ้นมาอีกครั้ง
สรุปผลการศึกษาค้นคว้าตลอดสามสิบห้าปี (ตั้งแต่ปี 1960-1995) นักวิทยาศาสตร์ได้พบคุณประโยชน์น่าทึ่งของเจ้า HCA ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า มันลดไขมันในร่างกายได้จริง และยังมีคุณสมบัติเกี่ยวข้องกับการ
เผาผลาญพลังงานและระดับไขมันในเลือด
นอกจากนี้ HCA ยังช่วยเพิ่มความสามารถของตับในการ สังเคราะห์และสะสมพลังงานไว้ในรูปไกลโคเจน (ซึ่งมิใช่ไขมัน) และ ช่วยลดความหิว โดยไม่อ่อนเพลีย การศึกษาพบว่า HCA ลดปริมาณ อาหารที่รับประทานลงได้อีก 10 เปอร์เซ็นต์
HCA กับคนอ้วนเพราะพันธุกรรม
มีคนบางคนเกิดมาเพื่ออ้วนจริงๆ เพราะคนเหล่านี้มีการเผาผลาญพลังงานน้อยขณะที่มีเซลล์ไขมันมากและสามารถส่งผ่านไขมันไปสะสมยังเซลล์ไขมันได้รวดเร็ว
HCA จะช่วยได้ไหม
การศึกษาที่มีชื่อเสียง ทำในหนูที่ถูกเปลี่ยนสายพันธุกรรมให้กลายเป็นหนูอ้วน เรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Obese Zucker Rats (อ้างอิง Brit. J. Nlitr, 36:457-469:1976) หนูพวกนี้ถูกดัดแปลงสายพันธุกรรม ให้มีเซลล์ไขมันมากและเซลล์มีอายุยืนนานกว่าหนูปกติ
นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียได้ทดลองให้หนูอ้วนที่ สร้างขึ้นมากิน HCA ในขนาด 52.6 nmol/kg นาน 39 วัน พบว่า มันกินอาหารน้อยลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ (ตีพิมพ์ใน American Journal of Physiology 240:E 72- E 79:1981) และนํ้าหนักลดลงอย่างชัดเจน
ที่น่าสนใจ คือ เมื่อหยุดยานาน 7 สัปดาห์ พบว่าไม่เกิด Yo Yo Effect คือนํ้าหนักค่อยๆ เพิ่มขึ้นช้าๆ ไม่ปุ๊บปั๊บเหมือนยาลดความอ้วนตัวอื่นๆ
และงานวิจัยใน American Journal of Clinical Nutrition ปี
1977 แสดงให้เห็นว่า หนูและไก่ที่ได้รับ HCA จะลดอาหารลงใน 7 สัปดาห์แรก แต่ไม่ลดลงกว่านั้นใน 7 สัปดาห์ต่อมา และเมื่อจับมาผ่าดูเนื้อเยื่อพบว่าไขมันรวมในร่างกายลดลงแต่โปรตีนและกล้ามเนื้อยังคงเดิม
แปลง่ายๆ ว่าคุณรับประทานยานี้ 7 สัปดาห์ก็พอ นํ้าหนักจะค่อยๆลดลง จากนั้นก็คุมอาหารให้ดี การรับประทานนานเกิน 7 สัปดาห์ไม่ช่วยให้นํ้าหนักลดลงอีก (แต่อาจช่วยคุมนํ้าหนักตัวไว้ได้)
มีการศึกษาในคนเช่นกัน
ดร.แอนโทนี คอนเต ร่วมกับมหาวิทยาลัยเซาธ์แคโรไลนา และ มหาวิทยาลัยอริโซนา ศึกษาผู้ป่วยอ้วนกรรมพันธุจำนวน 22 คน ให้เข้าโครงการลดความอ้วน โดยใช้ HCA ไนอาซิน โครเมียม และอาหารจำกัดพลังงาน
พบว่า หลังจากนั้น 2 เดือน ผู้ได้รับ HCA ลดนํ้าหนักได้ประมาณ 5 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับ HCA จะลดนํ้าหนักได้เพียง 2 กิโลกรัม (Bariatrician, Summer 1993, P17-19)
ขนาดและวิธีใช้
วิธีใช้ที่เขียนบนฉลากข้างกล่องของไทยบอกว่า รับประทานตอนท้องว่าง ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง (เท่ากับวันละ 6 เม็ด เม็ดละ 50 มิลลิกรัม รวมทั้งวันเท่ากับ 300 มิลลิกรัม)
ซึ่งหลายคนลองแล้วบอกไม่เห็นผลอะไรเลย
อย. อเมริกายังไม่ประกาศขนาดที่เหมาะสมเพื่อลดความอ้วน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไขมัน Dr. Dallas Clouatre แนะนำว่า ให้
รับประทานวันละ 750 กรัม หรือเท่ากับวันละ 15 เม็ด หรือครั้งละ 4 เม็ด ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง
ขนาดที่ว่านีได้รับการยืนยันจากการทดลองในมนุษย์สองครั้งที่อเมริกา โดยจะต้องดื่มนํ้าอย่างน้อยแปดแก้วใหญ่/วันและรับประทานอาหารไขมันตํ่า (เพราะ HCA ยับยั้งได้เฉพาะแป้งไม่ให้กลายเป็นไขมัน แต่ถ้าคุณรับประทานไขมันเข้าไปตรงๆ HCA ช่วยอะไรคุณไม่ได้)
ดร.แดเนียล เอ. ซิสเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดนํ้าหนัก เสนอให้รับประทานโครเมียมในวิตามินเสริมร่วมด้วยเพื่อกระตุ้นการสร้างอินซูลิน และดื่มนํ้าตามเยอะๆ
ดร.ซิสเตอร์แนะนำไว้น่าฟังว่า นํ้าที่ดื่มควรเป็นนํ้าเย็นเฉียบ เพราะร่างกายจะต้องเผาผลาญพลังงานอีกหลายแคลอรี เพื่อทำให้นํ้าเย็นที่คุณดื่มเข้าไปให้มีอุณภูมิเพื่มขึ้นเท่าอุณหภูมิร่างกาย
ดังนั้นจึงสรุปวิธีใช้ได้ว่า ควรรับประทานวันละสี่ครั้ง ครั้งละสีเม็ด ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง พร้อมดื่มนํ้าเย็นเฉียบตาม ให้ได้อย่างน้อยวันละ แปดแก้ว ควรใช้สูตรที่ผสมโครเมียม และต้องออกกำลังกาย และจำกัดไขมันร่วมด้วยจึงจะเห็นผล
ความเห็นชอบของเภสัชกร
แม้จะมีการทดลองสนับสนุนมากมายจนถึงปัจจุบัน แต่การใช้ HCA กลับมิได้รับความนิยมมากนัก บทความใน Muscular Development, June 1995 กล่าวว่า มีการค้นพบคุณสมบัติของ HCA ตั้งแต่ปี 1960 และผู้ผลิตยาหลายรายใส่ HCA ในส่วนผสมตำรับตน แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่นิยม เพราะมันได้ผลน้อย หรือไม่เห็นผลเลยด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะยามีฤทธิ์อ่อน หรือการใช้ไม่ถูกวิธี
เรื่องนี้ผมเห็นด้วย และเนื่องจากผมสามารถหาซื้อจากอเมริกาได้ ในราคาถูกกว่าบ้านเราเกือบครึ่ง ผมจึงทดลองกินเอง ร่วมกับการออกกำลังกายและอาหาร
พบว่า ช่วยลดนํ้าหนักได้ 2 กิโลกรัมใน 15 วัน ซึ่งอาจช้าและไม่ทันใจหลายๆ คน นอกจากนี้ยังต้องออกกำลังกาย และจำกัดอาหารด้วย เพราะ HCA มิใช่ยาวิเศษแต่อย่างใด และการลดนํ้าหนักที่ถูกต้อง มิใช่การลดอาหารแต่เพียงอย่างเดียว
HCA ดีในแง่ช่วยให้เราไม่รู้สึกเพลียระหว่างมื้อเพราะมันสำรอง พลังงานไว้ให้เราในตับ แทนที่จะเปลี่ยนเป็นไขมันตามปกติ
HCA ทำให้เราไม่หิวมาก ไม่เพลียมาก กินอาหารลดลง
HCA มีฤทธิ์อ่อน และจะเห็นผลต่อเมื่อคุณตั้งใจลดนํ้าหนักอย่าง จริงจัง โดยใช้หลายวิธีประกอบกัน อย่าหวังพึ่งแต่ยาอย่างเดียว
ในแง่ความปลอดภัย HCA เป็นสารธรรมชาติมีความปลอดภัย ยิ่งกว่าซิตริก แอซิดในผลไม้จำพวกส้ม มนุษย์เรารู้จักบริโภคส้มแขกมา นานหลายศตวรรษแล้ว และ อย. ก็รับรองความปลอดภัย จึงไม่ต้องกังวล
ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์

แบบผมสวยอื่น ๆ: