แคลเซียมกับกระดูก และประโยชน์ต่อส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

เราได้รับการปลูกฝังมาว่าให้ดื่มนมเยอะ ๆ แล้วจะสูง กระดูกจะได้แข็งแรง ก็เพราะว่าในนมนั่นมีแคลเซียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อกระดูก แต่รู้รึป่าวว่า แคลเซียมในกระดูกก็สามารถหมดไปได้เช่นกัน วันนี้เรามาเรียนรู้เกี่ยวกับแคลเซียมให้มากขึ้นกันค่ะ จะได้ป้องกันโรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะได้

แคลเซียม กับ ประโยชน์ต่อกระดูก

นมสด

คุณรู้ว่าแคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญของมนุษย์และสัตว์ที่มี กระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เพราะแคลเซียมคือกระดูกขาวๆ ที่เรารู้จัก
แต่คุณรู้ไหมว่า แคลเซียมอาจไหลออกจากกระดูกอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อหากคุณดื่มกาแฟจัด อยู่ในวัยหมดประจำเดือน กินยาบางชนิด เช่นสเตียรอยด์ อยู่ระหว่างคุมนํ้าหนัก หรือไม่ออกกำลังกาย
คุณรู้ไหมว่า ผู้หญิงวัยทองร้อยคน มีกระดูกเปราะบางเพราะขาดแคลเซียมราว 40 คน
และในอเมริกา มีคนเสียชีวิตจากโรคกระดูกพรุนกว่าปีละ 40,000 คน
เราสามารถชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุนได้โดยการตั้งธนาคารกระดูก (Bone Banking) ไว้ในร่างกายเสียตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาว ทำอย่างไรหรือ วิธีการตั้งธนาคารกระดูก คือ คุณต้องทำกระดูกของคุณให้ หนาและแข็งแรงที่สุด ก่อนอายุถึงสามสิบปี
ดังนั้น คุณจงอย่าประมาท!
ถามตัวเองดูอีกที คุณกำลังขาดแคลเซียมหรือเปล่า
รู้จักทักทาย
โครงกระดูกร่างกายมนุษย์เป็นผลผลิตทางวิศวกรรมธรรมชาติอัน น่ามหัศจรรย์ ร่างกายมนุษย์แข็งแกร่งยิ่งกว่าตึกสูงๆ ที่คำนวณโดย ผู้เชี่ยวชาญเสียอีก ยกตัวอย่างเช่น กระดูกต้นขาหรือที่เรียก Femur คุณรู้ไหม เมื่อเทียบการรับนํ้าหนักกิโลต่อกิโล มันยังเหนือกว่าคอนกรีตเสริมเหล็กเสียอีก เมื่อคุณเดินเร็ว กระดูกต้นขาของคุณจะรับแรงกดราว 80-90 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร บ้านของคนส่วนใหญ่ในโลกมีโครงสร้างอ่อนแอกว่าโครงกระดูกมนุษย์
กระดูกมีสารสำคัญเป็นองค์ประกอบ คือ แคลเซียมและฟอสฟอรัส จับเรียงตัวแน่นในรูปแบบเช่นเดียวกับผลึกของเพชร ซึ่งถือว่าเป็นวัสดุที่แข็งที่สุดในโลก และในส่วนของฟัน อีนาเมลเป็นสารที่แข็งแกร่งที่สุดที่ร่างกายมนุษย์เราผลิตได้เลยทีเดียว มันแข็งขนาดว่าทันตแพทย์ต้องใช้หัวกรอฟันชนิดหมุนด้วยความเร็วถึงหนึ่งล้านรอบต่อนาทีจึงจะเอาชนะมันได้
เห็นความสัมพันธ์ของกระดูก ฟัน และแคลเซียมแล้วใช่ไหม ถ้าคุณขาดแคลเซียม ก็เหมือนบ้านที่ถูกปลวกแทะกินโครงคร่าวจนพรุน รอเวลาหักพับเท่านั้นเอง และนี่คืออันตรายของโรคกระดูกพรุนที่ผู้หญิงเกือบครึ่งจะต้องเผชิญหลังหมดประจำเดือน
กระดูกในร่างกายมนุษย์มีทั้งสิ้น 208 ชิ้น มากกว่าครึ่งอยู่ที่แขน และขา ดังนี้
หกสิบชิ้นอยู่ที่แขนทั้งสอง
หกสิบชิ้นอยู่ที่ขา
ยี่สิบหกชิ้นเป็นสันหลัง
ยี่สิบสี่ชิ้นที่ซี่โครง
ยี่สิบสองชิ้นที่กะโหลก
หกชิ้นในหู
ที่เหลือก็อยู่โน่นนิดนี่หน่อย
กระดูกทั้ง 208 ชิ้นนี่แหละที่ช่วยคํ้าจุนคุณไว้ และยังคงอยู่ต่อไปเป็นที่ระลึกแก่คนที่อยู่ข้างหลังเมื่อคุณบ๊ายบายโลกที่สวยงามไปแล้ว
เมื่อรู้แล้วว่าแคลเซียมคือแร่ธาตุสำคัญ คุณจึงจะต้องคอยดูแล อย่าให้มันหนีห่างจากคุณไปเสียก่อน หากวันใดที่คุณสูญเสียเนื้อกระดูก กระดูกบาง ไม่หนาแน่น ผลที่ตามมาคือกระดูกแตกง่าย (ส่วนใหญ่ เกิดในหญิงหลังหมดประจำเดือน) อาการเริ่มแรกที่พบ คือ ปวดหลัง ไม่มีอาการอื่น
แต่ครั้นนานไป จะเกิดอาการปวดหลังอย่างแรง มีเสียงเหมือน กระดูกสันหลังหัก หลังงองุ้ม ความสูงลดลง กระดูกหักง่าย
นอกจากทำตัวเป็นเสาคอนกรีตให้กับร่างกายแล้ว แคลเซียมยังมี บทบาทอีกมากมายในร่างกายที่คาดไม่ถึง เช่น
-แคลเซียมทำหน้าที่เป็นตัวนำสัญญาณที่ส่งผ่านระหว่างเซลล์ ประสาทที่สำคัญยิ่ง ถ้าขาดแคลเซียมร่างกายกับสมองก็ไม่อาจสื่อสาร ถึงกันได้
-แคลเซียมทำให้กล้ามเนื้อหดตัวได้เท่าๆ กับที่นํ้ามันทำให้รถวิ่งเลยทีเดียว หากคุณขาดแคลเซียม กล้ามเนื้อหัวใจก็ไม่อาจบีบตัว หัวใจ หยุดเต้น กล้ามเนื้อกระบังลมก็ไม่หดตัว คุณจะหยุดหายใจ เห็นหรือยังว่าสำคัญแค่ไหน
-หากร่างกายคุณไม่มีแคลเซียม เลือดจะไหลไม่หยุด เพราะ แคลเซียมเป็นสารสำคัญในขบวนการแข็งตัวของเลือด
-นอกจากนี้ แคลเซียมยังช่วยในขบวนการสร้างภูมิคุ้มกันโรค และการผลิตพลังงาน
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ผลจากวิวัฒนาการของมนุษย์ที่ซับซ้อน ทำให้ร่างกายพึ่งพิงแคลเซียมเป็นอย่างมาก จนทำให้แคลเซียมเข้าไปมี บทบาทในการควบคุมการทำงานของร่างกายถึงระดับเซลล์เลยทีเดียว ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงปริมาณแคลเซียมในเซลล์แม้แต่เพียงเล็กน้อย อาจก่อผลใหญ่หลวง เช่น เปลี่ยนแปลงจังหวะการเต้นของหัวใจได้ และหากปริมาณแคลเซียมเปลี่ยนมากกว่านั้น เซลล์อาจถูกทำลาย
ในภาพรวม หากร่างกายของคุณขาดแคลเซียมแม้เพียงเล็กน้อย คุณจะเกิดอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ความจำเสื่อม กล้ามเนื้อกระตุก อย่างควบคุมไม่ได้ จนถึงชักกระตุก
และถ้าขาดมากถึงจุดหนึ่ง…
คุณตาย!
ดังนั้นร่างกายจึงต้องมีระบบควบคุมปริมาณแคลเชียมในเซลล์อีกทีหนึ่ง เพื่อไม่ให้มันเป็นใหญ่เกินไป อย่างที่เขาว่า ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย
สิ่งที่ควบคุมแคลเซียมคือธาตุอีกตัว ชื่อว่า แมกนีเซียม
อะไรมันจะวุ่นวายซับซ้อนปานนี้
นี่แค่ความรู้ทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน
เอาง่ายๆ ดีกว่าว่า เจ้าแมกนีเซียมจึงมีหน้าที่คอยคุมปริมาณ แคลเซียมให้พอเหมาะพอควรเสมอ เพื่อกันเหนียวไม่ให้มันคิดก่อการ กบฏขึ้นมาง่ายๆ
แม้กระนั้น คนจำนวนมากยังไม่วายขาดแคลเซียม
การขาดแคลเซียม
มีคนบางกลุ่มอยู่ในประเภทมนุษย์เจ้าปัญหาที่เสี่ยงต่อการขาด แคลเซียมได้ง่าย คนสูงอายุ คือกลุ่มใหญ่ เพราะเมื่อเราอายุมากขึ้น การทำงานของระบบต่างๆ เริ่มเสื่อมลง อาหารที่รับประทานก็เคี้ยวไม่แหลก ลำไส้ลดความสามารถในการดูดซึมแคลเซียม และนอกจากนี้ ความจริง ที่เถียงไม่ได้อีกอย่าง คือ คนสูงอายุจะรับประทานอาหารน้อยลงโดยธรรมชาติ ส่งผลให้แคลเซียมลดปริมาณลงด้วย
แต่ร่างกายจะยอมให้แคลเซียมในเซลล์ลดปริมาณลงไม่ได้ เพราะ
มันหมายถึงความตาย
ร่างกายแก้ปัญหาอย่างไร
ธรรมชาติแก้ปัญหาโดยการ ‘‘กิน” กระดูกของตัวเอง โดยดึง แคลเซียมในกระดูกออกมาชดเชยส่วนที่ขาดไป
ผลที่ตามมาคือกระดูกพรุน
ตามธรรมชาติ กระดูกเมื่อบางลงเรื่อยๆ มันจะถึงจุดแตกหัก และเราจะรู้ว่าตัวเองเป็นโรคกระดูกพรุนก็ต่อเมื่อเกิดอาการกระดูกหักง่ายผิดปกติ แม้แค่กระทบกระแทกเพียงเล็กน้อย และที่แย่ไปกว่านั้น ผลของกระดูกพรุนยังทำให้เกิดอาการต่อเนื่องอีกหลายประการ กระดูกที่ถูกทำลายอย่างสำคัญ คือ ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง ซึ่งโรคที่ตามมาเนื่องจากกระดูกเคลื่อนไหวผิดปกติล้วนน่ากลัว เช่น การติดเชื้อ การอักเสบ เอมโบลิซึม ซึ่งเป็นก้อนเลือดขัดขวางการไหลเวียนของโลหิตไปยังปอด จนอาจทำให้ถึงตายได้
การค้นพบตรงนี้ ทำให้สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติอเมริกาออก มาประกาศในปี 1984 ว่า ‘’ผู้หญิงส่วนใหญ่กำลังตกอยูในภาวะวิกฤติ จากการรับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอกับความต้องการต่อวัน”
ขืนปล่อยไปเช่นนี้ แคลเซียมหมดกระดูกแน่
คำประกาศของสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติอเมริกาทำให้เกิด โกลาหลไปทั่ว สื่อมวลชนเรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “Calcium craze” มีการรณรงค์ดื่มนมเพื่อตั้งธนาคารกระดูก (Bone Banking) ไว้ใน ร่างกายเสียตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาว โดยมุ่งหวังให้กระดูกของคุณหนาและแข็งแรงที่สุดก่อนอายุถึงสามสิบปี ผู้ผลิตอาหารเสริมต่างผลิตแคลเซียมชนิดเม็ดและนํ้าในรูปแบบต่างๆ มากมาย มีการเติมรสส้ม กลิ่นสังเคราะห์ และฟองฟูเพื่อให้น่ารับประทาน ประมาณการว่าประชาชนอเมริกาใช้จ่ายเงินเพื่อแคลเซียมเสริมเพียงอย่างเดียวถึงปีละ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ
และขณะนี้ ความตื่นตระหนกกำลังแพร่กระจายมาถึงเมืองไทยแล้ว ถ้าคุณไปเดินตามห้าง คุณอาจเห็นแคลเซียมฟองฟู่หลากยี่ห้อวางยั่วสายตาในราคาที่จับไม่ลงทีเดียว แต่คิดว่าเรามีวิธีที่ไม่จำเป็นต้องเสีย เงินมากมาย ไม่ต้องซื้อหาด้วยราคาแพง หากรู้จักปรับวิถีชีวิตและ บริโภคนิสัยให้เหมาะสม
ทำเถอะ…เพื่อชีวิตคุณเอง
ประโยชน์ของอาหารแคลเซียม
ป้องกันและบรรเทาอาการรุนแรงของโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นอย่างช้าๆในตัวมนุษย์ ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงภัยร้ายของมันจนถึงวันที่ปรากฏอาการ
โรคกระดูกพรุนอาจเกิดได้จากการขาดแคลเซียมหรือโบรอนในอาหาร ใช้ยาจำพวกสเตียรอยด์ ฮอร์โมนเพศลดระดับหลังหมดประจำเดือน โรคเรื้อรัง ติดสุราเรื้อรัง สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟจัด อายุมาก ขาดการออกกำลังกาย ขาดวิตามินซี ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ และมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมให้กระดูกพรุนเร็วขึ้น คือ การผ่าตัดเอารังไข่ออก โภชนาการไม่ดี โครงกระดูกเล็ก ฯลฯ
จากการสำรวจในอเมริกาพบว่า ทุกวันนี้ผู้หญิงหลายคนได้รับ แคลเซียมไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ควรได้รับต่อวันด้วยซํ้า
สตีเวน เอ. อะบรามส์ แห่งศูนย์วิจัยโภชนาการเด็กในฮุสตัน กล่าวว่า เด็กหญิงต้องการแคลเซียมสูงมากในช่วงก่อนและหลังวัยเริ่มเจริญพันธุ์ (ประมาณช่วงอายุ 10-12 ปี) ดังนั้นควรฝึกให้เด็กรับประทานอาหารแคลเซียมแต่เนิ่นๆ
แต่ผู้ที่พลาดโอกาสรับแคลเซียมในวัยเด็ก อาจนึกท้อว่า ชีวิตนี้ ต้องเผชิญกับโรคกระดูกพรุนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง แถมด้วยโรคที่ เกี่ยวเนื่องกับการเคลื่อนไหวผิดปกติของกระดูก เช่น การติดเชื้อ การ อักเสบ เอมโบลิซึม
อย่าเพิ่งท้อ มีงานวิจัยถึง 28 ชิ้นนับแต่ปี 2531 ที่แสดงให้เห็นว่าการได้รับแคลเซียมตอนแก่ ก็ยังมีประโยชน์ในการป้องกันการสูญเสียแคลเซียมจากสันหลัง ข้อมือ และสะโพกได้
การศึกษาในหญิงวัยหมดประจำเดือน 300 คน พบว่า หากคุณ รับประทานอาหารแคลเซียมเสียแต่เดี๋ยวนี้ ทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียม ในปริมาณตั้งแต่ 400-900 มิลลิกรัม (หรือเท่ากับนม 3-7 แก้วใหญ่) ทุกวัน จะช่วยยับยั้งการเสื่อมของกระดูกหลังหมดประจำเดือนได้นานกว่า 6 ปี
และการศึกษาใหม่กว่านั้นพบว่า หญิงและชายที่รับประทาน แคลเซียมมากกว่า 760 มิลลิกรัม/วัน จะเกิดโรคจากกระดูกเลื่อมลดลงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ทานแคลเซียมน้อยกว่า 400 มิลลิกรัม/วัน
ดังนั้นหากคุณไม่คิดป้องกันเสียแต่วันนี้ เอาแต่ปล่อยตัวตามสบาย คุณจะแก่เร็วเพราะโรคกระดูกพรุนแน่นอน
ป้องกันมะเร็ง
มะเร็งในที่นี้คือ มะเร็งลำไส้ใหญ่
ความคิดว่าแคลเซียมมีบทบาทต่อมะเร็ง เกิดจากงานวิจัยที่ ต่อเนื่องยาวนานถึง 19 ปี การศึกษาที่ว่านี้ทำในชายผิวขาวเพื่อหาอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่กับอาหารที่รับประทานเข้าไป พบว่าคนที่ดื่มนมน้อยกว่าหนึ่งแก้วครึ่ง จะมีโอกาสเกิดมะเร็งเป็นสามเท่าของของคนที่ดื่มนมวันละสี่แก้วครึ่งขึ้นไป
ใครๆ ก็รู้ว่าในนมมีแคลเซียมและวิตามินดี
ทุกวันนี้ งานวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งลำไส้ใหญ่กับแคลเซียม ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น มีการเสริมแคลเซียมขนาด 1,250 มิลลิกรัม ให้กับคนที่เสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ เช่น คนที่มีญาติพี่น้องเป็นมะเร็ง พบว่า หลังรับแคลเซียมระยะหนึ่ง การแบ่งเซลล์ผิดปกติลดความเร็วลง
เป็นไปได้ในเร็วๆ นี้ ที่จะมีข่าวดีเกี่ยวกับแคลเซียมและมะเร็ง
แคลเซียมกับความดัน
น้อยคนจะทราบว่า แคลเซียมมีบทบาทต่อความดัน แต่นัก วิทยาศาสตร์พบว่า คนความดันสูงจะรับประทานแคลเซียมน้อยกว่าคนปกติ
ต่อมามีการทดลองให้ผู้ป่วยความดันสูง ได้รับแคลเซียมเพิ่มขึ้น
ผลปรากฏว่าความดันลดลงน่าพอใจ เมื่อเทียบกับยาหลอก (บางคนอาจสงสัยว่ายาหลอกคืออะไร เพราะอ่านเจอบ่อย ขออธิบายตรงนี้เลยว่า ในการทำวิจัย เราจะแยกคนเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้กินยาจริง อีกกลุ่มให้กินแป้งเปล่าที่ทำรูปแบบเหมือนกันทุกประการ อันนี้เองที่เรียกยาหลอกหรือ PLACEBO การให้กินยาหลอกก็เพื่อกันไม่ให้ผู้ป่วยมีอคติกับการทดลอง)
ดังนั้นผู้ป่วยความดันสูงจะหาอาหารอุดมแคลเซียมมารับประทาน สม่ำเสมอก็ไม่เสียหลาย…จริงไหม
แคลเซียมลดอาการตะคริว
สูตินารีแพทย์หลายท่าน นิยมจ่ายแคลเซียมให้หญิงท้องที่มีปัญหา เป็นตะคริวที่ขา ช่วยได้ดี แถมยังช่วยสร้างกระดูกแก่ทารกในครรภ์ด้วย
ข้อคิดเห็นขัดแย้ง
แม้ทุกวันนี้ความรู้เรื่องแคลเซียมจะชัดเจนมากแล้ว แต่ก็ยังมี ความคิดโต้แย้งหลงเหลืออยู่บ้าง เช่น
1. กินแคลเซียมมากทำให้เกิดนิ่ว เป็นความจริงที่ว่า นิ่วในไตส่วนใหญ่มีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า แคลเซียมที่เรารับประทานเข้าไปจะกลายเป็นก้อนนิ่ว เช่นเดียวกับที่ว่า เนื้องอกเป็นโปรตีน ก็เลยคิดว่ากินโปรตีนแล้วจะเป็นเนื้องอก
ในความจริง จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครสามารถแสดงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ นอกจากพูดกันประปราย
2. ระวังแคลเซียมสะสมในเนื้อ กระดูกงอก ฯลฯ บางคนเชื่อว่า
แคลเซียมสูงจะทำให้เกิดการสะสมในเนื้อ หรือที่เรียก Tissue Calcifi-cation
ไม่พบหลักฐานสนับสนุนความเชื่อเหล่านั้น แต่ตรงข้าม กลับมี หลักฐานว่า การที่แคลเซียมสะสมในเนื้อ เกิดจากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ
3. แคลเซียมมากทำให้ขาดแมกนีเซียม เป็นข้อสันนิษฐานที่นำ เสนอโดยนักวิทยาศาสตร์หัวหอก คือ Guy Abraham เขาเชื่อเช่นนั้น และเชื่อว่า โรคกระดูกพรุนไม่ได้เกิดจากการขาดแคลเซียม แต่เกิดจาก การรับประทานโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป
ความเชื่อนี้ ยังรอการพิสูจน์เช่นกัน
แหล่งแคลเซียมในธรรมชาติ
นมและผลิตภัณฑ์ของนม เช่น เนยแข็ง โยเกิร์ต เป็นแหล่ง แคลเซียมที่สำคัญของชาวฝรั่ง แต่สำหรับคนไทย เรามีแหล่งแคลเซียม มากมายจากอาหารพื้นบ้าน เช่น ปลากรอบ กุ้งแห้ง กะปิ ดังตาราง

ประเภทอาหาร

(หนัก 1 ขีด หรือ 100 กรัม)

ปริมาณแคลเซียม

(เป็นมิลลิกรัม)

กุ้งแห้งตัวเล็ก

2305

กะปี

1565

มะขาม ฝักสด

429

ยอดแค

395

ยอดสะเดา

354

ผักคะน้า

245

เต้าหู้เหลือง

160

นมสด

118

การคำนวณแคลเซียมทั้งหมดในตาราง คิดจากอาหารนํ้าหนัก 1 ขีด เท่ากัน แต่ในชีวิตจริง คงไม่มีใครกินกะปิได้ 1 ขีด/วัน แต่ปลากรอบ หนึ่งขีดไม่พอเรียกนํ้าย่อยด้วยซ้ำ
เต้าหู้และถั่วเหลืองเป็นแหล่งแคลเซียมที่น่าสนใจเช่นกัน นัก วิทยาศาสตร์ค้นพบสารคล้ายฮอร์โมนเพศที่เรียกไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ในถั่วเหลือง ซึ่งช่วยลดความรู้สึกไม่สบายตัวใน ระยะหมดประจำเดือนได้ และมันช่วยชะลอการเสื่อมฃองกระดูกโดยไม่ กระตุ้นมะเร็งในเต้านม
จึงควรรับประทานหลายอย่างสลับกันเพื่อให้ได้สารอาหารหลากหลาย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ควรรับประทานแคลเซียมเกิน 600 มิลลิกรัม/มื้อ เพราะร่างกายจะดูดซึมไม่ทัน เสียของเปล่าๆ
ดร.เฮนนีย์แห่งมหาวิทยาลัยอินเดียนน่ากล่าวว่า คนเอเซียเป็นโรค กระดูกพรุนน้อยกว่าพวกฝรั่งทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้ดื่มนม เพราะคนเอเซียได้ แคลเซียมจากผักใบเขียว ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งแย้งว่าเพราะคนเอเซียรับ ประทานเนื้อน้อยกว่าฝรั่ง
อาหารไทยพื้นบ้าน ผักสดจิ้มนํ้าพริกปลาปน เข้ากับลิ้นคนไทย มากกว่าพิซซ่าและนมสด จริงไหม
ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ
ในท้องตลาด มีแคลเซียมชนิดเม็ดหลายรูปแบบวางจำหน่าย บางชนิดมีสี รส กลิ่นคล้ายส้ม เติมฟองฟู่ฟ่าน่ารับประทาน แต่ราคามหาโหด
อาหารเสริมหรือยาที่ใส่แคลเซียมมีทั้งแคลเซียมกลูโคเนต แคลเซียมแลคเตต แคลเซียมคาร์โบเนต และแคลเซียมซิเตรต คุณภาพอาจแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ถ้าเอาราคามาร่วมคิดในภาวะเศรษฐกิจรัดตัวเช่นนี้ คิดว่าเลือกที่ไม่แพงเช่นขององค์การเภสัชกรรมจะดีที่สุด
ขนาดแคลเซียมที่เหมาะสมยังเป็นที่ถกเถียงกันบ้าง แต่ Consumer Reports ปี 2538 แนะนำไว้ที่ขนาดไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน แม้จะสูงกว่านั้นบ้างก็ไม่ถึงขั้นเป็นอันตราย มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แนะนำไว้ถึง 2,400 มิลลิกรัม
แต่ในมื้อหนึ่ง หรือการรับประทานยาเม็ดแคลเซียมครั้งหนึ่ง คุณไม่ควรรับประทานเกิน 600 มิลลิกรัม/ครั้ง เพราะร่างกายดูดซึมไม่ได้มากกว่านั้น หากคุณต้องการแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม ควรแยกรับประทานสองถึงสี่ครั้ง อย่ารับประทานครั้งเดียว
อาหารทำลายกระดูก
การศึกษาที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่า กาแฟสามารถกระตุ้น ให้แคลเซียมไหลออกจากกระดูกได้เร็วพอควร โดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ทำการศึกษาในคนถึง 84,000 คน พบว่า คนที่ดื่มกาแฟเกินสามแก้วต่อวัน จะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสะโพกหักถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับหญิงที่ไม่ดื่ม หรือดื่มกาแฟเพียงเล็กน้อย
เช่นเดียวกับสุราที่แปลว่าเหล้า ดื่มแล้วเมาโซซัดโซเซ นักวิจัย พบว่าแอลกอฮอล์ปริมาณสูงเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อกระดูก พิษของ แอลกอฮอล์ทำลายเซลล์กระดูกโดยตรง
ในการผ่าศพคนที่ตายจากพิษสุราเรื้อรัง พบว่ากระดูกเสื่อมโทรม เกินกว่าอายุจริงถึงสี่สิบปี
การศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า เหล้า เบียร์ และสุรา ทุกชนิด ทำให้กระดูกสะโพกและแขนหักง่าย ยิ่งดื่มมากกระดูกยิ่งเปราะ หญิงที่ดื่มเบียร์วันละสองขวด มีอัตราเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักสองเท่าของคนที่ไม่ดื่ม
แต่ถ้าเพิ่มเป็นสี่ขวดต่อวัน อัตราเสี่ยงเพิ่มเป็นเจ็ดเท่า
ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์

แบบผมสวยอื่น ๆ: