เบต้าแคโรทีน กินได้ทุกคนหรือไม่ ต้องกินอย่างไรบ้าง

เบต้าแคโรทีน มีประโยชน์หรือโทษอย่างไรบ้าง ทุกคนกินแล้วจะดีจริงหรือ หรือว่ากินได้เฉพาะบางคน วันนี้เรามาหาคำตอบกันค่ะ

วิตามินเบต้าแคโรทีน มีประโยชน์ต่อทุกคนหรือไม่

เบต้าแคโรทีน

วิตามินจากสวรรค์ หรือนรก?
นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกหลายคนรับประทานเบต้าแคโรทีนเพื่อต่อชีวิตให้ยืนยาว เสมือนยาอายุวัฒนะ และป้องกันมะเร็งในปอด
แต่งานวิจัยล่าสุดกลับพบว่าผู้สูบบุหรี่ที่รับประทานเบต้าแคโรทีน จะป่วยเป็นมะเร็งในปอดเพิ่มขึ้นถึง 18 เปอร์เซ็นต์ และตายเพิ่มขึ้นอีก 8 เปอร์เซ็นต์
ท่านเป็นคนหนึ่งที่กำลังซื้อเบต้าแคโรทีนมารับประทานอยู่หรือเปล่า ท่านกำลังฆ่าตัวตายหรือ ท่านเสียเงินซื้อยาพิษหรือ เรามาค้นหาคำตอบกันดีกว่า
เบต้าแคโรทีนคืออะไร?
เบต้าแคโรทีน มีชื่ออีกอย่างว่า โปรวิตามินเอ ที่ได้ชื่อเช่นนี้เพราะเมื่อเรารับประทานอาหารที่อุดมด้วยเบต้าแคโรทีนเข้าไป มันจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากต่อระบบชีวเคมีของมนุษย์ มีผลต่อการเห็นภาพ การได้ยินเสียง การรับรส และการรับกลิ่น มนุษย์ได้รับวิตามินเอจากแหล่งใหญ่ 2 แหล่ง คือ
-จากสัตว์ เช่น ตับและน้ำนม
-จากพืชสีเหลืองและเขียวเข้ม พบมากในแครอท มันเทศ ผักขม และผักใบเขียวเข้มหลายชนิด โดยสารแคโรทีน (Carotene) ในพืชถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายอีกทีหนึ่ง จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า โปรวิตามินเอ
พืชผักผลไม้มากมายมีสารแคโรทีนกว่าห้าร้อยชนิด รวมกันเรียกว่าแคโรทีนอยด์ (Carotenoids)
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบต่อไปอีกว่า ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของสารแคโรทีนอยด์ที่เรารับประทานเข้าไปทุกวันจะเปลี่ยนสภาพเป็นวิตามินเอในร่างกาย โดยมีสารเบต้าแคโรทีนเป็นซูเปอร์สตาร์
แต่นักวิทยาศาสตร์สมัยแรกให้ความสนใจเฉพาะตัวเบต้าแคโรทีน และตอนนี้กำลังสงสัยว่าเราอาจหลงทาง
ความสำคัญ
ในปี 1967 สถาบันมะเร็งแห่งชาติแห่งสหรัฐอเมริกาได้ค้นพบว่า เรตินอล (Retinol) ซึ่งเป็นวิตามินเอที่ได้จากสัตว์ สามารถระงับมะเร็ง ในทางเดินหายใจ ในหนูทดลอง นักวิทยาศาสตร์พากันตื่นเต้น หนทางป้องกันรักษามะเร็งเริ่มเป็นจริง
มีการวิจัยตามมาอีกมากมาย ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งกับระดับวิตามินเอในเลือดตํ่า ตลอดช่วงปี 1970 มีรายงานการวิจัยจากอิสราเอล นอร์เวย์ ญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศส ฯลฯ ที่บ่งชี้ตรงกันว่า คนที่รับประทานสารอาหารที่มีวิตามินเอสูงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิดน้อยลง เช่น มะเร็งในกระเพาะ ลำไส้ คอหอย ปอด และ กระเพาะปัสสาวะ
ตอนนั้นยังไม่มีใครสนใจศึกษาว่าวิตามินเอจากพืชและสัตว์อย่างใดจะให้ผลป้องกันมะเร็งได้ดีกว่ากัน ทั้งที่ข้อมูลขณะนั้นก็บ่งชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ได้รับวิตามินเอจากผักใบเขียวและพืชสีส้มเป็นหลัก
จนกระทั่งปี 1981 ริชาร์ด ปีโต และคณะได้เขียนบทความลงใน นิตยสาร Nature รายงานการค้นพบว่า จริงๆ แล้ววิตามินเอมิได้ทำหน้าที่ยับยั้งการเกิดมะเร็ง แต่เป็นฤทธิ์ของสารชนิดหนึ่งชื่อ เบต้าแคโรทีน ซึ่งมีมากในพืซสีเหลืองส้มหรือเขียวเข้ม สารตัวนี้เมื่อรับประทานเข้าไปจะถูกร่างกายนำไปสังเคราะห์วิตามินเอ ดังนั้นคนที่รับประทานพืชที่มีเบต้าแคโรทีนมากก็จะมีระดับวิตามินเอในร่างกายสูงตามไปด้วย
แต่ความสนใจต่อเบต้าแคโรทีนเริ่มจริงจังเมื่อปี 1981 เมื่อนิตยสารชื่อดังทางการแพทย์ The Lancet ได้ตีพิมพ์ผลงานของ ดร.ริชาร์ด เชเคลล์ นักระบาดวิทยามหาวิทยาลัยเท็กซัส ซึ่งค้นพบว่า สารป้องกันมะเร็งที่แท้จริง คือ เบต้าแคโรทีนในพืชนั่นเอง โดยทีมนักวิจัยได้ค้นหาประวัติประชาชนจำนวน 2,000 คน ย้อนไปถึงปี 1957 เพื่อหาว่าพวกเขารับประทานอาหารอะไรบ้างใน 195 ชนิดที่กำหนด และหลังจากนั้นมีใครบ้างป่วยเป็นมะเร็งในปอด
ข้อสรุปจากการศึกษา คือ “อาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสามารถลด อุบัติการโรคมะเร็งในปอดได้แม้แต่ในผู้ที่สูบบุหรี่หลายปีแล้วก็ตาม”
สารเบต้าแคโรทีนเป็นที่รู้จักและใช้ในวงการแพทย์มานานแล้ว โดยเฉพาะแพทย์โรคผิวหนัง บริษัทใหญ่ที่ผลิตจำหน่ายทั่วโลกคือ ฮอฟแมน ลาโรช ดังนั้นจึงไม่ยากที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจะทำการทดลองโดยใช้เบต้าแคโรทีนสังเคราะห์
จุดนี้เองอาจนำมาซึ่งความผิดพลาดอะไรบางอย่าง…เบต้าแคโรทีน สังเคราะห์
ศาสตราจารย์ ดร.อีไล ซีฟเทอร์ นักชีวเคมีวิทยาลัยการแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในนิวยอร์ก ทดลองฉีดสารก่อมะเร็งใส่หนูทดลอง แล้วจึงให้เบต้าแคโรทีนขนาดสูงสองถึงเก้าสัปดาห์
หลังจากนั้น เขาพบว่าเบต้าแคโรทีนสามารถป้องกันและยับยั้งมะเร็งในระยะต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากให้รับประทานเบต้าแคโรทีนขนาดสูงพร้อมกับฉายรังสี
การทดลองที่น่าสนใจอีกสองชุดมาจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
แห่งสหรัฐอเมริกา มีการทดลองให้หนูกินเบต้าแคโรทีนในขนาดสูง แล้วฉายแสงอุลตร้าไวโอเลตต่อเนื่องกันเป็นเวลานานไม่พบการเกิดมะเร็งที่ผิวหนัง
ส่วนงานวิจัยที่ทุ่มเวลานานที่สุดเห็นจะเป็นของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปส์กิ้นที่มีชื่อเสียงในวงการแพทย์ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ในปี 1987 โดยนักวิจัยได้ทำการทดลองตรวจ ระดับเบต้าแคโรทีนในเลือดที่ได้รับจากการบริจาคในปี 1974 หลังจากนั้นเก้าปีคือในปี 1983 จึงได้ติดตามหาผู้บริจาคตามรายชื่อที่ขึ้นบัญชีไว้
นักวิจัยพบว่า ปริมาณเบต้าแคโรทีนสามารถพยากรณ์ความเสี่ยงต่อมะ เร็งในปอดได้ ดร.มาริลีน เมนเคส หัวหน้าทีมวิจัยพบว่าในบรรดาผู้บริจาคเลือดเก้าปีที่แล้ว มีผู้เป็นมะเร็งในปอดเก้าสิบเก้าคน ทั้งหมดมีปริมาณเบต้าแคโรทีนในเลือดตํ่า จากการคำนวณทางสถิติบ่งว่า กลุ่มที่มีเบต้าแคโรทีนตํ่าสุด มีโอกาสเป็นมะเร็งเป็น 2.2 เท่าของกลุ่มที่มีเบต้าแคโรทีนสูงสุด และปริมาณเบต้าแคโรทีนมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งที่ผิวของเนื้อเยื่อในปอด ซึ่งถูกกระตุ้นจากการสูบบุหรี่
เรากำลังพบทางสู้เจ้ามะเร็งตัวร้ายแล้ว
การศึกษาตลอดมา ทำให้เห็นความหวังที่ว่า เบต้าแคโรทีนจะสามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งได้ หลักฐานทั้งหมดช่วยตอกย้ำคุณประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนจนเลิศลอยราวกับเป็นวิตามินจากสวรรค์ไปเลย กอร์ปกับเวลานั้นมีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงอีก กล่าวคือ ประธานาธิบดีนิกสันของอเมริกาได้ประกาศนโยบายที่เรียก “War On Cancer” หรือ “สงครามกับมะเร็ง” กระตุ้นเร่งเร้าให้ชาวอเมริกัน หาหนทางยับยังมะเร็งให้ได้ แต่หลังประกาศสงครามไปแล้วงานวิจัยกลับไม่คืบหน้าเลย
ดังนั้นข้าราชการผู้รับผิดชอบจึงไม่รีรอที่จะเสนอให้เบต้าแคโรทีน กลายเป็นขวัญใจของชาวอเมริกันในการต่อสู้มะเร็งร้าย
บริษัทยาและอาหารเสริมมากมายพากันผลิตเบต้าแคโรทีนชนิดเม็ดวางในท้องตลาด ราคาไม่แพง รับประทานง่าย ไม่มีอันตรายต่อผู้บริโภค
ชาวอเมริกันบริโภคเบต้าแคโรทีนเฉลี่ยปีละหนึ่งพันล้านบาท (ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยทัฟท์)
งานวิจัยในช่วงเวลาต่อมายิ่งตอกยํ้าคุณค่าของเบต้าแคโรทีนมากยิ่งขึ้น ในช่วงปี 2526-2536 มีงานวิจัยหลายสิบชิ้นที่สนับสนุนคุณประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนกับโรคมะเร็งในปอดและโรคต่างๆ เช่น
-มหาวิทยาลัยเท็กซัสพบว่า ชายที่รับประทานเบต้าแคโรทีนในขนาด 6 มิลลิกรัม (เท่ากับแครอทหนึ่งหัว) ทุกวันติดต่อกันเกิน 25 ปี จะมีอัตราตายด้วยโรคทุกชนิดตํ่ากว่าคนที่ไม่รับประทาน
-การศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาส์ดในพยาบาล 87,000 คน พบว่าคนที่รับประทานเบต้าแคโรทีนมาก (เท่ากับแครอทหัวครึ่งต่อวัน) จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจลดลง 22 เปอร์เซ็นต์
แม้จะมีการวิจัยมากมาย แต่ยังไม่มีการวิจัยต่อเนื่องขนาดใหญ่ในคนเพื่อพิสูจน์ว่าเบต้าแคโรทีนชนิดเม็ดสังเคราะห์ที่มีขายในท้องตลาดจะป้องกันมะเร็งได้จริงหรือไม่ แคไหน เพียงใด
ด้วยเหตุนี้ ประมาณปี 2523 รัฐบาลอเมริกาจึงได้ทุ่มงบประมาณ ให้แก่สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งชาติเป็นเงินกว่าพันล้านบาทเพื่อวิจัยคุณค่าของเบต้าแคโรทีนให้รู้แจ้งแดงแจ๋กันเสียที
แต่เนื่องจากมะเร็งมีระยะฟักตัวนานมากเป็นสิบๆ ปี ดังนั้นการวิจัยชิ้นนี้จึงใช้เวลานานกว่าสิบปีและทำในคนจำนวนนับหมื่น
การวิจัยเพิ่งเสร็จสิ้น และผลที่ได้น่ากลัว
จะขอเล่าการวิจัยสามชิ้นใหญ่ๆ ที่เพิ่งสรุปผลได้ไม่นานดังนี้
งานวิจัยชิ้นที่หนึ่ง
ชื่อการทดลอง ATBC จัดทำโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติอเมริกา ร่วมกับสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติฟินแลนด์ เพื่อดูว่าการรับประทาน วิตามินอีร่วมกับเบต้าแคโรทีนจะช่วยป้องกันมะเร็งปอดและอื่นๆ ได้จริงหรือไม่
นับเป็นการทดลองที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะทำในคนไข้สูบบุหรี่ถึง 29,133 คน วัยระหว่าง 50-69 ปี โดยให้รับประทานวิตามินอี 50 มิลลิกรัม ร่วมกับเบต้าแคโรทีน 20 มิลลิกรัม กลุ่มหนึ่ง และให้รับประทานยาเม็ดแป้งหลอกอีกกลุ่ม จากนั้นติดตามดูไปเรื่อยๆ ว่าคนที่รับประทานเบต้าแคโรทีนกับคนที่รับประทานแป้งหลอก กลุ่มไหนจะเกิดมะเร็งมากกว่ากัน ใช้เวลาติดตามนาน 5-8 ปี
ผลที่ได้น่าตกใจมาก เพราะคนที่รับประทานวิตามินอีและเบต้าแคโรทีนจะเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้นถึง 18 เปอร์เซ็นต์ และตายเพิ่มขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์
งานวิจัยชิ้นที่สอง
ชื่อ CARET ทำในอเมริกาโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติเช่นกัน
นักวิจัยศึกษาว่าเบต้าแคโรทีน หรือวิตามินจะช่วยป้องกันมะเร็งในคนวัย 50-69 ที่สูบบุหรี่หรือไม่
ผู้ร่วมทดลองมีถึง 18,314 คน
งานวิจัยชิ้นนี้ทำไปได้เพียง 21 เดือนก็ต้องหยุด เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2539 ด้วยเหตุเพราะว่างานวิจัยชิ้นแรกที่เล่าให้ฟังส่งผลน่ากลัว ทำให้นักวิจัยไม่กล้าจ่ายเบต้าแคโรทีนให้ผู้ร่วมทดลองอีกต่อไปด้วยกลัวว่าจะเป็นเหตุให้มีคนตายเพิ่มขึ้น
งานวิจัยชิ้นที่สาม
ชื่อ “การวิจัยสุขภาพของแพทย์” ทำในนายแพทย์ในสหรัฐอเมริกา จำนวน. 22,071 คน ซึ่งในจำนวนนี้ 11 เปอร์เซ็นต์สูบบุหรี่ งานวิจัยชิ้นนี้ทำขึ้นเพื่อศึกษาผลของเบต้าแคโรทีนชนิดเม็ดในการป้องกันมะเร็ง และโรคหัวใจเปรียบเทียบกับการรับประทานแอสไพรินวันละเม็ด
แต่แล้วในปี 2531 การทดลองให้แอสไพรินก็หยุดลง เนื่องจากพบว่า แอสไพรินสามารถลดอัตราเสี่ยงจากโรคหัวใจได้ถึง 44 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่จำเป็นต้องทดลองต่อ
แต่แพทย์ที่เหลือยังคงได้รับเบต้าแคโรทีนต่อไปจนถึงปี 2538 กินเวลาถึง 12 ปี
ผลการทดลองพบว่า เบต้าแคโรทีนไม่มีทั้งประโยชน์และโทษในการป้องกันโรค แม้จะรับประทานติดต่อกันนานถึง 12 ปีก็ตาม
เกิดอะไรขึ้น?
เหมือนระเบิดตกลงมากลางวงนักวิทยาศาสตร์ ทุกคนถามด้วยความตกใจว่า “เกิดอะไรขึ้น?” วิตามินที่เหมือนยาเทพประทาน กำลังจะเป็นยาพิษแล้วหรือ
มีการวิพากษ์วิจารณ์งานวิจัยทั้งสามชิ้นอย่างหนัก ซึ่งมีส่วนน่าสนใจ
ดังนี้
1. งานวิจัยทั้ง 3 ชิ้น ใช้เบต้าแคโรทีนชนิดเม็ดเป็นตัวทดลอง คุณผู้อ่านต้องเข้าใจว่า สารแคโรทีนที่มีประโยชน์นั้นมีหลายร้อยชนิด ทั้งหมดผสมกลมกลืนอยู่ในอาหารจำพวกผักสีเขียวและผลไม้สีเหลืองแดง การออกฤทธิ์ของสารแคโรทีนแต่ละชนิดจะต้องสอดคล้องและสมดุล แต่มนุษย์สกัดไปใช้ตัวเดียว ทิ้งสารมีประโยชน์อื่นๆ ไปสิ้น
2. การทดลองทำในคนที่สูบบุหรี่ และมุ่งดูผลต่อมะเร็งและโรคหัวใจ ยังไม่มีการทดลองอย่างจริงจังในคนปกติ (ที่ไม่สูบบุหรี่) และดูประโยชน์ต่อสุขภาพแง่อื่น
3. ขนาดเบต้าแคโรทีนที่ใช้สูงมากเมื่อเทียบกับที่เราควรได้รับจาก ธรรมชาติ
ดร.เจฟฟรีย์ บลุมเบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านสารต้านอนุมูลอิสระแห่ง มหาวิทยาลัยทัฟท์ได้แสดงความเห็นโต้แย้งรายงานการวิจัยทั้งสามว่ามีข้อผิดพลาดหลายประการ ขณะที่ยังมีงานวิจัยแสดงคุณประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนมากมาย ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยที่แสดงชัดว่า การรับประทานเบต้าแคโรทีน 15-60 มิลลิกรัม/วันจะกระต้นภูมิคุ้มกันโรคได้อย่างดีในผู้สูงอายุ ดังนั้นยังต้องมีการวิจัยต่อไปอีก
มึนไหมท่านผู้อ่าน มีทั้งงานวิจัยที่แสดงประโยชน์และโทษ เรานั่งฟังตรงกลาง จะเชื่อฝ่ายไหนดี
หนทางคลี่คลาย
อยากให้ท่านเชื่อคำแนะนำของสถาบันมะเร็งแห่งชาติอเมริกาซึ่งเป็นเจ้าของงานวิจัยเชิงลบ แต่ก็ให้คำแนะนำอย่างเป็นกลางอย่างยิ่ง คำแนะนำจัดทำเมื่อเดือนมีนาคม 2539 เพื่อให้ความกระจ่างแก่ประชาชนดังนี้
1. สำหรับท่านที่สูบบุหรี่หรือเพิ่งเลิกบุหรี่ ไม่ควรรับประทานเบต้าแคโรทีนชนิดเม็ดเพื่อป้องกันมะเร็ง แต่ควรเลิกบุหรี่ทันที ผลการวิจัย ATBC และ CARET บ่งชี้ว่า คนที่สูบบุหรี่และรับประทานเบต้าแคโรทีน จะป่วยและตายจากมะเร็งมากขึ้น
2. สำหรับคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติอเมริกาแนะนำว่า ไม่พบทั้งประโยชน์และโทษเกี่ยวกับการป้องกันมะเร็งจากการศึกษานาน 12 ปี
แต่ขณะเดียวกัน หากท่านต้องการปฏิบัติตนให้ห่างมะเร็ง สถาบัน มะเร็งแห่งชาติแนะนำให้รับประทานอาหารไขมันตํ่า และรับประทาน ผักผลไม้และข้าวซ้อมมือให้มาก ในปริมาณผักผลไม้วันละ 5 ถ้วย
สรุป
อันที่จริงเบต้าแคโรทีนเป็นสารที่มีประโยชน์โดยมิต้องสงสัย เพราะมันคือวิตามินเอในผักผลไม้ที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อร่างกาย
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2523 ตอนที่ค้นพบเบต้าแคโรทีนใหม่ๆ นั้น นักวิทยาศาสตร์อาจผิดพลาดที่มุ่งความสนใจไปที่เบต้าแคโรทีนตัวเดียว ทั้งที่ความจริงมันเป็นสารประกอบตัวหนึ่งของกลุ่มสารเคมีที่เรียก แคโรทีนอยด์ ยิ่งนานวันนักวิทยาศาสตร์ยิ่งพบว่าสารกลุ่มนี้ทำงานสอดคล้องกัน และเบต้าแคโรทีนมิใช่พระเอกอย่างที่คิด
ดูตารางข้างล่าง ท่านจะเห็นว่า พืชผักที่อุดมด้วยเบต้าแคโรทีนยังมีสารแคโรทีนอื่นๆ อีก เช่น

 

เบต้าแคโรทีน

ลิวเทอิน

ซีอาแซนทิน

ไลโคปีน

บร็อคโคลี 1 ถ้วย

1014

1404

แครอท 1 หัว

5688

187

ผักขม 1 ถ้วย

2296

5712

มะเขือเทศ 1 ผล

640

123

3813

ดังตารางที่ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง นักวิทยาศาสตร์ได้พบสารแคโรทีนตัวอื่น เช่น ลิวเทอิน (Leutein) และซีอาแซนทิน (Zeaxanthin)
ในผักโขม ผักคะน้า และบร็อคโคลี ซึ่งช่วยป้องกันโรคชราบางชนิด
และเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็พบสาร
แคโรทีนอีกตัว ชื่อ ไลโคปีน (Lycopene) ในมะเขือเทศที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งในต่อมลูกหมากได้ชะงัด
แปลว่าอะไร?
ก็แปลว่า สารแคโรทีนที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งมีหลายตัว และทุกตัวจะ ออกฤทธิ์เสริมกันและกัน บางทีการสกัดเบต้าแคโรทีนมากินเพียงตัวเดียว นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเป็นอันตรายในระยะยาวเสียด้วยซ้ำ
แนวทางปฏิบัติ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สารจำพวกแคโรทีนมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ จากงานวิจัยที่กล่าวมามากมายตอนต้น เราคงเห็นประโยชน์ในแง่บำรุงสุขภาพ เป็นแหล่งกำเนิดวิตามินเอในร่างกาย ช่วยป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคชรา ฯลฯ
แต่คุณประโยชน์เหล่านั้น เกิดจากแคโรทีนหลายชนิดในธรรมชาติ ในผักใบเขียว ผลไม้สีเหลืองแดง
ขอยกพืชผักบ้านเราที่มีเบต้าแคโรทีนสูงๆ มาให้ดูดังตาราง

น้ำหนัก 1 ขีด

เบต้าแคโรทีน(ไมโครกรัม)

ยอดแค

8654

ผักคะน้า

2512

ใบยอ

3999

ใบกะเพรา

7857

ขี้เหล็ก

7181

กะหล่ำปลี

42

ประเภทผลไม้

น้ำหนัก 1 ขีด

เบต้าแคโรทีน(ไมโครกรัม)

มะม่วงแก้วสุก

1945

กล้วยไข่

492

ทุเรียนชะนี

244

มะปรางสุก

230

ผลไม้จำพวกมะละกอ มะเขือเทศ แม้แต่เบต้าแคโรทีนจำ แต่ก็มีแคโรทีนชนิดอื่นสูงมาก ดังนั้นการรับประทานผลไม้คละชนิดในแต่ละวันจะช่วยให้ท่านได้แคโรทีนที่เป็นประโยชน์หลากหลาย
จึงอยากเชิญชวนให้งดเบต้าแคโรทีนสังเคราะห์ และหันมารับประทานผักผลไม้ให้มาก อย่างน้อยวันละห้าถ้วย
ไม่แนะนำให้ท่านซื้อเบต้าแคโรทีนชนิดเม็ดมารับประทาน ด้วยเหตุว่ามีงานวิจัยเชิงลบ และประสิทธิภาพของเบต้าแคโรทีน ยังไม่ชัดเจนนักวิทยาศาสตร์เพิ่งเรียนรู้คุณประโยชน์ของสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ ซึ่งมีอยู่อย่างอุดมในพืช หันเข้าหาธรรมชาติดีที่สุด
ที่มา:เภสัชกรสรจักร  ศิริบริรักษ์

แบบผมสวยอื่น ๆ: