อาการที่่อาจจะมีในขณะตั้งครรภ์ เรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อม

เมื่อร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์เปลี่ยนแปลงไป ย่อมต้องมีอาการต่าง ๆ ที่ผิดปกติตามมา วันนี้เราจึงขอเสนออาการ หรือภาวะแทรกซ้อนที่พบเจอได้บ่อยขณะที่ตั้งครรภ์ เพื่อให้คุณแม่รับมือ และเตรียมพร้อมกับอาการต่าง ๆ พร้อมทั้งยังลดความวิตกกับอาการเหล่านั้นว่าจะมีผลต่อลูกน้อยในครรภ์หรือไม่

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในขณะตั้งครรภ์  

  ๑. คลื่นไส้ อาเจียน เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะแรกของการตั้งครรภ์ ที่เรามักจะเรียกกันว่า แพ้ท้อง
คุณอาจรู้สึกเพียงผะอืดผะอม หรือมีน้ำลายไหลมาก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในตอนเช้า แต่บางรายอาจคลื่นไส้ อาเจียนมาก เป็นตลอดเวลา ทำให้ร่างกายขาดอาหาร เสียน้ำมาก และขาดความสมดุลของแร่ธาตุ
นอกจากนั้นยังอาจรู้สึกเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หรืออยากกินอาหารรสจัดอีกด้วย
สาเหตุ  ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่า อาจเกิดจากฮอร์โมน
ความวิตกกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ความอ่อนเพลีย ก็ทำให้คลื่นไส้ อาเจียนได้
คำแนะนำ  คุณที่มักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนในตอนเช้าคุณมีวิธีแก้ไขได้ โดยการดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆ ประมาณ ๑/๒ ถ้วย ในตอนเช้าก่อนที่คุณจะลุกจากที่นอน เพื่อไม่ให้ท้องร่วง
ชนิดหรือประเภทของอาหารก็นับว่ามีส่วนสัมพันธ์อย่างยิ่งต่อการคลื่นไส้ อาเจียน
ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดอาการดังกล่าว คุณจึงควรกินอาหารที่มีไขมันน้อย เพื่อจะได้ย่อยง่าย และกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตด้วย เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว หรืออาหารที่ทำจากแป้ง
ควรกินทีละน้อย แต่บ่อยๆ อาจกินวันละ ๖-๘ มื้อก็ได้ และไม่ควรดื่มน้ำในระหว่างกินอาหาร เพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง การย่อยอาหารก็จะช้า อาหารตกค้างนาน ทำให้คลื่นไส้ อาเจียนได้ง่าย การดื่มน้ำจึงควรดื่มในระหว่างมื้อ
ความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จะทำให้คุณมีความมั่นใจ  ซึ่งความมั่นใจจะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้มาก
การแก้ไขอาการคลื่นไส้ อาเจียนโดยการใช้ยา ควรทำภายใต้การควบคุมของแพทย์ เพราะยาอาจมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้
    ๒. อ่อนเพลีย
    สาเหตุ  อาจมาจากการที่ฮอร์โมนเพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ หรือจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การขาดอาหาร โดยอาจกินอาหารที่ไม่มีคุณค่า หรือกินตามใจอยาก เช่น ส้มต่ำ มะม่วงดอง มะยมดอง หรืออาหารที่มีไขมันมาก
การขาดการบริหารร่างกาย  ก็จะทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งาน กล้ามเนื้ออ่อนกำลังลง ไม่ต้องการเลือดมาเลี้ยงมาก
เลือดเป็นตัวนำอาหารและออกซิเจนจากหัวใจมาให้กล้ามเนื้อ แล้วนำของเสียและคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปสู่หัวใจ กล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งานหัวใจจึงไม่จำเป็นต้องทำงานมาก
การเกิดภาวะเลือดจาง เพราะมีปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ หรือน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น ก็ทำให้คุณอ่อนเพลียได้
คำแนะนำ  ถ้าคุณได้รับความมั่นใจในการตั้งครรภ์และการคลอดก็จะเป็นการเพิ่มพลังกายให้ กับคุณอย่างมาก  แต่ร่างกายคุณก็จะต้องได้รับอาหารที่มีประโยชน์ มีการบริหารร่างกายโดยสม่ำเสมอ  แต่ถ้าบริหารร่างกายมากเกินไป  ก็จะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้เช่นกัน
    ๓. เวียนศีรษะ เป็นลม
สาเหตุ  คุณมักจะเวียนศีรษะ เป็นลม เมื่อต้องยืนนานๆ อยู่ในที่แออัด เหนื่อยเกินไป หรืออดนอน
คำแนะนำ  โดยการนอนพัก หรือนั่งก้มศีรษะต่ำเมื่อมีอาการเวียนศีรษะ เป็นลม จะช่วยทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังศีรษะดีขึ้น แต่ถ้าเป็นบ่อยควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แน่นอน และให้การรักษาที่ถูกวิธีต่อไป
    ๔. ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
สาเหตุ  การที่คุณเปลี่ยนท่าทางจากนอนเป็นนั่ง หรือยืนเร็วเกินไป ทำให้คุณใจสั่น หัวใจเต้นเร็วได้
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เลือดจาง การเปลี่ยนแปลงของจิตใจและอารมณ์ก็เป็นสาเหตุได้เช่นเดียวกัน
คำแนะนำ  ถ้าคุณคิดว่าการเปลี่ยนท่าทางเร็วทำให้คุณใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว คุณก็จะต้องเปลี่ยนท่าทางช้าๆ และควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดต่อมธัยรอยด์ และหัวใจ
   ๕. ท้องอืด อาหารไม่ย่อย และร้อนในอก
สาเหตุ  เนื่องจากผลของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ทำให้การเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารช้าลง และกระเพาะอาหารหดตัวย้อนทิศทาง จึงเรอเอากรดในกระเพาะย้อนขึ้นไประคายเคืองหลอดอาหาร ทำให้รู้สึกร้อนในอก
คำแนะนำ  คุณควรกินอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด
เมื่อรู้สึกร้อนในอก ให้ดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำอุ่น เพื่อเจือจางกรดในกระเพาะ และปรึกษาแพทย์เพื่อให้ยาช่วยย่อย และช่วยการดูดซึมแก๊สต่อไป
    ๖. ปัสสาวะบ่อย
สาเหตุ  จากการที่มดลูกขยายตัวกดกระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะจะไม่สามารถขยายใหญ่ได้ มีความจุน้อยลง จึงอยากปัสสาวะบ่อย แต่คุณต้องสังเกตด้วยว่า คุณดื่มน้ำมากหรือเปล่า การดื่มน้ำมาก ร่างกายก็จำเป็นต้องขับถ่ายน้ำออกมามากเช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ก็เป็นอีกสาเหตุที่จะทำให้คุณปัสสาวะบ่อยได้เช่นกัน
คำแนะนำ  คุณไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เพราะการกลั้นปัสสาวะจะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ ซึ่งถ้ามีการอักเสบเกิดขึ้นก็ควรได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจากแพทย์ต่อไป
สำหรับคุณที่คิดว่าการดื่มน้ำมากทำให้ปัสสาวะบ่อย แต่คุณชอบดื่มน้ำมาก  คุณก็ควรจะดื่มน้ำมากในตอนกลางวัน และดื่มน้ำน้อยก่อนนอน
    ๗. ท้องผูก
สาเหตุ  อาหารที่กินถ้ามีกากน้อย น้ำน้อย จะทำให้ท้องผูกได้ ประกอบกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ มีผลทำให้การทำงานของลำไส้ลดน้อยลง และมดลูกที่โตขึ้นก็จะกดลำไส้อีกด้วย
ยิ่งถ้าหากคุณขาดการออกกำลังกาย อาหารก็ยิ่งจะเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ช้าลง  เมื่ออาหารค้างอยู่ในลำไส้นาน น้ำในกากอาหารถูกดูดซึมมาก ท้องจึงผูก
คำแนะนำ  คุณควรกินอาหารที่มีกากมาก เช่น ผักสด ผลไม้ ดื่มน้ำให้มาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถ่ายอุจจาระเป็นเวลา หรืออาจใช้ยาระบายอ่อนๆ ช่วยได้บ้าง
๘. ริดสีดวงทวาร
สาเหตุ เกิดจากการไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีบริเวณก้น มีการคั่งของเลือด หลอดเลือดโป่งพอง ยิ่งถ้าคุณท้องผูกบ่อยๆ ก็ยิ่งจะทำให้คุณเป็นริดสีดวงทวารได้มากขึ้น
ถ้าจะดูถึงสาเหตุว่า ทำไมริดสีดวงทวารจึงเกิดขึ้นได้ง่ายในระหว่างตั้งครรภ์
นั่นก็คือ การหย่อนของพื้นรองรับเชิงกรานหรือก้น เนื่องจากมดลูกซึ่งโตและหนักขึ้น จะถ่วงลงข้างล่าง และกดทับเส้นเลือดดำบริเวณก้น ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี
คำแนะนำ การบริหารพื้นรองรับเชิงกรานหรือก้นให้แข็งแรงตึงตัว ไม่หย่อน โดยวิธีการขมิบช่องคลอดบ่อยๆ จะลดการกดทับเส้นเลือด ทำให้เลือดไม่คั่ง และลดภาวะการเกิดหลอดเลือดโป่งพอง หรือริดสีดวงทวารได้
ส่วนปัญหาเรื่องท้องผูกเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ โดยการดื่มน้ำมากขึ้น กินอาหารที่มีกากมาก และถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา
    ๙. เส้นเลือดขอดที่แคมใหญ่ของอวัยวะสืบพันธุ์
สาเหตุ  เกิดจากการไหลเวียนเลือดที่ไม่ดี มีการคั่งของเลือด หลอดเลือดโป่งพองที่แคมใหญ่ ร่วมกับมีการหย่อนของพื้นรองรับเชิงกรานหรือก้น เช่นเดียวกับสาเหตุของริดสีดวง
คำแนะนำ  คือการบริการพื้นรองรับเชิงกรานหรือก้นให้แข็งแรง ตึงตัว ไม่หย่อน โดยการขมิบช่องคลอด การใส่ผ้าอนามัยไว้เป็นเบาะดันบริเวณแคมใหญ่ในขณะนั่ง หรือการนอนหงายราบจะช่วยลดปวดได้
    ๑๐. เส้นเลือดของดที่ขา (หลอดเลือดดำโป่งพอง)
สาเหตุ  ในขณะตั้งครรภ์ปริมาณเลือดในร่างกายจะเพิ่มขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อทารกที่โตขึ้นทุกวัน แต่ขณะเดียวกัน ความต้านทานของหลอดเลือดแดงตอนปลายลดลง จึงทำให้หลอดเลือดดำที่ไหลกลับจากขาโป่งพองและเลือดคั่งได้ง่าย
บางรายอาจมีหลอดเลือดดำอ่อนแอมาแต่กำเนิน ก็จะพบว่ามีหลอดเลือดดำที่ขาโป่งพอง หรือที่เรียกเส้นเลือดขอดได้
และในบางรายมดลูกซึ่งโตขึ้น และหนัก กดทับเส้นเลือดดำที่ไหลกลับจากขา เมื่อเลือดไหลกลับไม่สะดวก จึงเกิดการคั่งของเลือดที่ขา เกิดเส้นเลือดขอดได้อีกเช่นเดียวกัน
คำแนะนำ  การบริหารข้อเท้าและเท้า จะช่วยป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอด และลดการคั่งของเลือดในรายที่มีเส้นเลือดขอดแล้ว
คุณอาจบริหารในขณะนั่งเหยียดขา เอนหลังเล็กน้อย หรืออาจทำในขณะนั่งเก้าอี้ที่ไม่สูงเกินไป และขอบเก้าอี้ไม่กดใต้ข้อพับเข่า  ซึ่งจะทำให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้ง่าย
การใส่ถุงน่องหนา หรือพันผ้ายืดตลอดจากปลายเท้าถึงโคนขา โดยให้ส่วนปลายแน่นกว่าส่วนโคน จะช่วยกระชับเส้นเลือด ป้องกันและลดการคั่งของเลือดที่ขาได้
ข้อควรระวัง  สำหรับบริเวณเส้นเลือดขอด คือ ต้องไม่ให้เกิดบาดแผลขึ้น
   ๑๑. ตะคริว
สาเหตุ  ยังไม่มีใครทราบ แต่เชื่อว่าเกิดจากการขาดแคลเซียมและได้รับฟอสฟอรัสมาก อีกทั้งมีเส้นเลือดบริเวณขาตีบ
คำแนะนำ  โดยการบริหารเพื่อยืดกล้ามเนื้อส่วนที่เป็นตะคริว และกินเกลือแคลเซียมที่ปราศจากฟอสฟอรัส
    ๑๒. ขาบวม
สาเหตุ  การบวมของขามักพบได้ในระยะท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ เนื่องจากมีน้ำคั่งมากในเนื้อเยื่อของร่างกาย  โดยเฉพาะบริเวณขา
คำแนะนำ  การบริหารข้อเท้า และขา โดยทำในขณะนั่งเหยียดขา เอนหลังเล็กน้อย และไม่นั่งหรือยืนท่าเดียวนานเกินไป ก็จะสามารถลดบวมได้
ถ้าอาการบวมไม่หาย หรือบวมทั้งตัว ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษได้
    ๑๓. คันที่ผิวหนัง
สาเหตุ เนื่องจากผิวหนังหน้าท้องและเต้านมขยายออก
คำแนะนำ  ถ้าคุณรู้สึกคัน ไม่ควรเกา การเกาจะยิ่งทำให้ผิวหนังเป็นขุย  ดังนั้นคุณควรรักษาความสะอาดเล็บมืออยู่เสมอ ตัดให้สั้น
เสื้อผ้าที่ใส่ก็ต้องไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวหนังควรดูแลให้สะอาด และใช้ครีมทาผิวให้เกิดความชุ่มชื้นอยู่เสมอด้วย
    ๑๔. ปวดหลัง
สาเหตุ จากการเพิ่มฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และรีแล็กซิน ทำให้ข้อต่อของกระดูกอ่อนตัว ยืดขยายมากขึ้นได้ จึงทำให้เกิดการเคลื่อนของกระดูกสันหลัง มารบกวนเส้นประสาทที่มาเลี้ยงบริเวณหลังได้ง่าย
การไม่ระมัดระวังปล่อยให้หลังแอ่นมาก  ซึ่งอาจจะเกิดได้ขณะใส่รองเท้าส้นสูงเกินไป  หรือปล่อยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องไม่แข็งแรง ทำให้ครรภ์ถ่วงย้อยมาด้านหน้ามากเกินไป ก็จะทำให้ปวดหลังได้ อาการปวดหลัง เป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในระหว่างตั้งครรภ์ ตำแหน่งที่ปวดก็จะแตกต่างกัน เช่น
(๑) ปวดข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลังช่วงล่างกับกระดูกเชิงกราน บางครั้งอาจรู้สึกเพียงเจ็บแปลบ แล้วหายไป บางครั้งก็จะรู้สึกอยู่นาน มักจะเป็นซีกเดียว หรือสลับข้างกัน แต่มักจะไม่เป็น ๒ ข้างพร้อมกัน

อาการปวดหลัง

ภาพที่ ๙ ตำแหน่งของอาการปวดหลัง
คุณจะรู้สึกปวด หรือเจ็บแปลบ เมื่อคุณนั่ง หรือยืนนานๆ พลิกตัวขณะนอน หรืออาจเป็นเมื่อคุณรู้สึกเมื่อยล้ามากๆ
การใช้แขนช่วยยันหรือพยุงตัว จะช่วยลดการปวดได้
(๒) ปวดหลังบริเวณเอว ปวดร้าวรอบบั้นเอว โดยจะเริ่มปวดทีละน้อย และปวดมากขึ้นเมื่อนั่ง หรือยืนนานๆ บางครั้งจะปวดตอนนอนจนกระทั่งนอนไม่หลับ หรืออาจปวดตอนตื่นนอนก็ได้
การงอตัวมากๆ จะช่วยลดอาการปวดได้
(๓) เจ็บบริเวณหลังส่วนบน  โดยเฉพาะเวลาเอี้ยวบิดตัว บางรายเจ็บร้าวไปตามแนวกระดูกซี่โครง หรือเจ็บขณะหายใจเข้าลึก
คำแนะนำ  เมื่อคุณปวดมาก คุณปฏิบัติได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง โดยการนอนพักอยู่ในท่าที่สบายที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักไปยังจุดที่ปวด หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนท่าทาง หรือเคลื่อนไหวที่จะทำให้คุณปวด
การทดลองทำท่าทางต่างๆ ดู  เพื่อคุณจะได้ทราบว่ายังปวดอยู่หรือไม่  เป็นการทำให้เกิดบากแผลตรงจุดที่เป็นมากขึ้น  ซึ่งจะเป็นการยากในการรักษา
การใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณที่ปวดประมาณครึ่งชั่วโมง วันละ ๒ ครั้ง จะช่วยบรรเท่าอาการปวดได้มาก
เมื่ออาการปวดลดน้อยลง คุณควรจะบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง ให้แข็งแรงเพื่อกระชับแนวกระดูกสันหลังให้เคลื่อนไหวน้อยที่ใดในระหว่างทำ กิจวัตรประจำวัน อาการปวดหลังก็จะไม่กลับคืนมาอีก
    ๑๕. ปวดท้องน้อย
สาเหตุ  คุณจะพบว่าเมื่อคุณไอ จาม หรือเคลื่อนไหวจะทำให้มดลูกเคลื่อนอย่างเร็ว เช่น ขณะลุกจากเก้าอี้ หรือลุกจากพื้น พลิกตัวจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งในขณะนอน ในขณะเดินเร็วๆ หรือว่ายน้ำมากๆ คุณจะรู้สึกปวด เจ็บ บริเวณท้องน้อยข้างซ้ายหรือขวา ตามแนวของเอ็นกลม ซึ่งยึดมดลูกกับแคมใหญ่ของอวัยวะสืบพันธุ์ หรือเจ็บแปลบบริเวณขาหนีบ

เอ็นยึดมดลูก

ภาพที่ ๑๐ แสดงถึงเอ็นกลมซึ่งยึดมดลูกกับแคมใหญ่ของอวัยวะสืบพันธุ์
คำแนะนำ  คุณต้องฝึกหัดแขม่วหน้าท้องเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความตึงตัวให้กับหน้าท้อง ซึ่งจะกระชับมดลูกให้อยู่กับที่ได้ดีในขณะเคลื่อนไหว
การแขม่วหน้าท้องที่ได้ผลดีจะทำให้ส่วนก้นกระดกขึ้นมาข้างหน้า และหลังส่วนบั้นเอวก็จะแบนราบลง หรือแอ่นน้อยลง
ดังนั้นก่อนที่จะไอ จาม หรือเคลื่อนไหวเร็ว คุณต้องแขม่วหน้าท้องและระมัดระวังการกระทำให้มากที่สุด

การลดปวดท้องน้อย

ภาพที่ ๑๑ การลดปวดท้องน้อยโดยการนอนหงาย ชันเข่า และยกก้น
ท่านอนหงาย ชันเข่า แล้วยกก้นขึ้นจากพื้น จะช่วยลดปวดได้
    ๑๖. เจ็บ ปวด ชาบริเวณมือ และมือไม่มีแรง
สาเหตุ  เกิดจากการคั่งหรือบวมบริเวณข้อมือ ซึ่งเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์
การคั่งหรือบวมนี้ จะกดทับเส้นประสาทมีเดียน จึงทำให้เจ็บปวด ชาบริเวณมือ และถ้ากดทับมาก จะทำให้มือไม่มีกำลังในการหยิบจับ ความคล่องตัวก็จะลดน้อยลง
คำแนะนำ  ถ้าคุณปวดมาก ให้ใช้กระเป๋าน้ำแข็ง หรือถุงน้ำแข็งห่อผ้าชื้นประคบนานครั้งละ ๒๐ นาที วันละ ๒ ครั้ง
ข้อสำคัญ  คุณต้องพักการใช้มือในการทำงาน เคลื่อนไหวข้อมือน้อยที่สุด
ในขณะนอนคุณอาจใช้ไม้ดามแขนส่วนปลาย ข้อมือ และมือ ให้อยู่นิ่ง
๑๗. อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ในระหว่างตั้งครรภ์
คุณคงจะเคยได้ยินสตรีระหว่างตั้งครรภ์บ่นว่า รู้สึกเหนื่อย ไม่ค่อยมีแรง เวลาลุกนั่งลำบาก นั่งหรือยืนนานๆ ไม่ค่อยได้จะปวดหลัง ปวดขา ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะมีแรงพอที่จะทำงานอะไรไหว

การดามแขน

ภาีพที่ ๑๒ การดามแขนให้อยู่นิ่ง
ความรู้สึกเช่นนี้ ขัดขวางต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ขาดความสุขใจ ทำให้มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการตั้งครรภ์ และการให้กำเนิดทารก ซึ่งบางรายจะยังคงมีต่อไปแม้กระทั่งภายหลังคลอดแล้ว เธอจะไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ไม่ว่าลูกจะทำอะไร จะรู้สึกว่าทำไม่ถูกต้อง เธอจะดุ ด่าลูกตลอดเวลา
คำแนะนำ  การดูแล เอาใจใส่ ให้กำลังใจต่อผู้เป็นมารดาในระหว่างตั้งครรภ์ และภายหลังจากการคลอดแล้ว จึงนับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก  ในการที่จะก่อให้เกิดทัศนคติต่อทารก อาการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นก็จะหายไปด้วย
การบริหารร่างกายในระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอด เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการเสริมสร้างสุขภาพกาย ซึ่งจะต้องมีควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพจิต
การบริหารร่างกาย ควรจะทำให้ได้ทุกวัน วันละ ๒๐-๓๐ นาที ตามวิธีการบริหาร
คุณก็จะมีแขนขา และลำตัว ที่จะเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกคล่องแคล่ว
    ๑๘. อาการผิดปกติที่ควรรีบปรึกษาแพทย์
(๑) อาเจียนบ่อยๆ
(๒) ซีด
(๓) เวียนศีรษะ เป็นลมบ่อย
(๔) ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
(๕) มีไข้
(๖) ตกขาวมาก
(๗) มีน้ำเดิน มีเลือดออกทางช่องคลอด
(๘) เด็กไม่ดิ้นเมื่อย่างเข้าเดือนที่ห้า หรือดิ้นแล้วแต่หยุดดิ้น
(๙) มีอาการเจ็บในท้อง
(๑๐) บวมทั้งตัว
(๑๑) น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ที่มา: อาจารย์สุมนา  ตัณฑเศรษฐี
    นายแพทย์ศิริพงศ์  ตัณฑเศรษฐี
    นายแพทย์สมเกียรติ  คูอมรพัฒนะ

แบบผมสวยอื่น ๆ: