คุณสมบัติ และประโยชน์ของเลซิทิน(Lecithin)

อาหารเสริมชื่อเลซิทินตัวนี้ หลายคนคงจะสงสัยว่ามีประโยชน์อะไรต่อร่างกาย อาจจะช่วยในเรื่องลดคลเลสเตอรอล หรืออะไร วันนี้เรามาดูกันค่ะว่า จะมีส่วนช่วยอะไรให้ร่างกายของเราสุขภาพดี และแข็งแรงมากขึ้น

เลซิทิน ประโยชน์และโทษ

เลซิติน

ในวงการอาหารเสริม ใครไม่รู้จักเลซิทินก็เชยเต็มที กล่าวกันว่า เลซิทินช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ชั้นหนึ่ง ผู้ผลิตและนำเข้าต่างเร่งแผน ประชาสัมพันธ์ จองหน้ากระดาษนิตยสารเพื่อโฆษณาประโคมโหมข้อมูล สู่ผู้บริโภค ทุกวันนี้ธุรกิจขายตรงจำนวนมากต้องมีเลซิทินอยู่ในรายการ สินค้าสุขภาพ
แต่แพทย์บางคนกลับคัดค้านว่า เลซิทินเป็นอาหารเสริมที่ไร้ประโยชน์ ไม่ช่วยลดคอเลสเตอรอล ผู้บริโภคเสียเงินเปล่า แถมการรับประทานเลซิทินคือการกินนํ้ามันเพิ่มเข้าไปในร่างกาย ยิ่งทำให้อ้วนมากขึ้น คอเลสเตอรอลสูงขึ้น
แฟนคอลัมน์คนหนึ่งโทรศัพท์มาถามว่าเธอควรรับประทานหรือ โยนทิ้งทั้งกระปุก
เรามาคุยกันเรื่องเลซิทินอย่างนักวิทยาศาสตร์ ที่นิยมธรรมชาติ บำบัดดีไหม
ข้อมูลทั่วไป
เลซิทินเป็นอาหารเสริมที่ใช้กันแพร่หลายมานมนาน ถ้อยคำอ้างอิง และเล่าลือถึงคุณภาพในแง่ของการลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ป้องกันโรคหัวใจ กระตุ้นความจำ และเพิ่มพลังงาน บางครั้งก็โหมโฆษณาจนพิเศษพิสดารเกินกว่าที่นักโภชนบำบัดหลายท่านจะยอมรับได้ จึงเกิดการปฏิเสธประสิทธิภาพที่กล่าวมาโดยสิ้นเชิง
แต่มองอย่างเป็นกลาง ต้องยอมรับว่าในหลายปีที่ผ่านมา มีการ ศึกษาวิจัยค้นพบหลักฐานทั้งที่เป็นบวกและลบ ซึ่งทำให้เลซิทินถูกพิสูจน์ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ได้รับการยอมรับมากขึ้น จนอาจกล่าวได้ ว่า “เลซิทิน” กำลังจะเกิดใหม่อีกครั้งในเร็วๆ นี้ เพราะมีการค้นพบว่า เลซิทินและโคลีน (Choline) อาจมีบทบาทสำคัญยิ่งในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อและโรคจิตประสาท
แต่ก่อนที่จะลงไปลึกในรายละเอียด ขออนุญาตจำกัดความคำว่า “เลซิทิน’’ เสียก่อน เพื่อความเข้าใจตรงกัน
สำหรับคนทั่วไป เลซิทินก็คืออาหารเสริมชนิดแคปซูลเม็ดโต ข้างในเป็นนํ้ามัน แต่ในวงการแพทย์และเคมี อาหารเสริมตัวนั้นมิใช่เลซิทินบริสุทธิ์ สารประกอบสำคัญที่ออกฤทธิ์ในเลซิทินคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สนใจ สารนั้นคือฟอสฟาทิดิลโคลีน (Phosphatidylcho¬line)
ยกตัวอย่างเช่น ผมพูดว่า นํ้าผึ้งกินแล้วเกิดกำลัง ในสายตาคนทั่วไปย่อมหมายถึง ของเหลวเข้มข้นที่สะสมไวในรังผึ้ง แต่ในสายตานัก วิทยาศาสตร์เขาจะมองที่นํ้าตาลโมเลกุลเดี่ยวที่อยู่ในนั้น
เช่นเดียวกันครับ ในแคปซูลอาหารเสริมเลซิทินนั้น อันที่จริงมี สารสำคัญ ฟอสฟาทิดิลโคลีนเพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นนํ้ามันพืช
ฟอสฟาทิดิลโคลีนเป็นโมเลกุลจำพวกไขมันที่ประกอบด้วยกรดอิ่มตัว ไม่อิ่มตัวทั้งเชิงเดี่ยวและซ้อน และยังมีสารจำพวกกลีเซอรีน ฟอสฟอรัส และโคลีนที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน
สรุปง่ายๆ ว่า เลซิทินที่คุณซื้อมามันไม่เต็มร้อย และเวลาที่พูดถึงเลซิทินบทความนี้จงใจหมายถึงสารออกฤทธิ์ที่สำคัญนั่นเอง (ในต่างประเทศ มีผู้ผลิตบางรายพยายามทำให้ได้เลซิทินเข้มข้น เช่น ยี่ห้อ PC-55 หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ของเขามีฟอสฟาทิดิลโคลีน ถึง 55 เปอร์เซ็นต์)
คุณสมบัติ
มนุษย์เรารู้จักเลซิทินมานานแล้ว เพราะมันเป็นผลผลิตจาก ธรรมชาติ เราใช้มันเป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมการผลิตไอศกรีม เนยเทียม และนํ้าสลัดชนิดข้น มันจะทำตัวเหมือนสะพานเชื่อมนํ้ากับนํ้ามันให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน (คุณสมบัติคล้ายสบู่) ดังนั้นนํ้าสลัดจึงเป็นน้ำเหนียวข้นอยู่ได้โดยที่นํ้าและน้ำมันไม่แยกจากกันเป็นชั้น
เลซิทินจึงเป็นสารยอดนิยมในอุตสาหกรรมอาหาร และเป็นสารไม่กี่ชนิดที่นอกจากจะเชื่อมนํ้าให้เข้ากับนํ้ามันแล้ว มันยังมีคุณค่าต่อร่างกายด้วย
ดังนั้นแนวคิดยุคแรกๆ จึงอธิบายว่า เลซิทินช่วยลดคอเลสเตอรอล โดยการเข้าไปละลายไขมันในกระแสเลือดและจับมันออกมาทิ้ง เหมือนกับที่สบู่เข้าไปละลายไขมันตามผิวหนัง
สารสำคัญในเลซิทินที่ชื่อ ‘‘ฟอสฟาทิดิลโคลีน’’ นั้น นอกจากจะทำตัวเหมือนสบู่ในกระแสเลือดแล้ว มันยังเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างสารความเข้มข้นของนํ้าในเซลล์ ซึ่งถ้าผิดพลาดหมายถึงความตายของเซลล์และของมนุษย์ และโคลีนยังเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์อะเซทิลโคลีนซึ่งเป็นตัวส่งสารของปลายประสาท (Neurotransmitter)
คงอธิบายให้ฟังง่ายๆ ว่า เวลาเซลล์ประสาทตัวหนึ่ง จะส่งข้อมูลไป ยังเซลล์ประสาทอีกตัวหนึ่งมันจะปล่อยสารเคมี ที่ทำหน้าที่คล้ายจดหมาย ไปบอกเซลล์อีกตัวหนึ่งให้ทำหน้าที่ตามสมองสั่ง สารเคมีที่มันปล่อยออก มานี้คือสิ่งที่เรียกว่า นิวโรทรานส์มิทเทอร์ ซึ่งมีอะเซทิลโคลีนเป็นสารสำคัญ
โดยสรุปคือว่า เมื่อคุณรับประทานเลซิทินเข้าไป มันก็จะถูกนำไป สร้างโคลีน และอะเซทิลโคลีนในที่สุด
ที่จุดนี้ ต่อคำถามที่ว่า ซื้อเลซิทินมาแล้ว โยนทิ้งดีไหม ท่านคงได้ คำตอบแล้ว
อัลไซเมอร์ โรคที่โด่งดังจนหมอคนหนึ่งถูกชกปากเพราะสงสัยว่า นายกจิ๋วเป็นโรคนี้ มีอาการที่เห็นชัด เช่น สมองเสื่อม ตัดสินใจผิดพลาด บุคลิกถดถอยมีความสัมพันธ์กับระดับอะเซทิลโคลีนที่ลดจำนวนลงในสมอง ดังนั้นถ้าคิดตามทฤษฎี เลซิทินสร้างโคลีน โคลีนสร้างอะเซทิลโค- ลีน อะเซทิลโคลีนเพิ่มปริมาณมากขึ้น อัลไซเมอร์น่าจะหาย
แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อให้ผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์รับประทานเลซิทินหรือโคลีน กลับไม่ทำให้อาการกระเตื้องขึ้น นักวิทยาศาสตร์กำลังหาเหตุผลว่าทำไม และจะแก้ปัญหาได้อย่างไร แต่ก็ยังให้ความสนใจเลซิทินและโคลีนในแง่การป้องกันโรคอัลไซเมอร์
อย่างไรก็ตาม อาหารเสริมเลซิทินก็ยังคงมีประโยชน์มากในการ รักษาอาการผิดปกติทางสมองในผู้ป่วยที่รับยาจิตประสาท และบรรเทา อาการซึมเศร้าจากความเครียด
คุณประโยชน์และโทษ
มีการกล่าวอ้างคุณประโยชน์ในเรื่องต่อไปนี้
1. ปกป้องโรคหลอดเลือดและหัวใจ
2. ปกป้องโรคความเสื่อมและโรคในระบบประสาท
3. มีประโยชน์ในโรคจิต
4. ช่วยรักษาตับอักเสบ
5. ต้านไวรัส ปกป้องเอดส์
6. ช่วยผู้ป่วยบำบัดยาเสพย์ติดจำพวกฝิ่น
7. ต้านชรา
8. ป้องกันและรักษานิ่วในถุงนํ้าดี
และกล่าวถึงโทษในแง่
1. ทำให้ตัวเหม็นกลิ่นคล้ายคาวปลา
2. ทำให้ซึมเศร้า หดหู่
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
เลซิทินกับหลอดเลือดและหัวใจ
คำอ้างอิงถึงคุณประโยชน์ข้อนี้มีมานานแล้ว กล่าวกันว่าเลซิทิน ช่วยเร่งการสันดาปไขมันให้หมดเร็วขึ้น จึงเชื่อว่าจะทำให้คอเลสเตอรอลในกระแสเลือดลดลง
แต่จากการศึกษาตลอดมายังไม่เคยมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่า เลซิทินจะช่วยลดไขมันในเลือดหรือคอเลสเตอรอลได้จริง
แต่…เดี๋ยวก่อน
มันไม่ได้แปลว่าเลซิทินจะไม่มีประโยชน์ต่อระบบเลือดและหัวใจ เพราะงานศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้พบว่าเลซิทิน…ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอล
คอเลสเตอรอลมีหลายชนิด แต่ที่เป็นดาวสภาจริงๆ มี 2 ชนิด คือ HDL หรือ LDL จะเล่าเรื่องคอเลสเตอรอลให้คุณเข้าใจโดยย่อว่า มนุษย์รู้จักคอเลสเตอรอลมานานแล้ว แต่คิดว่ามันเป็นสารประกอบที่ละลายอยู่ในกระแสเลือดโดยมิได้มีบทบาทอะไร จนถึงปี 1911 นักวิจัยชาวรัสเซีย ชื่อ นิโกไล อานิทชคอฟ ได้ทำการทดลองครั้งแรกที่ทำให้เห็นอันตรายของคอเรสเตอรอลต่อสุขภาพ
ดร.นิโกไล ทำการทดลองเลี้ยงกระต่ายด้วยไข่แดง (ซึ่งมี คอเลสเตอรอลสูงมาก) พบว่ากระต่ายทดลองทยอยตายด้วยโรคหัวใจที่ ละตัวสองตัว และเมื่อผ่าศพดู พบก้อนเหนียวเกาะแน่นตามผนังหลอด เลือดด้านใน เหมือนท่อประปาที่มีโคลนอุดตัน
นั่นแหละอันตรายของคอเลสเตอรอล
ต่อมาในปี 1957 งานวิจัยชิ้นแรกของสหรัฐฯ ที่สามารถพิสูจน์ได้ ว่าปริมาณคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดสัมพันธ์กับอัตราการตายด้วย โรคหัวใจ ยิ่งสูงยิ่งตายเร็ว
ครั้นถึงปี 1979 นักวิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัย เคนตักกี้ ประกาศการค้นพบว่า ข้าวโอตเป็นธัญพืชที่อุดมด้วยไฟเบอร์
ละลายนํ้า ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ข้าวโอตหมดจากท้องตลาดอเมริกาทันที
ในปี 1984 การศึกษาทำในชาย 4,000 คน ติดตามผลนานถึง 10 ปี ชื่อว่า “การทดลองปฐมภูมิเพื่อป้องกันโรคหัวใจ” ได้ผลว่าถ้าลด คอเลสเตอรอลในกระแสเลือดลงได้ โรคหัวใจก็จะลดตาม

และในปี 1990 การศึกษาตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ที่มีระดับที่สุด “แลนเซต’’ แสดงให้เห็นว่า อาหารที่เสริมสุขภาพหลายตัวจะสามารถ เปลี่ยนหลอดเลือดแข็งตัวให้กลับสู่สภาพปกติได้ในเวลา 2 ปี
แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ เนื้อวัวและไข่กลายเป็นอาหารแสลงสำหรับคนที่ คอเลสเตอรอลสูงไปเสียแล้ว ลบล้างความเชื่อเดิมที่ว่าไข่เป็นอาหาร โปรตีนชั้นดีโดยไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ
อันที่จริงคอเลสเตอรอลมิใช่จะเลวร้ายอะไรหนักหนา หากเรารู้จัก ควบคุมมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะในวันหนึ่งๆ ร่างกายจะผลิต คอเลสเตอรอลในตับถึง 2,000 มิลลิกรัม เพื่อนำไปใช้ในการเสริมสร้างเยื่อหุ้มประสาท ผลิตฮอร์โมนเพศทั้งหญิงและชาย เป็นตัวสร้างนํ้าดีในระบบทางเดินอาหาร และช่วยเปลี่ยนพลังงานอันมีค่าจากแสงแดดให้กลายเป็นวิตามินดี ซึ่งจำเป็นต่อกระดูกและฟัน โดยสารประกอบตัวหนึ่งชื่อ 7-Dehydrocholesterol ที่ผิวหนังจะเปลี่ยนเป็นวิตามินดี เมื่อถูกแสง อัลตราไวโอเลต
ถ้าปราศจากคอเลสเตอรอล เราก็ตาย
คอเลสเตอรอล จำแนกได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. ไคโลไมครอนส์ ไม่มีบทบาทสำคัญนัก
2. VLDL เป็นคอเลสเตอรอลที่ทำหน้าที่เป็นพลังงานสำรอง
3. LDL ชนิดนี้เป็นคอเลสเตอรอลที่อันตรายที่สุด เพราะมันมักพาคอเลสเตอรอลไปสะสมที่ผนังด้านในของเส้นเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ ถือว่าเป็น “ผู้ร้าย” สำหรับหัวใจ
4. HDL เป็นคอเลสเตอรอล “พระเอก” ช่วยเคลื่อนย้ายไขมันที่เป็นอันตรายเช่น LDL ออกไปจากผนังเส้นเลือดและนํ้าเลือด จึงช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปสะสมที่ผนังหลอดเลือด
ที่วงการแพทย์กลัวกันมาก คือ LDL และที่ชอบมาก คือ HDL
ถ้าร่างกายมี HDL มาก LDL น้อย แปลว่าดี
แต่ถ้า LDL มาก HDL น้อย คุณมีสิทธิเอามือกุมหัวใจทำหน้าร้าวรานแบบนางเอกหนังไทยเอาง่ายๆ เพราะมันเป็นสาเหตุสำคัญของ โรคหัวใจ
ดังนั้นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พยายามกระทำคือหาทางเพิ่ม HDL ให้มากและลด LDL ให้น้อยลง
เจ้าเลซิทินมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิด HDL จึงถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดี
ในแง่ลดความดัน พบว่า เลซิทินไม่ช่วยลดความดันเมื่อให้โดยการรับประทาน และไม่พบหลักฐานอื่นใดที่จะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ แต่นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าหนทางสายนี้ยัง ต้องการข้อพิสูจน์และการวิจัยค้นคว้าเพิ่มเติมอีกมาก
เลซิทินกับความจำ
มีการใช้เลซิทินและโคลินในการทดลองหลายชิ้นเพื่อดูผลต่อระบบ ประสาทและสมองเพราะมันมีความเกี่ยวพันกับตัวสื่อสารในสมอง หรือ “อะเซทิลโคลีน’’ ดังที่ได้กล่าวแล้ว
พบว่าเมื่อคุณกินเลซิทินเข้าไป ปริมาณอะเซทีลโคลีนในสมองจะ เพิ่มปริมาณขึ้น
นักวิทยาศาสตร์พบว่าการเพิ่มปริมาณอะเซทีลโคลีนจะมีผลต่อการ เพิ่มความจำและการสะสมความจำในบริเวณสมองบางจุด
การทดลองในปี 1980 ตีพิมพ์ในวารสาร Science แสดงให้เห็น ความสามารถเพิ่มความจำในหนูทดลอง การขาดโคลีนทำให้ความจำเสื่อม คนที่ได้รับยาบางชนิด เช่น ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาแก้แพ้แก้หวัดจะ สูญเสียความจำระยะสั้น ขี้หลงขี้ลืมขณะรับประทานยา เพราะยาเหล่านั้นไปลดจำนวนอะเซทีลโคลีน เช่นเดียวกับคนสูงอายุที่หลงลืมเพราะอะเซทีลในสมองลดจำนวนลง
และมีรายงานบางชิ้นที่บ่งบอกว่าเลซิทินสามารถเพิ่มความจำได้ เป็นการชั่วคราว แพทย์บางคนมีประสบการณ์ตรวจคนไข้ เมื่อจ่ายเลซิทิน ผู้ป่วยจะมีความจำดีขึ้น และเมื่อหยุดเลซิทิน ผู้ป่วยจะบ่นเรื่องอาการหลงลืม
ขณะเดียวกัน นิตยสารทางการแพทย์ชื่อ Prevention (ฉ.47 1 มกราคม 1995) ได้กล่าวถึงเลซิทินกับความจำไว้ว่า
“..ประสิทธิภาพของเลซิทินในการกระตุ้นความจำเป็นที่กล่าวขวัญ กันมาก แต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ การทดลองในมนุษย์โดยใช้เลซิทิน
หรือสารสำคัญโคลีน ซึ่งเป็นตัวต้นเหตุในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ แต่ขณะนี้มีผลงานวิจัยที่ช่วยให้ความหวังกับผู้ป่วยอีกครั้ง แต่ยังอยู่ในขั้นวิจัยซํ้า นั่นคือการวิจัยที่มหาวิทยาลัยนานาชาติฟลอริดา โดยให้อาสาสมัครแข็งแรงจำนวน 41 คน อายุระหว่าง 50-80 ปี รับประทานเลซิทินวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ติดต่อกัน 5 สัปดาห์ พบว่าช่วยลดอาการความจำเสื่อมชั่วคราว (ประเภทว่า อยู่ๆ ก็ลืมชื่อตัวเองเฉยเลย หรือคิดคำพูดไม่ออก ติดแค่ปลายลิ้น ฯลฯ) ซึ่งเคยเกิดในอัตราเฉลี่ย 35 ครั้ง เหลือเพียง 19 ครั้งต่อสัปดาห์) เมื่อเทียบกับยาหลอก
อย่างไรก็ตาม ยังต้องการผลการศึกษาสนับสนุนอีกเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะประกาศเป็นทางการว่า เลซิทินช่วยเสริมความจำชั่วคราว
สำหรับอาการความจำเสื่อมในโรคอัลไซเมอร์ แม้ผู้ป่วยเหล่านี้จะมี ระดับอะเซทิลโคลีนในสมองลดตํ่าลง แต่พบว่าการเสริมด้วยเลซิทิน กลับไม่ช่วยให้คนไข้ฟื้นกลับ
อย่างไรก็ตามหลายคนยังมองไปที่คุณประโยชน์ในเชิงป้องกันโรค อัลไซเมอร์ และงานวิจัยยังคงดำเนินต่อไป
และสำหรับโรคเกี่ยวกับระบบประสาท สิ่งที่น่าสนใจคือผลของเลซิทินต่อการเคลื่อนไหวผิดปกติของกล้ามเนื้อ (Abnormal muscular movement) คนที่เป็นโรคบางชนิด เช่น โรคพาร์กินสัน โรคฮันทิงทัน ฯลฯ จะมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ มีการกระตุกของกล้ามเนื้อแบบควบคุมไม่ได้ คุณคงเคยเห็นคนเฒ่าคนแก่บางคนที่มือสั่นตลอดเวลา ถือแก้วนํ้าดื่มไม่ได้เพราะนํ้าจะหกหมด อาการเป็นแบบนั้นแหละ พบว่าเลซิทินช่วยลดความรุนแรงลงได้อย่างน่าพอใจ แต่ไม่ทุกราย และต้องใช้ร่วมกับยาเฉพาะโรค
คนอีกกลุ่มหนึ่งที่จะได้ประโยชน์จากเลซิทินคือผู้ป่วยที่ต้อง รับประทานยารักษาโรคจิตประสาทต่อเนื่อง ยาบางตัวอาจทำให้เกิด อาการเคลื่อนไหวผิดปกติของกล้ามเนื้อแบบ Tardive Dyskinesia ลักษณะที่เห็นได้คือมีการกระตุกหรือตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ใบหน้าและลิ้น อาจทำให้ดูสีหน้าบูดเบี้ยว นํ้าลายไหลยืดเพราะลิ้นทำงานผิดปกติ และอาจรุนแรงทำให้มีการกระตุกที่แขนขาหรือลำตัวด้วย
การศึกษาส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าการจ่ายเลซิทินให้แก่ผู้ป่วย เป็นอาหารเสริม จะช่วยลดความรุนแรงลงได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้แพทย์รุ่นใหม่จึงใช้เลซิทินสำหรับอาการดังว่า
และสำหรับอาการคลุ้มคลั่ง ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลง ปริมาณอะเซติลโคลีนในสมอง มีการวิจัยชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง ทำในคนไข้ 4 คน คนแรกให้รับประทานเลซิทินชนิดเข้มข้น 90 เปอร์เซ็นต์ คนที่สอง และสามเพิ่มยาลิเธียมซึ่งใช้ควบคุมอาการของโรค คนที่สี่ได้รับยาตัวอื่น แต่ทุกคนจะได้รับประทานเลซิทินด้วย พบว่าทั้งสี่คนหายจากอาการคลุ้มคลั่ง แต่เมื่อหยุดเลซิทิน 3 คนจากกลุ่มกลับคลุ้มคลั่งอีก แม้จะยังได้รับยาอยู่
การศึกษาชิ้นต่อมาพบว่าเลซิทินช่วยยับยั้งอาการคลุ้มคลั่งได้เมื่อ เทียบกับยาหลอก และในบางกรณีดีกว่ายาลิเธียมที่ใช้ในวงการแพทย์เสียอีก ขนาดสำหรับผู้ป่วย Manic-Depressive Disease คือ 10-15 กรัม แต่ต้องเป็นเลซิทินเกือบบริสุทธิ์ คือมีสารสำคัญฟอสฟาทิดีลโคลีน 90 เปอร์เซ็นต์
เลซิทินกับโรคตับอักเสบ
เรื่องนี้ดูจะเหลือเชื่อในวงการแพทย์ แต่ก็มีรายงานอย่างน้อย 4 ชิ้นที่ว่าด้วยการรักษาโรคตับอักเสบจากไวรัสด้วยเลซิทิน งานวิจัยชิ้นแรกรายงานในปี 1981 ผู้วิจัยใช้เลซิทินเข้มข้นกับคนไข้ตับอักเสบจากไวรัสเอและบี เปรียบเทียบกับกลุ่มทดลองพบว่า ทำให้หายจากอาการเร็วขึ้น ทั้งจากสภาพภายนอกและจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผู้วิจัยเชื่อว่า เลซิทินช่วยซ่อมแซมเซลล์ตับเมื่อมันเปลี่ยนสภาพเป็นโคลีน ซึ่งมีความสำคัญต่อความเข้มข้นของนํ้าในเซลล์
โรคตับอักเสบชนิดเรื้อรังเป็นโรคร้ายที่สามารถทำให้ผู้ป่วยถึงตายได้ ส่วนใหญ่จะเกิดจากไวรัสชนิดบีและซีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงล์คอลเลจ รายงานผลการใช้เลซิทินในรูปเข้มข้น การทดลองเป็นแบบที่เรียก Double Blind ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการว่าดีเยี่ยม ผลการวิจัยพบว่าเลซิทินช่วยได้จริง และในบางรายคนไข้หายกลับเป็นปกติทุกประการ เซลล์ตับฟื้นสภาพเต็มร้อย
เช่นเดียวกับผลการวิจัยของวิทยาลัยแพทย์ไนจีเรีย ซึ่งให้เลซิทิน ในขนาด 1.8 กรัม/วัน ได้ผลน่าพอใจ
ต้านชรา
การอ้างอิงประสิทธิภาพข้อนี้ ดูจะเป็นที่ชื่นชมแก่สุภาพสตรีส่วนใหญ่ หลายคนยอมหมดเงินเพื่อชะลอชรา
นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้ทดลองให้หนูแก่กินเลซิทินระยะหนึ่ง
แล้วผ่าเซลล์ตับตรวจสอบ พบว่าหนูแก่ที่กินเลซิทิน จะมีโครงสร้างเซลล์ตับคล้ายหนูวัยรุ่น
ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์อิสราเอลเคยพบผลคล้ายกันในเซลล์สมอง
จึงเป็นหนทางอีกสายหนึ่งที่ยังเปิดไว้สำหรับผู้รักชีวิต แต่การทดลองเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการถนอมผิวหน้าให้ดูอ่อนกว่าวัย
ข้อเสีย
1. อาจทำให้มีกลิ่นคาวคล้ายปลาระเหยจากตัว แต่พบน้อยมาก เป็นปัญหาเฉพาะในคนที่ระบบสันดาปโคลีนเสียไป ไม่ใช่ปัญหาของคนส่วนใหญ่
2. อาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้า พบน้อยเช่นกัน แต่คุณควรสังเกตตัวเอง หากรับประทานแล้วจิตใจไม่ปกติ ลองงดสักระยะ
แหล่งในธรรมชาติ
เลซิทิน หรือโคลีน เป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ ทั้งในพืชและสัตว์ สารสำคัญฟอสฟาทิดิลโคลีนพบมากที่สุดในไข่แดง นมถั่วเหลือง กะหลํ่าปลีและกะหลํ่าดอก
ฟอสฟาทิดิลโคลีนชนิดที่พบในพืชนั้น มีโครงสร้างทางเคมีดีกว่า พวกที่ได้จากสัตว์
นายแพทย์ ดร.สตีเฟน ซีเซล ผู้อำนวยการศูนย์โภชนาการในนอร์ธ
แคโรไลนาเชื่อว่า แม้มนุษย์จะสร้างโคลีนได้เองแต่ก็ไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องได้รับจากสารอาหารด้วย แต่โชคร้ายสารอาหารที่ถือเป็นสุดยอด เช่น ตับ ไข่แดง ล้วนอุดมด้วยคอเลสเตอรอล ซึ่งคนส่วนใหญ่จำกัดอาหารเหล่านี้ ดังนั้นแหล่งโคลีนจากพืชคือเลซิทินจึงเป็นแหล่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
การศึกษาวิจัยขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาสรุปไว้ว่า เลซิทินขนาด 13.5 กรัม/วัน ปลอดภัยต่อการบริโภค แต่ขนาดทั่วไปใน ท้องตลาดคือ 1.2 กรัม ดังนั้นการรับประทานเลซิทิน 10 แคปซูล/วัน จึงไม่เป็นปัญหา
อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผู้เขียน อยากแนะนำให้พยายามเพิ่ม การรับประทานพืชที่เป็นแหล่งเลซิทินก่อนเป็นอันดับแรก เพราะแนวคิด ธรรมชาติบำบัด นอกจากจะเน้นเรื่องการปรับสมดุลของอาหาร การสูดอากาศบริสุทธิ์ ออกกำลังกายสมํ่าเสมอ และการฝึกจิตเพื่อสร้างวิญญาณที่สมบูรณ์แล้ว เรายังควรคำนึงถึงการพึ่งพาตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจด้วย

ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์